Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7428/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยให้การรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้องโดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งจำเลยจึงต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้อง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 31 มีนาคม 2532 จำเลยได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ยินยอมเสียดอกเบี้ยให้โจทก์ในอัตราร้อยละ 15ต่อปี กำหนดชำระหนี้คืนภายในวันที่ 30 เมษายน 2532 เมื่อถึงกำหนดเวลาดังกล่าวจำเลยไม่ได้นำเงินมาชำระหนี้โจทก์ทวงถามแล้ว แต่จำเลยเพิกเฉยรวมค้างดอกเบี้ยเป็นเวลา 7 ปี 11 เดือน เป็นเงินดอกเบี้ย 29,375 บาท คิดถึงวันฟ้องจำเลยคงเป็นหนี้โจทก์ทั้งเงินต้นและดอกเบี้ยรวมเป็นเงิน 54,375 บาท ขอให้บังคับจำเลยชำระเงินจำนวน 54,375 บาทพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริงโดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้ และเรียกดอกเบี้ยจากจำเลยเป็นรายเดือนเดือนละ 1,250 บาทจำเลยชำระดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ทุก

ๆ เดือนตลอดมา สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1 โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง เงินที่จำเลยกู้ยืมไปจากโจทก์เมื่อปี 2532 จำเลยนำไปชำระให้เสร็จสิ้นเมื่อปี 2535 หลังจากที่จำเลยชำระหนี้ให้แก่โจทก์แล้วจำเลยก็ได้ทวงถามขอสัญญาที่ลงลายมือชื่อไว้โดยมิได้กรอกข้อความคืน แต่โจทก์อ้างว่ายังหาไม่พบและหากฟังได้ว่าจำเลยยังคงค้างชำระหนี้เงินกู้โจทก์ โจทก์ก็คงเรียกดอกเบี้ยที่ค้างชำระได้เพียง 5 ปี เท่านั้น ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอมเท่ากับว่าการกู้ยืมเงินระหว่างโจทก์จำเลยไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืม

ฟ้องร้องให้บังคับคดีไม่ได้ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่แท้จริง จำเลยยังคงค้างชำระตามฟ้อง สิทธิเรียกร้องในหนี้ที่ค้างชำระยังไม่ขาดอายุความ พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระหนี้จำนวน54,375 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงิน 25,000 บาทนับแต่วันฟ้องจนกว่าชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้นำเงินจำนวน 3,240 บาทคำนวณหักออกจากจำนวนดอกเบี้ยจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาโต้เถียงข้อเท็จจริงขึ้นมาเพียงประเด็นเดียวว่า สัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารปลอม เห็นว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกู้ยืมเงินโจทก์ไปจำนวน 25,000 บาท ทำสัญญากู้เงินมอบให้โจทก์ไว้เป็นหลักฐานตามสำเนาสัญญากู้เงินท้ายฟ้อง จำเลยให้การว่า จำเลยกู้ยืมเงินจำนวน 25,000 บาท ไปจากโจทก์จริง โดยการกู้ยืมครั้งนี้โจทก์ให้จำเลยลงลายมือชื่อในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้สัญญากู้เงินตามเอกสารท้ายฟ้อง โจทก์เป็นผู้กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลย จึงเป็นสัญญาปลอมทั้งฉบับ โจทก์ไม่มีสิทธินำมาฟ้อง ดังนั้นตามคำให้การของจำเลยฟังได้ว่าจำเลยรับแล้วว่าได้กู้ยืมเงินโจทก์ไปจริงตามที่โจทก์ฟ้อง โดยจำเลยลงลายมือชื่อไว้ในกระดาษที่ไม่มีการกรอกข้อความไว้

แม้หากข้อเท็จจริงจะฟังได้ตามคำให้การของจำเลยว่าสัญญากู้เงินที่โจทก์นำมาฟ้องเป็นเอกสารที่โจทก์กรอกข้อความขึ้นเองโดยไม่ได้รับความยินยอมจากจำเลยก็ตาม แต่โจทก์ได้กรอกจำนวนเงินที่กู้ยืมตามความเป็นจริงอัตราดอกเบี้ยก็ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนดหรือที่ได้ตกลงกันไว้ การกู้ยืมเงินครั้งนี้จึงเป็นการกู้ยืมเงินที่มีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อจำเลยผู้ยืมเป็นสำคัญตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 653 วรรคหนึ่งซึ่งจำเลยจะต้องรับผิดแล้ว จึงไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยข้อเท็จจริงที่จำเลยฎีกาโต้เถียงขึ้นมา จำเลยต้องรับผิดชดใช้เงินให้แก่โจทก์ตามฟ้องที่ศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สมศักดิ์ วงศ์ยืน · ดลจรัส รัตนโศภิต · ประพันธ์ ทรัพย์แสง
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3018/2541

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระเงินตามสัญญากู้รวม 3 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 50,000 บาท40,000 บาท และ 110,000 บาท ตามลำดับ รวมแล้วเป็นเงินต้น200,000 บาท จำเลยที่ 3 ให้การว่า จำเลยที่ 1 กู้เงิน…

Supreme Court Judgment No. 5416/2540

จำเลยที่ 2 และที่ 5 ให้การข้อ 2 ว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 5ไม่เคยมีนิติสัมพันธ์ใด ๆ กับโจทก์ ไม่เคยกู้ยืมเงินโจทก์ และไม่เคยเข้าทำสัญญาค้ำประกันการชำระหนี้เงินกู้ของจำเลยคนใดที่มีภาระจำต้องชำระหนี้แก่โจทก…

Supreme Court Judgment No. 549/2540

คดีไม่มีการชี้สองสถาน แม้ศาลชั้นต้นกำหนดให้ฝ่ายโจทก์มีหน้าที่นำสืบก่อนแล้วไม่มีฝ่ายใดสืบพยาน การที่ศาลจะพิพากษาให้ฝ่ายใดชนะคดีก็จะต้องถือหน้าที่นำสืบที่ถูกต้องตามกฎหมายเป็นหลัก ฟ้องโจทก์บรรยายว่า ขณะโ…

Supreme Court Judgment No. 3794/2540

คำฟ้องโจทก์บรรยายว่า กรรมการผู้มีอำนาจสองในสามคนลงลายมือชื่อร่วมกันและประทับตราสำคัญของบริษัทกระทำการแทนและผูกพันโจทก์ตามสำเนาภาพถ่ายหนังสือรับรองบริษัทเอกสารท้ายคำฟ้องหมายเลข 1 โดยโจทก์แนบสำเนาหนังสื…

Supreme Court Judgment No. 6191/2540

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า โจทก์ไม่เคยกระทำผิดที่ไหน เมื่อใด และไม่ทราบว่าผู้ใดเป็นผู้กล่าวหาทั้งไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนความผิดของโจทก์เมื่อคำให้การจำเลยในส่วนที่เกี่ยวกับคำสั่งดังกล่าวจำเลย…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up