Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7135/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน มิใช่เป็นภยันอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ การที่ผู้เสียหายถูกจำเลยรัดคอด้วยมือซ้าย ผู้เสียหายจึงดิ้นต่อสู้กอดปล้ำกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสเลือกแทง แต่แทงไปตามโอกาสที่จะอำนวยและไม่ได้ใช้กำลังแทงรุนแรงนัก ทั้งเมื่อจะแทงอีก ผู้เสียหายปัดมือ จำเลยจึงเปลี่ยนเป็นใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแทงซ้ำ บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับมีบาดแผลบวมช้ำฉีกขาดกลางศีรษะและบาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้ายตัดเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยขาด ส่วนบาดแผลที่บริเวณหน้าอกด้านขวาระดับซี่โครงที่ 6 ไม่ปรากฏขนาดของบาดแผล ไม่ทะลุเข้าไปในช่องอก แสดงว่าจำเลยไม่ได้แทงอย่างแรง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงมีเจตนาทำร

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน และเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน มิใช่เป็นภยันอันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ การที่ผู้เสียหายถูกจำเลยรัดคอด้วยมือซ้าย ผู้เสียหายจึงดิ้นต่อสู้กอดปล้ำกับจำเลย จำเลยจึงไม่มีโอกาสเลือกแทง แต่แทงไปตามโอกาสที่จะอำนวยและไม่ได้ใช้กำลังแทงรุนแรงนัก ทั้งเมื่อจะแทงอีก ผู้เสียหายปัดมือ จำเลยจึงเปลี่ยนเป็นใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแทงซ้ำ บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับมีบาดแผลบวมช้ำฉีกขาดกลางศีรษะและบาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้ายตัดเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยขาด

ส่วนบาดแผลที่บริเวณหน้าอกด้านขวาระดับซี่โครงที่ 6 ไม่ปรากฏขนาดของบาดแผล ไม่ทะลุเข้าไปในช่องอก แสดงว่าจำเลยไม่ได้แทงอย่างแรง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย คงมีเจตนาทำร้ายผู้เสียหายเท่านั้น แม้โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนา จนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็กล่าวว่าผู้เสียหายมีบาดแผลตามสำเนารายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง ซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้องได้ระบุความเห็นว่ารักษาประมาณ 45 วันหาย และทางพิจารณาข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส

เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม ทั้งการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่น รวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตาม ป.อ. มาตรา 297 ด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเอง ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสได้ตาม ป.วิ.อ. มาตรา 192 วรรคท้ายโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 80, 288 และริบมีดของกลาง

จำเลยให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 80 จำคุก 10 ปี คำให้การจำเลยในชั้นจับกุมและชั้นพิจารณาเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาอยู่บ้าง ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่ คงจำคุก 7 ปี 6 เดือน คำขออื่นให้ยก

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 (8) จำคุก 6 ปี ลดโทษให้ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 หนึ่งในสี่แล้วคงจำคุก 4 ปี 6 เดือน นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "...ข้อเท็จจริงรับฟังเป็นยุติในเบื้องต้นว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในวันฟ้อง ผู้เสียหายกับจำเลยได้ทะเลาะวิวาทชกต่อยกันในห้องพักของนายสมชัย แก้วกง ผู้เสียหายถูกอาวุธมีดได้รับบาดเจ็บที่บริเวณหน้าอกด้านขวา 1 แห่ง มีรอยบวมช้ำที่กลางศีรษะกับบาดแผลที่นิ้วนางและนิ้วก้อยมือซ้ายเส้นเอ็นขาดต้องรักษาประมาณ 45 วันหาย คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า จำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นตามฟ้องหรือไม่ โจทก์มีนายอุดม สังเกตุ ผู้เสียหายเบิกความยืนยันว่า วันเกิดเหตุเวลาประมาณ 17 นาฬิกา นายสมชัย นายอ้วนและจำเลยนั่งร่วมรับประทานอาหารและดื่มสุราที่บริเวณหน้าห้องพักของนายอ้วนซึ่งติดกับห้องพักของนายสมชัย

ต่อมาผู้เสียหายนำอาหารมาร่วมรับประทานด้วยกัน หลังจากผู้เสียหายกลับไปสักพักหนึ่งก็กลับมานอนดูโทรทัศน์ที่ห้องของนายสมชัย ต่อมาเวลาประมาณ 19.30 นาฬิกา ขณะที่ผู้เสียหายนอนดูโทรทัศน์ จำเลยเดินเข้ามาในห้องแล้วใช้เท้ากระทืบหน้าอกของผู้เสียหาย ผู้เสียหายตกใจลุกขึ้นพูดว่า กูทำอะไรให้มึง มึงถึงมากระทืบ นายอ้วนซึ่งนั่งดื่มสุราอยู่หน้าห้องได้เข้ามาลากตัวจำเลยออกไปนอกห้อง เมื่อผู้เสียหายเดินออกมาจากห้องมาที่เฉลียงหน้าห้อง จำเลยโหนขื่อแล้วใช้เท้าเตะที่ใบหน้าผู้เสียหายแล้วกระโดดลงมากอดผู้เสียหาย ผู้เสียหายกับจำเลยชกต่อยกัน จำเลยหยิบอาวุธมีดทำครัวในห้องครัวถือด้วยมือขวา แล้วใช้มือซ้ายรัดคอผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้มือซ้ายจับข้อมือขวาของจำเลย

จำเลยสะบัดข้อมือ แล้วดึงอาวุธมีดออกทำให้บาดถูกนิ้วนางและนิ้วก้อยของผู้เสียหาย หลังจากนั้นจำเลยแทงที่ใต้ราวนมด้านขวาและด้านซ้ายของผู้เสียหายและจะแทงซ้ำอีก ผู้เสียหายใช้มือปัด จำเลยจึงใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแล้วเหวี่ยงผู้เสียหายกระเด็นล้มลงไปพิงข้างฝาลักษณะกึ่งนั่งกึ่งนอน จำเลยยืนคร่อมหันกันมาทางผู้เสียหาย โดยจำเลยจะแทงท้องผู้เสียหาย ผู้เสียหายใช้เท้าถีบจำเลยเสียหลักเซออกไป นายสมชัยและนายอ้วนเข้ามาจับตัวจำเลยไว้ ผู้เสียหายจึงวิ่งหนีออกมาได้ ซึ่งสอดคล้องกับคำเบิกความของจ่าสิบตำรวจนุวัฒน์ จันทร์โททัย พยานโจทก์อีกปากหนึ่งซึ่งไปที่เกิดเหตุในคืนนั้นว่า พยานพบจำเลยเนื้อตัวเปื้อนเลือดมีอาการมึนเมามาบอกพยานว่าเป็นผู้แทง แต่ไม่ได้แจ้งว่าแทงผู้ใด

ประกอบกับในชั้นจับกุมจำเลยให้การรับสารภาพ พฤติการณ์เชื่อได้ว่าก่อนเกิดเหตุจำเลยดื่มสุรามึนเมาจนเกือบจะครองสติไม่ได้ และเมื่อผ่านบริเวณที่ผู้เสียหายกำลังนอนดูโทรทัศน์ จำเลยจึงใช้เท้ากระทืบหน้าอกของผู้เสียหายโดยไม่มีสาเหตุโกรธเคืองกันมาก่อน จนกระทั่งผู้เสียหายตกใจลุกขึ้นมาต่อว่าจำเลยแล้วเกิดโต้เถียงกันจึงเป็นชนวนการทะเลาะวิวาทชกต่อยกันจนจำเลยใช้อาวุธมีดแทงผู้เสียหายในที่สุด

ที่จำเลยฎีกาว่าขณะที่ผู้เสียหายกับจำเลยแย่งอาวุธมีดกัน ผู้เสียหายคว้าอาวุธมีดได้ก่อนแต่จับทางด้านคมมีดและผู้เสียหายดึงเข้าหาตัว จำเลยดึงอาวุธมีดออก ปลายอาวุธมีดจึงกระแทกหน้าอกของผู้เสียหายโดยจำเลยไม่มีเจตนาจะแทง เพราะหากจะแทงจริงอาวุธมีดจะต้องทะลุเข้าไปในซี่โครง และการกระทำของจำเลยเป็นการป้องกันตัวนั้น เห็นว่า เหตุคดีนี้เกิดเพราะจำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อนและเป็นการสมัครใจทะเลาะวิวาททำร้ายร่างกายซึ่งกันและกัน มิใช่เป็นภยันตรายซึ่งเกิดจากการประทุษร้ายอันละเมิดต่อกฎหมาย จำเลยจะอ้างว่าการกระทำเป็นการป้องกันโดยชอบด้วยกฎหมายไม่ได้ ส่วนที่จำเลยมีเจตนาจะฆ่าผู้เสียหายหรือไม่นั้น เห็นว่า การที่ผู้เสียหายถูกจำเลยรัดคอด้วยมือซ้ายผู้เสียหายจึงดิ้นต่อสู้กอดปล้ำกับจำเลย

จำเลยจึงไม่มีโอกาสเลือกแทง แต่แทงไปตามโอกาสที่จะอำนวยและไม่ได้ใช้กำลังแทงรุนแรงนัก ทั้งเมื่อจะแทงอีก ผู้เสียหายปัดมือ จำเลยจึงเปลี่ยนเป็นใช้ด้ามมีดกระแทกศีรษะผู้เสียหายแทน แสดงให้เห็นว่าไม่ต้องการแทงซ้ำ ประกอบกับตามผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ บาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับมีบาดแผลบวมช้ำฉีกขาดกลางศีรษะและบาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้ายตัดเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยขาด ส่วนบาดแผลที่บริเวณหน้าอกด้านขวาระดับซี่โครงที่ 6 ไม่ปรากฏขนาดของบาดแผลไม่ทะลุเข้าไปในช่องอก แสดงว่าจำเลยไม่ได้แทงอย่างแรง กรณีจึงยังถือไม่ได้ว่าจำเลยมีเจตนาฆ่าผู้เสียหาย จำเลยคงมีเจตนาทำร้ายร่างกายผู้เสียหายเท่านั้น และบาดแผลที่เกิดจากการทำร้ายดังกล่าวตามรายงานผลการตรวจชันสูตรบาดแผลของแพทย์ระบุว่าต้องใช้เวลารักษาประมาณ 45 วันหาย

ประกอบกับได้ความจากคำเบิกความของผู้เสียหายว่า บาดแผลเส้นเอ็นนิ้วนางและนิ้วก้อยที่ขาดในขณะที่มาเบิกความซึ่งเป็นเวลาหลังเกิดเหตุถึง 3 เดือนเศษ ผู้เสียหายยังทำกายภาพบำบัดอยู่ มือซ้ายใช้งานได้แต่นิ้วที่ได้รับบาดเจ็บสองนิ้วไม่มีแรง แสดงว่านิ้วทั้งสองของผู้เสียหายยังใช้งานไม่ได้ตามปกติ ฟังได้ว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัส ซึ่งศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า แม้โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำความผิดฐานพยายามฆ่า โดยจำเลยชกต่อย เตะ ถีบที่บริเวณใบหน้าและลำตัวและใช้มีดทำครัวปลายแหลม 1 เล่ม เป็นอาวุธแทงผู้เสียหายหลายครั้งที่บริเวณทรวงอก บาดแผลฉีกขาดหลังมือซ้าย ตัดเอ็นของนิ้วนางและนิ้วก้อย บาดแผลฉีกขาดกลางศีรษะตามสำเนารายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้อง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสหรือป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาจนประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวันก็ตาม แต่ตามคำฟ้องก็กล่าวว่าผู้เสียหายมีบาดแผลตามสำเนารายงานการชันสูตรบาดแผลท้ายฟ้องซึ่งถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของฟ้อง

ได้ระบุความเห็นว่ารักษาประมาณ 45 วันหาย และทางพิจารณาข้อเท็จจริงที่โจทก์นำสืบได้ความว่า ผู้เสียหายได้รับอันตรายสาหัสดังข้อวินิจฉัยข้างต้น เมื่อข้อเท็จจริงตามฟ้องนั้นโจทก์สืบสม ทั้งการกระทำความผิดฐานพยายามฆ่าผู้อื่นรวมการกระทำความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 297 ด้วย และเป็นความผิดได้ในตัวเอง ดังนั้น ศาลย่อมมีอำนาจลงโทษจำเลยในความผิดฐานทำร้ายร่างกายผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัสได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 192 วรรคท้าย ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของโจทก์และจำเลยฟังไม่ขึ้น ปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการสุดท้ายมีว่า มีเหตุสมควรลงโทษจำเลยสถาบเบาหรือไม่

เห็นว่า คดีนี้จำเลยเป็นผู้ก่อเหตุขึ้นก่อน เมื่อทะเลาะวิวาทกันจำเลยยังใช้อาวุธมีดซึ่งเป็นอาวุธร้ายแรงแทงผู้เสียหายอีกด้วย ทั้งบาดแผลที่ผู้เสียหายได้รับแพทย์ลงความเห็นว่าต้องใช้เวลารักษาประมาณ 45 วัน ดังนั้น ที่ศาลอุทธรณ์ใช้ดุลพินิจกำหนดโทษจำเลยมานั้น นับว่าเหมาะสมแก่พฤติการณ์แห่งรูปคดีแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
กุลพัชร์ อิทธิธรรมวินิจ · ชวลิต ยอดเณร · ประเสริฐ เขียนนิลศิริ
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3614/2538

ว.พ.ป.ส.ค และ ช. กับพวกนั่งคุยและผิงไฟจับกลุ่มกันอยู่ที่ถนนหน้าบ้าน จำเลยขับรถอีแต๋นจะกลับบ้านและรถได้ตกลงไปในคลองข้างบ้าน พ.จำเลยไปขอให้บุคคลเหล่านั้นไปช่วยยกรถ บุคคลเหล่านั้นไม่ยอมไปช่วย จำเลยต่อว่า…

Supreme Court Judgment No. 298/2533

จำเลยสมัครใจเข้าร่วมวิวาททำร้าย ร่างกายซึ่งกันและกันกับฝ่ายผู้ตายและผู้เสียหาย เสร็จแล้วจำเลยวิ่งหนีไปไกลประมาณ8 เมตร โดยมีผู้ตายซึ่งไม่มีอาวุธกับผู้เสียหายวิ่งไล่ตามไปดังนี้การต่อสู้จึงยังเกี่ยวเนื่อ…

Supreme Court Judgment No. 1961/2528

การวิวาทหมายถึงการสมัครใจเข้าต่อสู้ทำร้ายกันคำพูดของจำเลย ที่ว่าการย้ายตำรวจต้องมีขั้นตอนต้องมีคณะกรรมการอย่าไปเชื่อให้มากนัก เป็นเพียงการแสดงความเห็นในการสนทนาเท่านั้น มิได้มีข้อความใด ที่เป็นการท้าท…

Supreme Court Judgment No. 7581/2561

การที่จำเลยที่ 3 มีหน้าที่โดยตรงในการควบคุมและดูแลความปลอดภัยของผู้ต้องหาแต่ไม่อยู่ปฏิบัติหน้าที่โดยปราศจากเหตุอันสมควร จึงเป็นการกระทำโดยงดเว้นการที่จักต้องกระทำเพื่อป้องกันผลคือ อันตรายที่อาจเกิดขึ้…

Supreme Court Judgment No. 13908/2558

โจทก์ฟ้องว่าจำเลยที่ 2 ก่อให้จำเลยที่ 1 กับพวกร่วมกันฆ่า ส. ผู้เสียหายและ อ. ผู้ตายโดยไตร่ตรองไว้ก่อน ต่อมา จำเลยที่ 1 กับพวกใช้อาวุธปืนยิงผู้เสียหายและผู้ตายหลายนัดโดยเจตนาฆ่าและโดยไตร่ตรองไว้ก่อนเนื…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up