Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7319/2553

พ.ศ. 2553 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ตามคำยินยอมคำขอเปิดบัญชีสะสมทรัพย์ข้อ 3 และข้อ 4 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายินยอมให้ธนาคารนำเงินที่ข้าพเจ้านำเข้าฝากในบัญชีสะสมทรัพย์มาหักทอนยอดหนี้ที่เกิดขึ้นตามกล่าวในข้อ 3 หรือหนี้ลักษณะอื่นใดที่ข้าพเจ้ามีอยู่กับธนาคารได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบล่วงหน้า" ซึ่งข้อ 3 มีข้อความว่า "ในกรณีที่ข้าพเจ้าให้คำยินยอมหรือมอบอำนาจให้แก่ธนาคารหรือได้สั่งการไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ธนาคารหักเงินจากบัญชีเพื่อชำระหนี้ให้แก่ธนาคารหรือบุคคลอื่น เช่น รายการชำระหนี้ตามบัตรเครดิต ... เป็นต้น ถ้าหากธนาคารได้ผ่อนผันการจ่ายเงินเกินบัญชีไป ข้าพเจ้ายอมผูกพันตนที่จะจ่ายเงินคืนธนาคารโดยถือเสมือนว่าข้าพเจ้าได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคาร และยินยอมให้ธนาคารเรียกดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราสูงสุดที่ธนาคารได้มีประกาศกำหนด.." โดยไม่ปรากฏข้อตกลงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหนี้ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลยที่ 1 ก่อนวันขอเปิดบัญชีสะสมทรัพย์มาหักจากเงินฝากในบัญชีของโจทก์ได้ อีกทั้งตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครดิตของโจทก์ โจทก์ตกลงชำระหนี้การใช้บัตรเครดิตด้วยการให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 170-0-09210-7 เท่านั้น โดยไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีเงินฝากอื่นของโจทก์ได้อีก ดังนั้นจำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำเงินฝากจากบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์เลขที่ 230-0-38370-6 มาหักชำระหนี้บัตรเครดิตได้ และจำเลยที่ 1 ก็มิอาจนำเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์มาหักกลบลบหนี้บัตรเครดิตตาม ป.พ.พ. มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันได้ เนื่องจากในวันที่โจทก์เปิดบัญชีสะสมทรัพย์ไว้กับจำเลยที่ 1 ขณะนั้นสิทธิเรียกร้องในหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ได้ขาดอายุความไปแล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันชำระเงินต้น 26,566.66 บาท กับดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 19 มิถุนายน 2545 ถึงวันฟ้อง เป็นดอกเบี้ย 498 บาท รวมเป็นเงินจำนวน 27,064.66 บาท แก่โจทก์หรือนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ เลขที่ 230 - 0 - 38370 - 6 ของโจทก์ พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีจากต้นเงินจำนวน 26,566.66 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจำเลยทั้งสองจะชำระเงินหรือนำเงินเข้าบัญชีเงินฝากของโจทก์แล้วเสร็จ

จำเลยทั้งสองให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินจำนวน 26,566.66 บาท แก่โจทก์หรือนำเงินจำนวนดังกล่าวเข้าบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 230 - 0 - 38370 - 6 ของโจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปีนับแต่วันที่ 20 มิถุนายน 2545 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ กับให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 1,200 บาท สำหรับจำเลยที่ 2 ให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์แทนโจทก์โดยกำหนดค่าทนายความให้ 800 บาท จำเลยที่ 1 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้ต้องห้ามฎีกาในข้อเท็จจริง ในการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมาย ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 238 ประกอบมาตรา 247 ซึ่งศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทมหาชนจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยที่ 1 โจทก์เดิมชื่อสุเมธ ต่อมาเปลี่ยนเป็นศิวัช โจทก์ยื่นคำขอใช้บริการบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 และขอใช้บริการบัตรเสริมให้นางจุฑาทิพย์ ภริยาโจทก์ ตกลงชำระหนี้บัตรเครดิตด้วยการให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 170 - 0 - 09210 - 7 ของโจทก์ สาขาสี่พระยา จำเลยที่ 1 ออกบัตรหมายเลข 0200 - 0100 - 2648 - 1116 ให้แก่โจทก์และออกบัตรหมายเลข 0200 - 0100 - 2648 - 1215 ให้แก่นางจุฑาทิพย์

โจทก์และนางจุฑาทิพย์ใช้บัตรเครดิตชำระค่าสินค้า ค่าบริการ และเบิกถอนเงินสดเรื่อยมา โดยโจทก์ชำระหนี้ให้จำเลยที่ 1 ครั้งสุดท้ายวันที่ 15 สิงหาคม 2538 หลังจากนั้นโจทก์และนางจุฑาทิพย์ไม่ได้นำบัตรเครดิตไปใช้อีก โจทก์มีหนี้บัตรเครดิตค้างชำระต่อจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 มิได้เรียกร้องหรือบังคับให้โจทก์ชำระหนี้ จนกระทั่งหนี้ขาดอายุความ ต่อมาโจทก์เปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 230 - 0 - 38370 - 6 กับจำเลยที่ 1 ที่สาขาโชคชัย 4 และนำเงินฝากเข้าบัญชีจำนวนหนึ่ง จำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายประจำสายบัตรเครดิตของจำเลยที่ 1 ได้นำเงินในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 230 - 0 - 38370 - 6 จำนวน 26,566.66 บาท

ไปหักกลบลบหนี้การใช้บัตรเครดิตของโจทก์และนางจุฑาทิพย์อ้างว่าเป็นหนี้ที่โจทก์ค้างชำระและมีหนังสือแจ้งให้โจทก์ทราบในวันเดียวกัน มีปัญหาข้อกฎหมายวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ว่า จำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินในบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์เลขที่ 230 - 0 - 38370 - 6 มาหักกลบลบหนี้การใช้บัตรเครดิตของโจทก์หรือไม่ ปัญหานี้จำเลยที่ 1 ฎีกาโต้แย้งว่าจำเลยที่ 1 มีสิทธินำเงินในบัญชีเงินฝากของโจทก์มาหักกลบลบหนี้บัตรเครดิตของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ได้ตามคำยินยอมในคำขอเปิดบัญชีสะสมทรัพย์ ข้อ 3 และข้อ 4 เห็นว่า ตามคำยินยอมในคำขอเปิดบัญชีสะสมทรัพย์ ข้อ 4 มีข้อความว่า "ข้าพเจ้ายินยอมให้ธนาคารนำเงินที่ข้าพเจ้านำเข้าฝากในบัญชีสะสมทรัพย์มาหักทอนยอดหนี้ที่เกิดขึ้นตามกล่าวในข้อ 3 หรือหนี้ลักษณะอื่นใดที่ข้าพเจ้ามีอยู่กับธนาคารได้โดยไม่ต้องแจ้งให้ข้าพเจ้าทราบล่วงหน้า" ซึ่ง ข้อ 3 มีข้อความว่า

"ในกรณีที่ข้าพเจ้าให้คำยินยอมหรือมอบอำนาจให้แก่ธนาคารหรือได้สั่งการไว้เป็นลายลักษณ์อักษรให้แก่ธนาคารหักเงินจากบัญชีเพื่อชำระหนี้ให้แก่ธนาคารหรือบุคคลอื่น เช่น รายการชำระหนี้ตามบัตรเครดิต รายการชำระค่าสาธารณูปโภค... เป็นต้น ถ้าหากธนาคารได้ผ่อนผันการจ่ายเงินเกินบัญชีไป ข้าพเจ้ายอมผูกพันตนที่จะจ่ายเงินคืนธนาคาร โดยถือเสมือนว่าข้าพเจ้าได้ร้องขอเบิกเงินเกินบัญชีต่อธนาคาร และยินยอมให้ธนาคารเรียกดอกเบี้ยสำหรับจำนวนเงินดังกล่าวในอัตราสูงสุดที่ธนาคารได้มีประกาศกำหนด..." โดยไม่ปรากฏข้อตกลงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 นำหนี้ที่โจทก์มีอยู่ต่อจำเลยที่ 1 ก่อนวันขอเปิดบัญชีสะสมทรัพย์มาหักจากเงินฝากในบัญชีของโจทก์ได้

อีกทั้งตามคำขอเป็นผู้ถือบัตรเครติตของโจทก์ โจทก์ตกลงชำระหนี้การใช้บัตรเครดิตด้วยการให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ทรัพย์เลขที่ 170 - 0 - 09210 - 7 เท่านั้น โดยไม่มีข้อตกลงว่าโจทก์ยินยอมให้จำเลยที่ 1 หักเงินจากบัญชีเงินฝากอื่นของโจทก์ได้อีก ดังนั้น จำเลยที่ 1 จึงไม่มีสิทธินำเงินฝากจากบัญชีสะสมทรัพย์ของโจทก์เลขที่ 230 - 0 - 38370 - 6 มาหักชำระหนี้บัตรเครดิตได้ และจำเลยที่ 1 ก็มิอาจนำเงินฝากในบัญชีสะสมทรัพย์มาหักกลบลบหนี้บัตรเครดิตตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 344 โดยไม่มีข้อตกลงระหว่างกันได้ เนื่องจากในวันที่โจทก์เปิดบัญชีเงินฝากสะสมทรัพย์ไว้กับจำเลยที่ 1 ขณะนั้นสิทธิเรียกร้องในหนี้บัตรเครดิตที่โจทก์มีต่อจำเลยที่ 1 ได้ขาดอายุความไปแล้ว ศาลอุทธรณ์พิพากษามานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้น

Result

พิพากษายืน ให้จำเลยที่ 1 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 800 บาท

Matter details

Panel of judges
เฉลิมเกียรติ ชาญศิลป์ · กรองเกียรติ คมสัน · โสภณ โรจน์อนนท์
Lower court
ศาลแขวงพระนครใต้ - นายสัญญา สุขเสถียร
ศาลอุทธรณ์ - นายชลิศร์ สวัสดิทัต
Supreme Court black case no.
พ.2634/2549
Trial court black case no.
พ8211/2545
Trial court red case no.
พ1981/2546
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 12164/2558

ข้อเท็จจริงฟังได้ว่าเมื่อวันที่ 18 สิงหาคม 2543 จำเลยยื่นคำขอรับชำระหนี้ในการฟื้นฟูกิจการของบริษัท พ. (เจ้าหนี้รายที่ 131) จำนวน 5,067,601,483.97 บาท ผู้ทำแผนของบริษัท พ. โต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ดังกล่า…

Supreme Court Judgment No. 7001/2557

โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยคืนเงินค่าสินค้าที่โจทก์ชำระไป เนื่องจากจำเลยไม่ส่งมอบสินค้าให้แก่โจทก์ตามสัญญา จำเลยอ้างว่าโจทก์มีหนี้ค่าเสียหายที่ต้องรับผิดต่อจำเลย จากการไม่ชำระค่าสินค้าและรับมอบสินค้าทั้งหมดภา…

Supreme Court Judgment No. 20953/2556

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามรับผิดเฉพาะค่าเสียหายจากการปฏิบัติหน้าที่บกพร่องในการตรวจรับมอบงานงวดที่ 1 ถึงที่ 4 ส่วนคดีที่ศาลจังหวัดนครสวรรค์พิพากษาให้บริษัท พ. รับผิดต่อโจทก์ในคดีนี้ไม่ปราก…

Supreme Court Judgment No. 16802/2555

โจทก์ยอมรับว่าได้ทำหนังสือรับสภาพหนี้ให้ไว้แก่จำเลยจริงและยินยอมชดใช้หนี้นั้น หนี้ตามหนังสือรับสภาพหนี้จึงเป็นหนี้ที่ไม่มีข้อต่อสู้แล้ว เมื่อค่าจ้างที่โจทก์มีสิทธิได้รับจากจำเลยมีจำนวนน้อยกว่าค่าเสียห…

Supreme Court Judgment No. 3524/2554

ที่จำเลยขอให้นำค่าเสียหายที่จำเลยได้รับจากการที่โจทก์ไม่ปฏิบัติตามสัญญาจ้างทำของมาหักกลบกับค่าเช่าคลังสินค้านั้น แม้ตามสัญญามีข้อตกลงให้จำเลยมีสิทธิหักเงินค่าเสียหายจากค่าเช่า ค่าแรงงาน และค่ารมยาได้ก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up