คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ยื่นคำร้องว่า ขณะโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ 1 ซึ่งมีอยู่ในบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด นั้น โจทก์สำคัญผิดว่าหุ้นดังกล่าวมีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ในความเป็นจริงแล้วหุ้นไม่มีมูลค่าเลย เพราะติดลบอยู่ 4,242,000 บาท จึงเป็นหุ้นที่ไม่มีราคาและไม่มีผู้ใดซื้อหุ้นอย่างแน่นอน โจทก์เพิ่งทราบเรื่อง ทั้งปัจจุบันบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้ว และไม่มีหุ้นที่จะนำออกขายทอดตลาดได้ ค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์แล้วไม่มีการขายในอัตราร้อยละ 3.5 ของราคาทรัพย์ที่ยึดจึงไม่อาจคำนวณเป็นตัวเงินได้ คำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้เพิกถอนคำสั่งของเจ้าพนักงานบังคับคดีและอนุญาตให้โจทก์ถอนการยึดโดยงดชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขาย
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นมีคำสั่งว่า ขณะโจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 หุ้นยังมีมูลค่า แม้ต่อมาหุ้นดังกล่าวจะไม่มีมูลค่าเนื่องจากบริษัทปากช่องแลนด์มาร์ค จำกัด ไม่มีสภาพเป็นนิติบุคคลแล้วหากโจทก์ประสงค์จะถอนการยึด โจทก์ต้องเสียค่าธรรมเนียมถอนการยึดตามความเห็นของเจ้าพนักงานบังคับคดี ให้ยกคำร้อง
โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์จะต้องเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีที่ยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง และตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) หรือไม่ โจทก์ฎีกาว่า โจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 โดยดูจากมูลค่าหุ้นที่จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียน จึงเข้าใจว่าหุ้นมีมูลค่าหุ้นละ 100 บาท แต่ในความเป็นจริงขณะที่โจทก์นำยึดหุ้นติดลบ 59.57 บาท ต่อหุ้น ซึ่งไม่มีคนซื้อ หากโจทก์ทราบว่าหุ้นติดลบไม่มีมูลค่าโจทก์จะไม่นำยึด โจทก์มิได้ประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรง และเมื่อหุ้นไม่มีมูลค่าจึงไม่อาจคำนวณค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายเป็นตัวเงินได้
โจทก์ไม่มีหน้าที่ต้องเสีย ค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายนั้น เห็นว่า ก่อนโจทก์นำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 โจทก์ได้นำยึดที่ดินจำนวน 9 แปลง ของจำเลยทั้งห้าไว้ก่อนแล้ว และปรากฏจากคำแถลงของโจทก์ว่า จำเลยที่ 1 ถูกศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์จะไปยื่นขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลาย แสดงว่าโจทก์ทราบแล้วว่าจำเลยที่ 1 ถูกศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด ซึ่งโจทก์ต้องไปยื่นคำขอรับชำระหนี้ต่อเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด แต่โจทก์ยังคงใช้สิทธิความเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษานำยึดหุ้นของจำเลยที่ 1 อีก โจทก์มิได้ตรวจสอบมูลค่าหุ้นของจำเลยที่ 1 ให้ดีก่อนทำการยึดว่ามีความจำเป็นและสมควรยึดไว้เพื่อขายทอดตลาดหรือไม่ จึงนับว่าเป็นความผิดและเป็นความประมาทเลินเล่ออย่างร้ายแรงของโจทก์เอง
นอกจากนี้ ผู้แทนโจทก์ยังแถลงต่อเจ้าพนักงานบังคับคดีในการยึดหุ้นว่า หากเกิดความเสียหายประการใดยินยอมรับผิดชอบเองทั้งสิ้น และเห็นชอบด้วยกับเจ้าพนักงานบังคับคดีในราคาประเมินหุ้นละ 100 บาท เท่ากับมูลค่าหุ้นที่โจทก์อ้างว่าได้ดูจากที่มีการจดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียน ซึ่งสามารถคำนวณเป็นราคาทรัพย์สินที่ยึดเพื่อเสียค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ ดังนี้ โจทก์จะมาอ้างในภายหลังว่าขณะยึดหุ้นมีมูลค่าติดลบไม่มีคนซื้อ เพื่อให้ตนพ้นความรับผิดในค่าธรรมเนียมเจ้าพนักงานบังคับคดีหาได้ไม่ เมื่อโจทก์เป็นผู้ดำเนินกระบวนพิจารณาขอให้เจ้าพนักงานบังคับคดียึดหุ้นของจำเลยที่ 1 เอง และเห็นชอบด้วยกับราคาประเมินมูลค่าหุ้นดังกล่าว โดยไม่ปรากฏว่าเจ้าพนักงานบังคับคดีปฏิบัติหน้าที่โดยผิดพลาดหรือบกพร่องแต่ประการใด
โจทก์จึงต้องเป็นผู้ชำระค่าธรรมเนียมยึดทรัพย์สินแล้วไม่มีการขายร้อยละ 3 ครึ่งของราคาทรัพย์สินที่ยึดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 149 วรรคหนึ่ง ประกอบตาราง 5 ข้อ 3 ท้ายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง (เดิม) กรณีจึงไม่มีเหตุให้เพิกถอนคำสั่งเจ้าพนักงานบังคับคดีตามคำร้องของโจทก์ ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 3 พิพากษายืนตามคำสั่งศาลชั้นต้นที่ให้ยกคำร้องของโจทก์นั้นชอบแล้ว ฎีกาของโจทก์ฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ