Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7364/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่า มีเจ้าพนักงานร่วมกันเป็นตัวการในการกระทำความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริต จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังกล่าวแต่เป็นราษฎรจึงเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตของเจ้าพนักงานดังกล่าว แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะยกฟ้องจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นเจ้าพนักงาน เนื่องจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 ร่วมเป็นตัวการกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ก็ตาม ศาลก็ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฐานเป็นผู้สนับสนุนได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 80, 83, 157, 161, 264, 265, 266, 268, 341 จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้การปฏิเสธ แต่เมื่อสืบพยานโจทก์ไปบ้างแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 กลับให้การรับสารภาพ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา83, 157 ประกอบมาตรา 86 (ที่ถูก มาตรา 157 ประกอบมาตรา 86), 265, 268 วรรคสอง (ที่ถูกวรรคแรก) ประกอบมาตรา 265, 341 ประกอบมาตรา 80 (ที่ถูก ต้องระบุมาตรา 83 ด้วย) การกระทำของจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบทให้ลงโทษตามมาตรา 157 ประกอบมาตรา 86 ซึ่งเป็นบทที่มีโทษหนักที่สุดตาม มาตรา 90 จำคุกคนละ 2 ปี มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกคนละ 1 ปี ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก สำหรับจำเลยที่ 1 ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ 2 ที่ 3 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงในคดีรับฟังยุติว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีภูมิลำเนาอยู่ที่อำเภอพัฒนานิคม จังหวัดลพบุรี และอยู่กินกันฉันสามีภริยาตั้งแต่ปี 2539 เมื่อวันที่ 16 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้เดินทางไปจดทะเบียนสมรสกัน ณ ที่ว่าการอำเภอองครักษ์ โดยจำเลยที่ 1 เป็นผู้บันทึกรายละเอียดของการสมรสลงในทะเบียนสมรสและในทะเบียนสมรสดังกล่าวมีลายมือชื่อบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ให้ความยินยอมไว้ ต่อมาเมื่อวันที่ 27 พฤษภาคม 2540 เวลากลางวัน จำเลยที่ 2 ได้ไปให้ถ้อยคำต่อนางสาวนัยนา ลูกจ้างชั่วคราวของสำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมจังหวัดลพบุรี พร้อมยื่นหลักฐานเอกสารต่าง ๆ รวมถึงใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งจดทะเบียน

ณ ที่ว่าการอำเภอองครักษ์ เพื่อขอรับเงินชดเชยพิเศษแทนการจัดสรรที่ดินแปลงอพยพในฐานะครอบครัวที่ 2 ตามโครงการพัฒนาลุ่มน้ำป่าสักอันเนื่องมาจากพระราชดำริ จำนวน 600,000 บาท โดยผู้มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าวต้องมีสภาพเป็นครอบครัวก่อนวันที่ 3 พฤษภาคม 2537 นางสาวนัยนาบันทึกข้อเท็จจริงต่าง ๆ ไว้ในแบบการไต่สวนโดยมีจำเลยที่ 3 และนางวิลัย ลงลายมือชื่อเป็นพยาน ต่อมามีการตรวจพบพิรุธเกี่ยวกับเอกสารใบสำคัญการสมรสของผู้ขอรับเงินชดเชยพิเศษดังกล่าวหลายรายการรวมถึงกรณีของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ด้วย จึงมีการตั้งกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง ปรากฏว่าใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นเอกสารปลอม เนื่องจากถูกแก้ไขเปลี่ยนแปลงเลข พ.ศ. จาก พ.ศ.2540 เป็น 2536 เพื่อให้เข้าหลักเกณฑ์การรับเงินชดเชยพิเศษและลายมือชื่อบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ในทะเบียนสมรสเป็นลายมือชื่อปลอม สำหรับคดีในส่วนของจำเลยที่ 1 ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายกฟ้อง ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา คดีในส่วนจำเลยที่ 1 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดตามที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาหรือไม่ จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาว่า พยานหลักฐานโจทก์ยังมีเหตุสงสัยตามสมควรว่า จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 1 ดังนั้นแม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะให้การรับสารภาพ แต่เมื่อจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นตัวการไม่มีความผิดตามฟ้อง ย่อมทำให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ว่าในฐานะตัวการร่วมหรือในฐานะผู้สนับสนุนไม่มีความผิดตามฟ้องไปด้วย ขอให้ยกฟ้องนั้น เห็นว่า แม้ศาลอุทธรณ์ภาค 1 จะพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 แต่ก็เนื่องมาจากพยานหลักฐานของโจทก์ยังมีความสงสัยตามสมควรว่า

จำเลยที่ 1 กระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ ไม่ได้หมายความว่าไม่มีการกระทำความผิดตามฟ้องเกิดขึ้น เมื่อได้ความจากพยานหลักฐานของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 เคยให้การต่อนายระพี นายอำเภอพัฒนานิคม พยานโจทก์ จึงน่าเชื่อว่า จำเลยที่ 2 รู้เรื่องที่มีการทำใบสำคัญการสมรสปลอมเป็นอย่างดี นอกจากนี้จำเลยที่ 2 ยังนำใบสำคัญการสมรสปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการอีกซึ่งหากทางราชการหลงเชื่อแล้ว จำเลยที่ 2 ก็จะได้รับเงินชดเชยพิเศษเป็นเงิน 600,000 บาท พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 ดังกล่าวจึงฟังได้ว่า จำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมในการปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอมและพยายามฉ้อโกงแล้ว ส่วนจำเลยที่ 3 นั้น แม้จำเลยที่ 3 จะไม่ได้เป็นผู้ยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษ แต่ข้อเท็จจริงปรากฏว่า

จำเลยที่ 3 เดินทางไปกับจำเลยที่ 2 ด้วย ทั้งในวันที่มีการจดทะเบียนสมรสและวันที่จำเลยที่ 2 ไปให้ถ้อยคำต่อนางสาวนัยนา อีกทั้งได้ลงลายมือชื่อเป็นพยานในแบบการไต่สวนสิทธิด้วย จึงถือว่าจำเลยที่ 3 มีส่วนร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 2 มาตั้งแต่ต้น ทั้งจำเลยที่ 3 เป็นภริยาจำเลยที่ 2 ย่อมต้องมีส่วนได้เสียในเงินชดเชยพิเศษที่จำเลยที่ 2 จะได้รับด้วย จึงถือได้ว่าจำเลยที่ 3 เป็นตัวการร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 ร่วมกันกระทำความผิดปลอมเอกสารราชการ ใช้เอกสารราชการปลอมและพยายามฉ้อโกงมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น สำหรับความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 นั้น

เห็นว่า การที่จะไม่มีความผิดในฐานเป็นผู้สนับสนุนต้องเป็นกรณีที่ไม่มีตัวการกระทำความผิดในความผิดดังกล่าว แต่คดีนี้ข้อเท็จจริงปรากฏว่า จำเลยที่ 3 อายุยังไม่ครบยี่สิบปีบริบูรณ์ ซึ่งหากไม่มีเจ้าพนักงานร่วมกระทำความผิดแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ย่อมไม่สามารถจดทะเบียนสมรสกันได้เนื่องจากบิดามารดาของจำเลยที่ 3 ไม่ได้เดินทางไปให้ความยินยอม ทั้งใบสำคัญการสมรสระหว่างจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีการแก้ไขเลข พ.ศ. แสดงว่าจะต้องมีเจ้าพนักงานซึ่งปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและทุจริตในการกรอกข้อความลงในทะเบียนสมรสและใบสำคัญการสมรสเพื่อให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 นำเอกสารปลอมดังกล่าวไปยื่นขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการแล้ว มิใช่เป็นกรณีที่ไม่มีตัวการในการกระทำความผิดตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกา

เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 มีส่วนร่วมในการกระทำความผิดดังที่วินิจฉัยมาแล้ว จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นราษฎรจึงเป็นผู้สนับสนุนในความผิดดังกล่าวได้ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 1 วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 2 และที่ 3 มีความผิดฐานเป็นผู้สนับสนุนในความผิดฐานเจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบและโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 มานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ฟังไม่ขึ้น คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ประการต่อมาว่าสมควรรอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 หรือไม่ เห็นว่า มีราษฎรที่ใช้เอกสารใบสำคัญการสมรสในลักษณะเดียวกับคดีนี้อีก 7 ราย จึงน่าเชื่อว่ามีบุคคลไปชักชวนให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ไปจดทะเบียนสมรสต่อทางราชการโดยอ้างว่าสามารถนำไปรับเงินชดเชยพิเศษได้ แล้วเรียกส่วนแบ่งจากเงินที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 จะได้รับจากทางราชการตามที่จำเลยที่ 2 และที่ 3 ให้ปากคำไว้ในชั้นสอบสวน โดยจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่ทราบความจริง

มีลักษณะเป็นการกระทำโดยรู้เท่าไม่ถึงการณ์ เมื่อจำเลยที่ 2 และที่ 3 ทราบจากราษฎรอื่นว่าความจริงแล้วจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไม่มีสิทธิได้รับเงินชดเชยดังกล่าวเพราะสมรสภายหลังกำหนดเวลาซึ่งเป็นเงื่อนไขของทางราชการ จำเลยที่ 2 จึงยื่นขอถอนคำร้องขอรับเงินชดเชยพิเศษจากทางราชการเอง เป็นเหตุให้รัฐไม่ต้องเสียหายจากการจ่ายเงินชดเชยให้แก่ผู้ที่ไม่มีสิทธิจะได้รับ นับว่ามีเหตุบรรเทาโทษ ไม่ปรากฏว่าจำเลยที่ 2 และที่ 3 ได้รับโทษจำคุกมาก่อน จึงเห็นสมควรรอการลงโทษให้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาของจำเลยที่ 2 และที่ 3 ในข้อนี้ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้รอการลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 3 ไว้ภายในกำหนด 2 ปี ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 1

Matter details

Panel of judges
บุญรอด ตันประเสริฐ · ศุภชัย สมเจริญ · กรองเกียรติ คมสัน
Lower court
ศาลจังหวัดลพบุรี - นายวีระพล บุญอารีย์
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายถมรัตน์ เลิศไพรวัน
Supreme Court black case no.
อ.1850/2550
Trial court black case no.
อ2343/2543
Trial court red case no.
อ80/2547
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1488/2567

ผู้ที่ได้รับอนุญาตเป็นผู้ประกอบธุรกิจตรวจสอบมาตรฐานสินค้าตามมาตรา 20 แห่ง พ.ร.บ.มาตรฐานสินค้าขาออก พ.ศ. 2503 ต้องมีฐานะเป็นนิติบุคคลและต้องเป็นผู้ได้รับอนุญาตจากสำนักงานมาตรฐานสินค้าเท่านั้น ซึ่งในการ…

Supreme Court Judgment No. 4920/2567

การรับจ้างเปิดบัญชีแล้วมอบสมุดบัญชีเงินฝากให้บุคคลอื่นไปใช้เป็นเรื่องผิดปกติวิสัย ย่อมแสดงให้เห็นเจตนาร้ายของจำเลย ตามพฤติการณ์ดังกล่าวจำเลยเล็งเห็นได้ว่า ค. อาจเป็นผู้รับจัดหาคนมาเปิดบัญชีให้คนร้ายหร…

Supreme Court Judgment No. 1856/2567

พยานหลักฐานของโจทก์เมื่อรับฟังประกอบกันทั้งหมดแล้ว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่าจำเลยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจและร่วมเป็นตัวการในการกระทำความผิดตามฟ้องกับ น. ด้วยการแบ่งหน้าที่กันทำ โดยจำเลยทำหน้าที่ขับรถในการขนล…

Supreme Court Judgment No. 280/2563

โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานยืนยันว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกับ บ. และจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนแก่สายลับ จึงมิอาจถือว่าจำเลยที่ 2 เป็นตัวการร่วมกระทำผิดกับจำ…

Supreme Court Judgment No. 3009/2563

เมทแอมเฟตามีนของกลาง 565 เม็ด เป็นส่วนหนึ่งของเมทแอมเฟตามีนที่ ส. ซื้อมาจากจำเลย หลังจากที่จำเลยขายเมทแอมเฟตามีนให้แก่ ส. โดยจำเลยได้รับเงินค่าเมทแอมเฟตามีนไปแล้ว การครอบครองเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่ายแ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up