Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7379/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยร่วมให้การในชั้นแรกว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทาน จำเลยที่ 2 มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการขับรถและมิได้เป็นตัวการตัวแทนกับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาจำเลยร่วมยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยขอเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น-2541 สิงห์บุรี โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งไปด้วยจนไปเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ดังที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด กล่าวคือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งช่างก่อสร้างชั้น 3 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ขับรถยนต์ของจำเลยร่วมได้ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งหมายความว่า มีหน้าที่ขับรถเฉพาะรถยนต์ของจำเลยร่วมเท่านั้น แต่ในวันเวลาที่เกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 กลับไปขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ไม่ใช่รถยนต์ของจำเลยร่วม โดยไม่ได้ขออนุญาตเดินทางไปราชการและไม่ได้ขออนุมัติการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุ ประกอบกับวันเวลาเกิดเหตุเป็นวันหยุดราชการและมีบุคคลอื่นคือนาง ป. ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมนั่งไปด้วย ส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งพนักงานส่งน้ำ แต่ไม่ได้เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุ จำเลยร่วมประสงค์จะให้การยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่และใช้ข้อความนี้แทนข้อความเดิมที่ว่า จำเลยที่ 2 นั่งในรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่เปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทานนั่นเอง เพียงแต่มิได้ระบุว่าขอตัดข้อความตามคำให้การเดิมและขอใช้ข้อความใหม่ตามที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแทน กับมีข้อความตอนท้ายที่ระบุขอถือตามคำให้การเดิมทุกประการ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเป็นการผิดหลงหรือสับสนเท่านั้น ไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้ถือว่าคำให้การของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้นขัดแย้งกันเพราะขัดต่อเหตุผลตามปกติธรรมดา แต่ควรถือเอาข้อความที่มีเหตุผลสื่อให้เข้าใจได้ตามความตั้งใจที่แท้จริงที่แสดงจนไม่ปรากฏให้เห็นได้ว่ามีเจตนาหรือตั้งใจยืนยันให้การในข้อเท็จจริงใดยิ่งกว่า จึงถือไม่ได้ว่าคำให้การจำเลยร่วมขัดแย้งกันจนไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัย

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้อง ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองและจำเลยร่วมร่วมกันหรือแทนกันรับผิดชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 1 และที่ 2 จำนวน 408,720 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 380,205 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 3 ที่ 4 จำนวน 383,013 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 356,292 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 5 จำนวน 15,033 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 13,985 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และชดใช้เงินแก่โจทก์ที่ 6 จำนวน 58,023 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปีจากต้นเงิน 53,975 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ จำเลยที่ 1 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง จำเลยที่ 2 ให้การ ขอให้ยกฟ้อง

ระหว่างพิจารณา โจทก์ทั้งหกขอให้เรียกกรมชลประทานเข้าเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาต ระหว่างพิจารณาโจทก์ที่ 4 ถึงแก่กรรม โจทก์ที่ 3 ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน และโจทก์ที่ 5 ถึงแก่กรรม นางผอบ ภักดี ยื่นคำร้องขอเข้าเป็นคู่ความแทน

ศาลชั้นต้นมีคำสั่งอนุญาต ต่อมาจำเลยที่ 1 ตกลงกับโจทก์ทั้งหกโดยได้ชำระเงินแก่โจทก์ทั้งหก 275,000 บาท โจทก์ทั้งหกจึงขอถอนฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 ซึ่งจำเลยที่ 1ไม่ค้าน

ศาลชั้นต้นอนุญาตและให้จำหน่ายคดีเฉพาะจำเลยที่ 1 ออกจากสารบบความ

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 2 ชำระค่าเสียหายให้แก่โจทก์ทั้งหกเฉพาะส่วนที่ขาดและโจทก์ทั้งหกยังไม่ได้รับชำระจากจำเลยที่ 1 เป็นเงินจำนวน345,836 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันถัดจากฟ้อง (ฟ้องวันที่ 16 เมษายน 2541) เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้โจทก์ที่ 1 และที่ 2ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 297,205 บาท โจทก์ที่ 3 และที่ 4 ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 259,646 บาท โจทก์ที่ 5 ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 13,985 บาทและโจทก์ที่ 6 ได้รับในต้นเงินจำนวนไม่เกิน 50,000 บาท โดยให้โจทก์ทั้งหกได้รับดอกเบี้ยตามอัตราส่วนของต้นเงินที่ตนมีสิทธิได้รับ กับให้จำเลยที่ 2 ใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ทั้งหก โดยกำหนดค่าทนายความให้ 15,000 บาท ส่วนค่าขึ้นศาลให้กำหนดตามจำนวนทุนทรัพย์ที่โจทก์ทั้งหกชนะคดี และยกฟ้องโจทก์เฉพาะจำเลยร่วม ค่าฤชาธรรมเนียมในส่วนจำเลยร่วมให้ตกเป็นพับ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

โจทก์ทั้งหกอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยร่วมชำระค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งหกตามที่จำเลยที่ 2 จะต้องชำระตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ค่าฤชาธรรมเนียมระหว่างโจทก์ทั้งหกกับจำเลยที่ 2 ในศาลชั้นต้นและชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ ให้จำเลยร่วมใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ทั้งหกโดยกำหนดค่าทนายความรวม 5,000 บาท จำเลยร่วมฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า จำเลยร่วมให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม จำเลยที่ 2 นั่งรถยนต์คันที่จำเลยที่ 1 ขับมาเพราะต้องไปปฏิบัติหน้าที่เกี่ยวกับการเปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทาน จำเลยที่ 2 มิได้มีอำนาจหน้าที่ในการขับรถและมิได้เป็นตัวการตัวแทนกับจำเลยที่ 1 แต่ต่อมาจำเลยร่วมยื่นคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ โดยขอเพิ่มเติมว่า การที่จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์คันหมายเลขทะเบียน น - 2541 สิงห์บุรี โดยมีจำเลยที่ 2 นั่งไปด้วยจนไปเกิดเหตุเฉี่ยวชนกับรถจักรยานยนต์ดังที่โจทก์ฟ้องเป็นคดีนั้น จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่แต่อย่างใด กล่าวคือจำเลยที่ 1 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งช่างก่อสร้างชั้น 3 ซึ่งได้รับอนุมัติให้ขับรถยนต์ของจำเลยร่วมได้ในช่วงตั้งแต่วันที่ 1 เมษายน 2540 ถึงวันที่ 30 กันยายน 2540 ซึ่งหมายความว่า

มีหน้าที่ขับรถเฉพาะรถยนต์ของจำเลยร่วมเท่านั้น แต่ในวันเวลาที่เกิดเหตุคดีนี้ จำเลยที่ 1 กลับไปขับรถยนต์คันเกิดเหตุที่ไม่ใช่รถยนต์ของจำเลยร่วม โดยไม่ได้ขออนุญาตเดินทางไปราชการและไม่ได้ขออนุมัติการใช้รถยนต์คันเกิดเหตุ ประกอบกับวันเวลาเกิดเหตุเป็นวันหยุดราชการและมีบุคคลอื่นคือนางปัญญาพร ซึ่งไม่ใช่เจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมนั่งไปด้วยส่วนจำเลยที่ 2 เป็นเจ้าหน้าที่ของจำเลยร่วมในตำแหน่งพนักงานส่งน้ำ แต่ไม่ได้เป็นผู้มีหน้าที่ดูแลรับผิดชอบในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุ ดังนี้ การที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่าได้ขับรถไปดูน้ำในพื้นที่บริเวณที่เกิดเหตุนั้น จึงไม่เป็นความจริงแต่อย่างใด ฉะนั้น หากจำเลยที่ 1 และที่ 2 เป็นฝ่ายผิดในคดีนี้

จำเลยร่วมก็ไม่ต้องรับผิดด้วย ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 นอกจากที่จำเลยร่วมขอแก้ไขเพิ่มเติมนี้แล้ว ขอถือตามคำให้การเดิมของจำเลยร่วมทุกประการ เห็นว่า แม้ในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การ จำเลยร่วมไม่ได้ขอตัดข้อความในคำให้การเดิมที่เป็นทำนองรับว่า จำเลยที่ 1และที่ 2 ขับรถไปปฏิบัติหน้าที่และกลับมีข้อความตอนท้ายคำร้องว่า ขอถือตามคำให้การเดิมของจำเลยร่วมทุกประการอยู่ก็ตาม แต่ตามปกติธรรมดาไม่น่าจะเป็นไปได้ที่จำเลยร่วมจะตั้งใจแสดงข้อเท็จจริงตรงกันข้ามกันเช่นนี้ไปด้วยกันในคำให้การของตน การมีข้อความในคำให้การแสดงข้อเท็จจริงตรงกันข้ามเช่นนี้ขึ้นจึงน่าจะเกิดจากความผิดหลงหรือสับสนโดยไม่ตั้งใจมากกว่า และเมื่อพิจารณาข้อความรายละเอียดในคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยร่วมก็ปรากฏว่า

จำเลยร่วมอ้างว่าคำให้การที่ยื่นไว้เดิมยังมีข้อบกพร่องอยู่ เพราะจำเลยร่วมเพิ่งทราบผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงในเหตุคดีนี้ตามระเบียบราชการว่า การที่จำเลยที่ 2 ให้จำเลยที่ 1 ขับรถไปจนเกิดเหตุคดีนี้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำในการปฏิบัติหน้าที่ ดังนี้ หากฟังได้ว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต้องรับผิดก็เป็นการต้องรับผิดเฉพาะตัว จะฟ้องจำเลยร่วมไม่ได้ตามพระราชบัญญัติความรับผิดทางละเมิดของเจ้าหน้าที่ พ.ศ.2539 มาตรา 6 จึงขอให้การเพิ่มเติมตามข้อความดังกล่าวข้างต้นที่ยืนยันข้อเท็จจริงว่าจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่พร้อมแสดงเหตุผลประกอบโดยละเอียด ซึ่งข้อความตามคำร้องขอแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การดังกล่าวมานี้

ย่อมเห็นได้ชัดเจนว่า จำเลยร่วมประสงค์จะให้การยืนยันข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ไม่ได้กระทำไปในการปฏิบัติหน้าที่และใช้ข้อความนี้แทนข้อความเดิมที่ว่า จำเลยที่ 2 นั่งในรถยนต์กระบะคันที่จำเลยที่ 1 ขับไปเพื่อปฏิบัติหน้าที่เปิดปิดการระบายน้ำในการชลประทานนั่นเอง เพียงแต่มิได้ระบุว่าขอตัดข้อความตามคำให้การเดิมและขอใช้ข้อความใหม่ตามที่ขอแก้ไขเพิ่มเติมแทน กับมีข้อความตอนท้ายที่ระบุขอถือตามคำให้การเดิมทุกประการ ซึ่งก็เห็นได้ว่าเป็นการผิดหลงหรือสับสนเท่านั้น ไม่ควรนำมาเป็นเหตุให้ถือว่าคำให้การของจำเลยร่วมดังกล่าวมานั้นขัดแย้งกันเพราะขัดต่อเหตุผลตามปกติธรรมดา แต่ควรถือเอาข้อความที่มีเหตุผลสื่อให้เข้าใจได้ตามความตั้งใจที่แท้จริงที่แสดงจนปรากฏให้เห็นได้ว่ามีเจตนาหรือตั้งใจยืนยันให้การในข้อเท็จจริงใดยิ่งกว่า จึงถือไม่ได้ว่าคำให้การจำเลยร่วมขัดแย้งกันจนไม่มีประเด็นให้ต้องวินิจฉัยในข้อเท็จจริงนี้

Result

พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ

Matter details

Panel of judges
ธัชพันธ์ ประพุทธนิติสาร · วีระวัฒน์ ปวราจารย์ · เมทินี ชโลธร
Lower court
ศาลจังหวัดสิงห์บุรี - นายสุนัย จันทร์ตรี
ศาลอุทธรณ์ภาค 1 - นายประสิทธิ์ สนามชวด
Supreme Court black case no.
พ.104/2551
Trial court black case no.
พ253/2541
Trial court red case no.
พ417/2548
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 11317/2553

การขอแก้ไขคำให้การต้องยื่นคำร้องขอต่อศาลก่อนวันนัดชี้สองสถานหรือก่อนวันสืบพยานไม่น้อยกว่า 7 วัน ในกรณีที่ไม่มีการชี้สองสถาน ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดี…

Supreme Court Judgment No. 2236/2545

แม้การแก้ไขเพิ่มเติมคำให้การของจำเลยที่ 1 จะเป็นการยกข้อต่อสู้ขึ้นใหม่กล่าวแก้ข้อหาของโจทก์ซึ่งจะเกี่ยวข้องกับคำให้การเดิมหรือไม่ก็ย่อมกระทำได้ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 179 (3) แต่เนื่องจากคำให้การของจำเลยที่…

Supreme Court Judgment No. 4356/2536

โจทก์นำเข้าสินค้าเหล็กแผ่นเที่ยวแรกและเที่ยวที่สองเรียกว่าคอมเบิลเพลทส่วนเที่ยวที่สามเรียกว่ารีรอยเลเบิล สต๊อก เพลทเป็นสินค้าที่มีลักษณะแตกต่างกันจึงควรมีราคาไม่เท่ากัน ดังนั้นราคาแท้จริงในท้องตลาดจึง…

Supreme Court Judgment No. 629/2524

จำเลยจะฟ้องแย้งมาในคำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 177 วรรคสาม หรือจะฟ้องแย้งมาในคำร้องขอแก้คำให้การตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 179(3) ก็ได้จำเลยฟ้องแย้งมาในคำร้องขอแก้ไข…

Supreme Court Judgment No. 641/2496

โจทก์ฟ้องขอให้ศาลแสดงว่านาและสวนพิพาท ซึ่งเป็นของผู้ตายตกเป็นมรดกแก่โจทก์ ผู้เป็นป้า. จำเลยให้การว่า จำเลยเป็นผู้รับมรดก เพราะผู้ตายเป็นบุตรจำเลย แต่มารดาผู้ตายซึ่งเป็นภรรยาจำเลยนั้น ไม่ได้ จดทะเบียนส…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up