Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7455/2554

พ.ศ. 2554 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีโจทก์ขาดอายุความวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ดังนั้น แม้โจทก์จะฟ้องจำเลยทั้งสองภายในกำหนดอายุความแล้วก็ตาม แต่โจทก์จะต้องได้ตัวจำเลยทั้งสองมาศาลภายในวันสุดท้ายของกำหนดอายุความคือ ภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ด้วย การที่จำเลยแต่งตั้งทนายความเข้าซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นการใช้สิทธิตาม ป.วิ.อ. มาตรา 165 วรรคท้าย และจำเลยยังไม่อยู่ในฐานะจำเลย จึงมิใช่เป็นการได้ตัวจำเลยมาศาล จำเลยที่ 1 มาศาลโดยการนำมาของทนายโจทก์ มิใช่มาศาลเพราะทราบว่าถูกฟ้องและมาตามหมายเรียกโดยมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์ จึงถือไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 มาศาล และการที่ศาลออกหมายจับจำเลยที่ 2 ก็ถือไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 2 มาศาลแล้วเช่นกันเพราะมิฉะนั้นจะมีผลทำให้อายุความในคดีที่ราษฎรเป็นโจทก์ฟ้องคดีเอง ขยายออกไปยาวนานกว่าคดีที่ราษฎรร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83, 84, 86, 90, 91, 137, 157, 161, 162, 264, 265, 266, 267, 268, 334, 335 และ 357

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิจารณาแล้ว พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ให้การปฏิเสธ จำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 ศาลชั้นต้น พิพากษายกฟ้อง

โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษากลับ ให้ศาลชั้นต้นดำเนินกระบวนพิจารณาแล้วพิพากษาใหม่ตามรูปคดีต่อไป จำเลยที่ 1 และที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ว่า คดีโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ เห็นว่า ความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 มีระวางโทษจำคุกตั้งแต่หนึ่งปีถึงสิบปี และปรับตั้งแต่สองหมื่นบาทถึงสองแสนบาท ดังนี้ ถ้ามิได้ฟ้องและได้ตัวผู้กระทำความผิดมายังศาลภายในกำหนดเวลาสิบห้าปี นับแต่วันกระทำความผิด ย่อมเป็นอันขาดอายุความ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 กระทำความผิดเมื่อวันที่ 6 ธันวาคม 2534 วันสุดท้ายของกำหนดอายุความที่โจทก์ต้องฟ้องและได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาล คือ วันที่ 6 ธันวาคม 2549 แม้โจทก์ได้ยื่นฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 ภายในกำหนดอายุความแล้วก็ตาม แต่ก็ต้องได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาลภายในวันที่ 6 ธันวาคม 2549 ด้วย ข้อเท็จจริงได้ความว่า ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง

จำเลยที่ 1 และที่ 2 มิได้มาศาล คงแต่งตั้งทนายความมาซักค้านพยานโจทก์ ภายหลังศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้วพิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า คดีโจทก์ขาดอายุความ โจทก์อุทธรณ์และศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้ให้ประทับฟ้องเฉพาะจำเลยที่ 1 และที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 โดยศาลชั้นต้นนัดจำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การแก้ข้อหาแห่งคดีและสืบพยานโจทก์ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2549 จำเลยทั้งสองรับหมายเรียกแล้ว ครั้นถึงวันนัด ทนายโจทก์กับนายอโนทัย มาศาล และนายอโนทัยแถลงว่า ตนเองเป็นกรรมการคนหนึ่งของจำเลยที่ 1 ส่วนจำเลยที่ 2 ไม่มาศาล ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 2 และให้เลื่อนคดีไปเป็นวันที่ 6 ธันวาคม 2549 เมื่อถึงวันนัด

ทนายโจทก์กับนางสาวพงศ์ศิริ มาศาล ทนายโจทก์แถลงว่า นางสาวพงศ์ศิริเป็นกรรมการของจำเลยที่ 1 และขอเลื่อนคดีเป็นตอนบ่ายโดยจะติดตามกรรมการของจำเลยที่ 1 มาให้ครบจำนวนเพื่อให้ศาลสอบคำให้การ ในช่วงบ่ายทนายโจทก์แถลงว่า ไม่ทราบว่านางสาวพงศ์ศิริไปไหน ศาลชั้นต้นจึงเลื่อนคดีเป็นวันที่ 22 มกราคม 2550 แล้วออกหมายเรียกกรรมการของจำเลยที่ 1 ซึ่งมี 7 คน มาศาล ครั้นถึงวันนัด กรรมการของจำเลยที่ 1 จำนวน 5 คน ได้แก่ นายธำรงค์ นายสุกิจ นายกิจจา นายอโนทัยและนางสาวพงศ์ศิริมาศาล ส่วนจำเลยที่ 2 ยังคงไม่มาศาล จำเลยที่ 1 โดยนายธำรงค์และนายกิจจาลงลายมือชื่อร่วมกันพร้อมประทับตราสำคัญของบริษัทยื่นคำให้การต่อสู้ปฏิเสธว่า ไม่ได้กระทำความผิดและคดีโจทก์ขาดอายุความ

เห็นว่า จำเลยที่ 1 เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัดซึ่งการแสดงเจตนาของจำเลยที่ 1 จึงต้องกระทำผ่านทางผู้แทน อันได้แก่ กรรมการสองคนร่วมกันลงลายมือชื่อและประทับตราสำคัญของบริษัท จึงจะผูกพันจำเลยที่ 1 กรรมการคนใดคนหนึ่งไม่อาจกระทำไปเพียงลำพังได้ ดังนั้น แม้ในวันที่ 27 พฤศจิกายน 2543 มีนายอโนทัยมาศาล และในวันที่ 6 ธันวาคม 2543 มีนางสาวพงศ์ศิริมาศาล ก็มีลักษณะเป็นเพียงการมาปรากฏตัวให้ศาลเห็นโดยการนำมาของทนายโจทก์ มิใช่เป็นการมาศาลเพราะทราบว่าถูกฟ้องและตามหมายเรียก โดยมีเจตนาที่จะมาให้การรับหรือปฏิเสธข้อกล่าวหาของโจทก์ในฐานะผู้แทนของจำเลยที่ 1 จึงยังเรียกไม่ได้ว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 ผู้กระทำความผิดมายังศาล ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายอาญามาตรา 95 กรณีจึงต้องถือว่าได้ตัวจำเลยที่ 1 มายังศาลในวันที่ 22 มกราคม 2550 พ้นกำหนดเวลาสิบห้าปีนับแต่วันที่ 6 ธันวาคม 2543 ซึ่งโจทก์อ้างว่ามีการกระทำความผิดเกิดขึ้นแล้ว

สำหรับจำเลยที่ 2 ยังคงไม่ได้ตัวมายังศาล ส่วนการที่จำเลยที่ 1 และที่ 2 ได้เข้ามาในคดีด้วยการแต่งตั้งทนายความเข้ามาซักค้านพยานโจทก์ในชั้นไต่สวนมูลฟ้อง เป็นเพียงการใช้สิทธิตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 165 วรรคท้าย และยังมิได้อยู่ในฐานะเป็นจำเลย จึงมิใช่เป็นการได้ตัวจำเลยที่ 1 และที่ 2 มายังศาล กับกรณีที่ศาลชั้นต้นได้ออกหมายจับจำเลยที่ 2 ไว้นั้น จะให้ถือว่าเป็นการได้ตัวจำเลยที่ 2 มายังศาลแล้วย่อมไม่ได้เช่นกัน เพราะไม่เช่นนั้นจะเท่ากับว่าในคดีอาญาที่ราษฎรเป็นโจทก์เพียงแต่ศาลออกหมายจับจำเลย โดยยังมิได้ตัวมายังศาลแล้วมีผลทำให้อายุความหยุดนับทันที ย่อมจะทำให้กำหนดอายุความขยายออกไปยาวนานกว่าคดีอาญาที่ผู้เสียหายไปแจ้งความหรือร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวนให้ดำเนินคดีแก่ผู้กระทำความผิด แต่พนักงานอัยการมิได้ฟ้องและได้ตัวมายังศาลภายในกำหนดอายุความ ตามที่ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 กำหนดไว้

เช่นนี้ย่อมจะมิใช่เป็นวัตถุประสงค์ของกฎหมาย เพราะบทบัญญัติเรื่องอายุความดังกล่าวย่อมต้องถือหลักอย่างเดียวกันทั้งในกรณีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์หรือในกรณีที่ราษฎรเป็นโจทก์ จึงฟังได้ว่าคดีโจทก์ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 266 (1) และ 268 สำหรับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ขาดอายุความฟ้องร้อง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 95 (2) แล้วเช่นกัน ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาว่าคดียังไม่ขาดอายุความนั้น ไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาของจำเลยที่ 1 และที่ 2 ฟังขึ้น

Result

พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์

Matter details

Panel of judges
ประเสริฐ โอนพรัตน์วิบูล · วิรุฬห์ แสงเทียน · สุพัฒน์ บุญยุบล
Lower court
ศาลจังหวัดภูเก็ต - นายชมเชษฐ์ จรัสกร
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายทวี ประจวบลาภ
Supreme Court black case no.
อ.2853/2553
Trial court black case no.
อ5253/2544
Trial court red case no.
อ5428/2547
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3487/2565

จำเลยลักเอาเช็คของโจทก์ร่วมที่ 1 ซึ่งเป็นนายจ้างไปกรอกข้อความ และปลอมลายมือชื่อโจทก์ร่วมที่ 2 ซึ่งเป็นกรรมการผู้มีอำนาจของโจทก์ร่วมที่ 1 แล้วนำเช็คไปเรียกเก็บเงิน ทำให้พนักงานของธนาคารโจทก์ร่วมที่ 3 ห…

Supreme Court Judgment, B.E. 2563 (ref. 649867)

ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 4 พิพากษายกฟ้องโจทก์ที่ 2 ข้อ 4.1 และ 4.2 ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยที่ 3 และที่ 4 จึงต้องห้ามมิให้คู่ความฎีกาตาม ป.วิ.อ. มาตรา 220 โจทก์ที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 3 และที่ 4…

Supreme Court Judgment No. 8013/2561

โจทก์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 กู้ยืมเงินโดยเรียกดอกเบี้ยเกินกว่าอัตราที่กฎหมายกำหนดอันเป็นความผิดต่อพระราชบัญญัติห้ามเรียกดอกเบี้ยเกินอัตรา พ.ศ.2475 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับในขณะที่โจทก์ฟ้อง และเป็นคว…

Supreme Court Judgment No. 4114/2555

หนังสือรับรองการส่งออกสินค้าสิ่งทอของกรมการค้าต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นหนังสือที่ทำให้ผู้ส่งออกที่เป็นเจ้าของสินค้าสิ่งทอดังกล่าวสามารถมีสิทธิส่งสินค้าของตนไปขาย จำหน่ายในต่างประเทศได้ หากไม่ได้ห…

Supreme Court Judgment No. 1563/2554

ต้นขั้วใบเสร็จรับเงินค่าน้ำประปาเป็นเอกสารที่จำเลยทำขึ้นเพื่อแสดงตัวเลขปริมาตรน้ำประปาที่ใช้และจำนวนเงินค่าน้ำประปาที่ผู้ใช้น้ำประปาจะต้องชำระเพื่อใช้อ้างแสดงประกอบการนำส่งค่าน้ำประปาให้แก่สมุห์บัญชีข…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up