คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้อง
ระหว่างพิจารณา ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า คดีนี้อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง ศาลจังหวัดเบตงเห็นว่า การใช้อำนาจของโจทก์ในการจัดให้มีการเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงเป็นการใช้อำนาจในทางปกครองหรือดำเนินการทางปกครอง ศาลจำต้องวินิจฉัยก่อนว่า ประกาศจังหวัดยะลาเป็นคำสั่งทางปกครองที่ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ เมื่อคำพิพากษาให้เพิกถอนประกาศจังหวัดยะลายังไม่ถึงที่สุดและข้อเท็จจริงในการวินิจฉัยในคดีนี้เกี่ยวเนื่องกับการวินิจฉัยในคดีดังกล่าว คดีนี้จึงเป็นคดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมายตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง
พ.ศ. 2542 อยู่ในอำนาจของศาลปกครอง ศาลปกครองยะลาเห็นว่า จำเลยไม่ได้มีฐานะเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงไม่ใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ คดีนี้จึงอยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม คณะกรรมการพิจารณาแล้ว แม้เทศบาลเมืองเบตง โจทก์ จะเป็นหน่วยงานทางปกครองตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 แต่เมื่อพิจารณาการกระทำที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดี
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง จงใจกระทำละเมิดต่อโจทก์ด้วยการปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบโดยรู้อยู่แล้วว่าตนเองเป็นบุคคลผู้ขาดคุณสมบัติและมีลักษณะต้องห้ามในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาลตามกฎหมาย แต่ยืนยันและให้ถ้อยคำว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่กฎหมายกำหนด หลังจากที่จำเลยได้รับการเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตง มีการตรวจสอบคุณสมบัติของจำเลยพบว่าจำเลยเป็นบุคคลผู้มีลักษณะต้องห้ามมิให้ใช้สิทธิสมัครรับเลือกตั้ง และผู้ว่าราชการจังหวัดยะลามีประกาศให้สมาชิกภาพของสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงของจำเลยสิ้นสุดลง จึงมีผลให้ตำแหน่งสมาชิกสภาเทศบาลเมืองเบตงว่างลง
การที่โจทก์ต้องจัดการเลือกตั้งใหม่ ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้จำเลยรับผิดในค่าใช้จ่ายสำหรับการเลือกตั้งใหม่พร้อมดอกเบี้ย เป็นกรณีที่โจทก์ซึ่งเป็นหน่วยงานทางปกครองฟ้องเรียกค่าเสียหายจากการกระทำละเมิดของจำเลยซึ่งเป็นผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาเทศบาลกรณีปกปิดข้อเท็จจริงเกี่ยวกับคุณสมบัติในการสมัครรับเลือกตั้งสมาชิกสภาเทศบาล อันเป็นเหตุทำให้โจทก์ได้รับความเสียหายต้องเสียค่าใช้จ่ายในการจัดการเลือกตั้งใหม่ ซึ่งข้อเท็จจริงปรากฏว่าขณะจำเลยสมัครรับเลือกตั้ง จำเลยมิได้เป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐตามบทนิยามในมาตรา 3 แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 การกระทำของจำเลยตามฟ้องจึงมิใช่การกระทำของเจ้าหน้าที่ของรัฐ
กรณีจึงมิใช่คดีพิพาทเกี่ยวกับการกระทำละเมิดหรือความรับผิดอย่างอื่นของหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐอันเกิดจากการใช้อำนาจตามกฎหมาย หรือจากกฎ คำสั่งทางปกครอง หรือคำสั่งอื่นหรือจากการละเลยต่อหน้าที่ตามที่กฎหมายกำหนดให้ต้องปฏิบัติหรือปฏิบัติหน้าที่ดังกล่าวล่าช้าเกินสมควร ตามมาตรา 9 วรรคหนึ่ง (3) แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 ที่จะอยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลปกครอง แต่เป็นการฟ้องเรียกค่าเสียหาย ในมูลละเมิดทางแพ่งที่อยู่ในอำนาจพิจารณาพิพากษาของศาลยุติธรรม (ไม่มี -) - -