Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7471/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

แม้โจทก์ยังมีสิทธิและโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืนอีกประมาณ 16 ปี แต่ผลผลิตและราคาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นผลิตผลทางเกษตรในอนาคตที่จะทำให้โจทก์ผู้ปลูกมีกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้หลายประการ ทั้งจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนให้แก่โจทก์ไปแล้วก่อนที่จำเลยจะเข้าครอบครองต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนและจ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการขาดรายได้จากต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนเป็นระยะเวลา 6 ปี ที่รัฐมนตรี ฯ วินิจฉัยเพิ่มให้แก่โจทก์ไปแล้วเช่นกัน โจทก์ย่อมนำเงินทั้งสองจำนวนนี้ไปลงทุนแสวงหากำไรอันเป็นส่วนที่สามารถชดเชยผลประโยชน์ที่โจทก์คาดหมายว่าจะได้ผลผลิตในอนาคตระยะเวลาประมาณ 16 ปี ของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดของโจทก์ที่ถูกเวนคืน ดังนั้นความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเนื่องมาจากต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ถูกเวนคืนกับความเสียหายเนื่องจากที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนรวมกันแล้วจึงไม่มากถึงจำนวนเงินที่โจทก์คำนวณกำไรคงที่จากผลผลิตของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดของโจทก์ที่ถูกเวนคืนในระยะเวลา 16 ปี โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนส่วนนี้เพิ่มจากที่ฝ่ายจำเลยกำหนดไว้อีกเป็นจำนวนเท่ากับกำไรสุทธิจากผลผลิตต้นปาล์มน้ำมันต่อต้นต่อปีตามที่ฝ่ายจำเลยคำนวณไว้ของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนในระยะเวลาอีก 2 ปี โจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เพื่อปลูกปาล์มน้ำมันในป่าสงวนแห่งชาติ โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องเสียค่าตอบแทนให้แก่ทางราชการ ทั้งไม่ใช่กรณีการเช่าตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (3) และได้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 21 วรรคท้ายแล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเป็นค่าสละที่ดินตามข้ออ้างของโจทก์แยกต่างหากอีก

Provisions the court ruled on

พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 18 พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2530 Section 21

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 35,662,663 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 33,245,445 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าชำระเสร็จ

จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินทดแทนเพิ่ม 27,820,071.80 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดที่ธนาคารออมสินกำหนดจ่ายแก่เงินฝากประเภทประจำ แต่ไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ ให้จำเลยชำระค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดเงินค่าทนายความ 10,000 บาท เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้ตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดี คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 8 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระค่าทดแทนเพิ่ม 9,306,095.61 บาท แก่โจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น โจทก์และจำเลยฎีกา ศาลฎีกาคณะคดีปกครองวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังเบื้องต้นได้ว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้เข้าทำประโยชน์ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเหยียน ในท้องที่ตำบลบางสวรรค์ อำเภอพระแสง จังหวัดสุราษฎร์ธานี เพื่อทำสวนปาล์มน้ำมัน เนื้อที่ 20,000 ไร่ ตั้งแต่วันที่ 31 มกราคม 2528 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 2558 ต่อมาเมื่อวันที่ 7 สิงหาคม 2541 มีการออก พ.ร.ฎ. กำหนดเขตที่ดินในบริเวณที่ที่จะเวนคืน เพื่อสร้างทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 44 สายกระบี่

- กาญจนดิษฐ์ ตอนแยกทางหลวงแผ่นดินหมายเลข 4 (บ้านหนองหลุมพอ) - อำเภอเคียนซา พ.ศ. 2541 ซึ่งมีผลใช้บังคับตั้งแต่วันที่ 26 สิงหาคม 2541 ทำให้สวนปาล์มน้ำมันของโจทก์ถูกเวนคืน 3 แปลง เนื้อที่รวม 351 ไร่ 2 งาน 57 ตารางวา ซึ่งมีต้นปาล์มน้ำมันอายุประมาณ 9 ปี ปลูกอยู่จำนวน 8,089 ต้น คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ กำหนดเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันให้แก่โจทก์ต้นละ 2,200 บาท รวมเป็นเงิน 17,795,800 บาท และเงินค่าทดแทนค่ารื้อถอนสิ่งปลูกสร้างและค่าเสียหายต่าง ๆ รวมเป็นเงิน 1,705,018 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 19,500,818 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนดังกล่าวไปแล้วเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542

โจทก์อุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมขอเงินค่าทดแทนเพิ่มขึ้นอีก 43,465,492 บาท โดยเป็นเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันเป็นเงิน 37,346,913 บาท และค่าสละที่ดินเป็นเงิน 6,118,579 บาท คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ วินิจฉัยเพิ่มเงินค่าทดแทนให้แก่โจทก์โดยแยกเป็นค่าต้นปาล์มน้ำมันต้นละ 1,507 บาท และค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นละ 130.43 กิโลกรัมต่อปี กำไรเฉลี่ยกิโลกรัมละ 2.50 บาท เป็นเวลา 6 ปี เป็นเงินต้นละ 1,956.45 บาท รวมเป็นเงินค่าทดแทนต่อต้นต้นละ 3,463.45 บาท โจทก์ได้รับไปแล้วต้นละ 2,200 บาท จึงได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกต้นละ 1,263.45 บาท จำนวน 8,089 ต้น เป็นเงิน 10,220,047 บาท ส่วนค่าสละที่ดินให้ยกอุทธรณ์

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์และจำเลยว่า โจทก์ควรจะได้รับเงินค่าทดแทนอันเนื่องจากต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนเป็นเงินเท่าใด และมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า โจทก์ควรได้รับค่าสละที่ดินหรือไม่ เพียงใด เห็นว่า โจทก์ได้รับอนุญาตจากกรมป่าไม้ให้ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในเขตป่าสงวนแห่งชาติ ป่าคลองเหยียน ซึ่งบางส่วนของที่ดินที่โจทก์ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์นี้อยู่ในบริเวณที่ที่จะเวนคืนตามพระราชกฤษฎีกาคดีนี้โดยโจทก์ได้ปลูกต้นปาล์มน้ำมันในที่ดินดังกล่าวก่อนวันที่ใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาคดีนี้ ดังนั้นโจทก์จึงเป็นเจ้าของต้นปาล์มน้ำมันที่ขึ้นอยู่ในที่ดินดังกล่าวซึ่งเป็นผู้มีสิทธิได้รับเงินค่าทดแทนตาม

พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (4) และเป็นผู้ครอบครองโดยชอบด้วยกฎหมายที่ประกอบการงานอันชอบด้วยกฎหมายอยู่ในอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้น จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้นคือต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืนและเงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนตามมาตรา 21 วรรคท้ายด้วย โจทก์มีนายสมบูรณ์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เป็นพยานเบิกความว่า ต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์เป็นพันธุ์ที่ให้ผลผลิตสูงถึง 3,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี ในขณะที่สวนปาล์มน้ำมันของชาวสวนทั่วไปได้ผลผลิตเพียงปีละ 2,500 กิโลกรัมต่อไร่ต่อปี และในขณะถูกเวนคืน ต้นปาล์มน้ำมันมีอายุเฉลี่ย 9 ปี

กำลังให้ผลผลิตเต็มที่ และสามารถให้ผลผลิตต่อไปได้อีกอย่างน้อย 16 ปี ทั้งโจทก์ประกอบกิจการแบบครบวงจร คือ มีทั้งสวนปาล์มน้ำมันและมีโรงงานสกัดปาล์มน้ำมันอยู่ในบริเวณเดียวกัน จึงไม่ต้องเสียค่าขนส่งปาล์มน้ำมันไปยังโรงงาน นอกจากนี้โจทก์ซื้อปุ๋ยได้ในราคาถูกเพราะซื้อครั้งละจำนวนมาก ต้นทุนในการผลิตจึงไม่สูงเหมือนของชาวสวนทั่วไป โดยมิได้มีรายละเอียดหลักฐานเป็นหนังสือว่า ต้นทุนในการปลูกต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์มีอะไรบ้าง ได้ผลผลิตต้นละเท่าใด หักแล้วมีรายได้จากน้ำมันปาล์มต้นละเท่าใด ล้วนแต่เป็นคำกล่าวอ้างลอย ๆ โดยไม่มีเอกสารสนับสนุน แม้โจทก์จะทำเอกสารแนบท้ายฎีกาเป็นรายการคำนวณหาผลผลิตของโจทก์ แต่ก็เพิ่งยกขึ้นอ้างในชั้นฎีกา จึงเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 8 ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้ตาม

ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคหนึ่ง ประกอบมาตรา 247 ส่วนจำเลยมีนายชัยวัฒน์ เจ้าหน้าที่จัดหาที่ดิน สำนักจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมทางหลวง เป็นพยานเบิกความประกอบเอกสารสรุปความได้ว่า พยานเป็นผู้จัดหาพยานเอกสารเกี่ยวกับการเวนคืนในครั้งนี้ โดยได้ขอข้อมูลจากเกษตรจังหวัดกระบี่เกี่ยวกับการกำหนดราคาพืชผลของสำนักงานเกษตรจังหวัดกระบี่ ตามแนวถนนสายกระบี่ - ขนอม ซึ่งเป็นถนนสายเดียวกันกับถนนที่มีการเวนคืนในครั้งนี้ ได้มีการทำบัญชีราคาค่าต้นไม้ยืนต้น ปี 2541 ไว้ โดยต้นปาล์มน้ำมันขนาดเล็ก 1,000 บาท ขนาดกลาง 1,500 บาท และขนาดใหญ่ 3,000 บาท แต่สำนักจัดกรรมสิทธิ์ที่ดิน กรมทางหลวงได้พิจารณาตามรายละเอียดที่นักวิชาการเกษตรชี้แจงว่าต้นทุนการผลิตของต้นปาล์มน้ำมันต่อต้นอายุ 8 ปี เป็นเงิน 1,507 บาท

ค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตควรคิดเพียง 4 ปี เป็นเงิน 718 บาท รวมเป็นเงิน 2,225 บาท จึงเห็นควรกำหนดเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันขนาดใหญ่ต้นละ 2,200 บาท คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น ฯ จึงกำหนดเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันให้แก่โจทก์ต้นละ 2,200 บาท ครั้นเมื่อโจทก์อุทธรณ์ คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ได้พิจารณาโดยนำข้อมูลต่าง ๆ มาประกอบกันแล้วสรุปได้ว่า ตามหลักวิชาการ ปาล์มน้ำมันที่จะได้รับผลผลิตและราคาสูงขึ้นอยู่กับปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องคือ พันธุ์ปาล์มน้ำมัน ความอุดมสมบูรณ์ของดิน ปริมาณน้ำฝน การดูแลรักษา ทุนทรัพย์ของผู้ประกอบการ และเมื่อประกอบกับหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ใน พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์

พ.ศ. 2530 มาตรา 21 วรรคท้าย แล้ว คณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ ฯ ได้พิจารณาถึงผลผลิตต่อไร่ต่อปี อัตราปลูกต่อไร่ ต้นทุนการผลิต กำไรสุทธิ และค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตในสมมติฐานการให้ปลูกใหม่เป็นระยะเวลา 6 ปี โดยชดเชยผลผลิตให้ปีละเท่า ๆ กัน ต้นละ 130.43 กิโลกรัม กิโลกรัมละ 2.50 บาท ระยะเวลา 6 ปี เป็นเงินต้นละ 1,956.45 บาท (130.43 x 6 x 2.50) จึงเห็นควรกำหนดค่าเสียหายจากค่าต้นทุนการผลิตต้นละ 1,507 บาท รวมกับค่าเสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตต้นละ 1,956.45 บาท รวมเป็นค่าเสียหายต่อต้น ต้นละ 3,463.45 บาท โจทก์ได้รับเงินค่าทดแทนไปแล้วต้นละ 2,200 บาท จึงควรเพิ่มเงินค่าทดแทนความเสียหายให้แก่โจทก์อีกต้นละ 1,263.45 บาท จำนวน 8,089 ต้น เป็นเงิน 10,220,047 บาท ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเห็นชอบด้วย ในการคิดคำนวณเกี่ยวกับผลผลิต ต้นทุนการผลิต และกำไรสุทธิต่อต้นที่ฝ่ายจำเลยคำนวณมาดังกล่าวนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาเห็นว่า มีรายละเอียดการคิดคำนวณตามหลักวิชาการ โดยมีการนำข้อมูลทั้งจากกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กรมวิชาการเกษตร และจากศูนย์วิจัยพืชสวนสุราษฎร์ธานี มาประกอบการพิจารณา จึงมีน้ำหนักน่าเชื่อถือกว่าพยานหลักฐานของโจทก์ ทั้งผลผลิตและราคาของปาล์มน้ำมันซึ่งเป็นผลผลิตทางเกษตรในอนาคตที่จะทำให้โจทก์ผู้ปลูกมีกำไรหรือขาดทุนขึ้นอยู่กับเหตุและปัจจัยต่าง ๆ ที่ไม่อาจควบคุมได้หลายประการ ดังเช่น ภัยธรรมชาติ น้ำท่วม ไฟไหม้ ความแห้งแล้ง ศัตรูพืช โรคพืช ปัจจัยการผลิตที่มีราคาสูงขึ้น ภาวะตลาด เป็นต้น ไม่อาจคาดหมายได้ว่าโจทก์จะได้ผลผลิตและกำไรจากผลผลิตคงที่ตลอดระยะเวลายาวนานถึง 16 ปี ดังที่โจทก์กล่าวอ้าง และประการสำคัญจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันและเงินค่าทดแทนสำหรับถนนลูกรังในสวนปาล์มน้ำมันตามที่คณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้น

ฯ กำหนดไว้รวมทั้งสิ้น 19,500,818 บาท ให้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2542 ตามสำเนาใบสำคัญจ่ายก่อนที่จำเลยจะเข้าครอบครองทำประโยชน์ในอสังหาริมทรัพย์ของโจทก์ที่ถูกเวนคืน และจำเลยได้จ่ายเงินค่าทดแทนความเสียหายจากการขาดรายได้จากต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดที่ถูกเวนคืนเป็นระยะเวลา 6 ปี ที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมวินิจฉัยเพิ่มอีกเป็นเงิน 10,220,047 บาท พร้อมดอกเบี้ยให้แก่โจทก์ไปเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2544 ตามคำเบิกความของนายชัยวัฒน์ พยานจำเลย ประกอบสำเนาหนังสือแจ้งผลการพิจารณาอุทธรณ์เงินค่าทดแทน โจทก์ได้รับเงินทั้งสองจำนวนนี้รวมกันเกินกว่า 29,720,865 บาท ย่อมนำเงินจำนวนนี้ไปลงทุนแสวงหากำไรได้อย่างมาก อันเป็นส่วนที่สามารถชดเชยผลประโยชน์ที่โจทก์คาดหมายว่าจะได้จากผลผลิตในอนาคตระยะเวลาประมาณ 16 ปี ของต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนได้บางส่วน

ดังนั้น ความเสียหายที่โจทก์ได้รับอันเนื่องมาจากต้นปาล์มน้ำมันและสิ่งปลูกสร้างของโจทก์ถูกเวนคืนรวมกับความเสียหายเนื่องจากที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนนั้นรวมกันแล้วไม่มากถึงจำนวนเงินที่โจทก์คำนวณกำไรคงที่จากผลผลิตของต้นปาล์มน้ำมันทั้งหมดของโจทก์ที่ถูกเวนคืนในระยะเวลา 16 ปี ดังที่โจทก์ฎีกา เมื่อคำนึงถึงเหตุผลดังที่วินิจฉัยมาแล้วกับระยะเวลาที่โจทก์เสียโอกาสในการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากต้นปาล์มน้ำมันไปประมาณ 16 ปีแล้ว เห็นว่า โจทก์ควรได้รับเงินค่าทดแทนต้นปาล์มน้ำมันของโจทก์ที่ถูกเวนคืนและสิ่งปลูกสร้างอื่นรวมกับความเสียหายเนื่องจากที่ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ถูกเวนคืนเพิ่มขึ้นจากเงินค่าทดแทนที่ฝ่ายจำเลยกำหนดและจ่ายให้แก่โจทก์ไปแล้วอีกเป็นจำนวนเท่ากับกำไรสุทธิจากผลผลิตต้นปาล์มน้ำมันต่อต้นตามที่ฝ่ายจำเลยคำนวณไว้ในจำนวนต้นปาล์มน้ำมันที่ถูกเวนคืน 8,089 ต้น ในระยะเวลาอีก 2 ปี

โจทก์จึงมีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเพิ่มอีกเป็นเงินจำนวน 5,275,241.35 บาท (130.43 x 2.50 x 8089 x 2) ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น แต่ฎีกาของจำเลยฟังขึ้นบางส่วน ส่วนค่าสละที่ดินนั้นได้ความว่า ที่ดินส่วนที่ถูกเวนคืนนี้เป็นป่าสงวนแห่งชาติ ซึ่งโจทก์เป็นเพียงผู้ได้รับอนุญาตให้เข้าทำประโยชน์เพื่อปลูกปาล์มน้ำมัน โดยไม่ปรากฏว่าโจทก์ต้องเสียค่าตอบแทนให้แก่ทางราชการ ทั้งไม่ใช่กรณีการเช่าตาม พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 มาตรา 18 (3) และได้มีการกำหนดเงินค่าทดแทนความเสียหายเนื่องจากการที่โจทก์ต้องออกจากอสังหาริมทรัพย์ที่ต้องเวนคืนให้แก่โจทก์ตามมาตรา 21 วรรคท้ายแล้ว กรณีเช่นนี้ไม่อยู่ในหลักเกณฑ์ที่จะกำหนดเงินค่าทดแทนในส่วนนี้ให้แก่โจทก์ได้ โจทก์จึงไม่มีสิทธิที่จะได้รับเงินค่าทดแทนเป็นค่าสละที่ดินตามข้ออ้างของโจทก์แยกต่างหากอีก ฎีกาข้อนี้ของโจทก์ฟังไม่ขึ้น

อนึ่ง เมื่อวันที่ 14 มิถุนายน 2542 โจทก์กับผู้ซึ่งได้รับมอบหมายจากเจ้าหน้าที่เวนคืนได้ทำบันทึกข้อตกลงยินยอมรับเงินค่าทดแทนต้นไม้ยืนต้นและเงินค่าทดแทนถนนดินลูกรังในสวนปาล์มน้ำมัน ซึ่งเป็นกรณีที่ตกลงซื้อขายกันได้ตามมาตรา 10 แห่ง พ.ร.บ. ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ. 2530 ซึ่งมาตรา 11 วรรคหนึ่ง บัญญัติให้จ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ภายใน 120 วัน นับแต่วันที่ทำสัญญาซื้อขายคือต้องจ่ายเงินค่าทดแทนส่วนนี้ให้แก่โจทก์ภายในวันที่ 12 ตุลาคม 2542 อันเป็นวันที่ต้องมีการจ่ายเงินค่าทดแทนตามมาตรา 26 วรรคท้าย ดังนั้น โจทก์จึงมีสิทธิได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไป ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาให้โจทก์ได้รับดอกเบี้ยจากเงินค่าทดแทนที่เพิ่มขึ้นนับแต่วันที่ 16 กรกฎาคม 2542 อันเป็นวันก่อนที่โจทก์มีสิทธิได้รับดอกเบี้ยตามกฎหมายจึงไม่ถูกต้อง ปัญหานี้เป็นปัญหาข้อกฎหมายอันเกี่ยวด้วยความสงบเรียบร้อยของประชาชน ศาลฎีกาเห็นสมควรหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและแก้ไขให้ถูกต้อง

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยชำระเงินค่าทดแทนเพิ่ม 5,275,241.35 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยในอัตราสูงสุดของดอกเบี้ยเงินฝากประเภทฝากประจำของธนาคารออมสิน แต่ต้องไม่เกินร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 12 ตุลาคม 2542 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมในศาลชั้นต้นแทนโจทก์ เฉพาะค่าขึ้นศาลให้ใช้แทนตามทุนทรัพย์ที่โจทก์ชนะคดีในชั้นฎีกา โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 8 ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ.

Matter details

Panel of judges
นันทชัย เพียรสนอง · วิชัย วิวิตเสวี · สดศรี สัตยธรรม
Lower court
ศาลจังหวัดสุราษฎร์ธานี - นายก่อเกียรติ สุพลพงษ์
ศาลอุทธรณ์ภาค 8 - นายภาติยะ ดวงมณี
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 752/2553

ที่ดินที่ถูกเวนคืนเป็นกรรมสิทธิ์ของ ส. ซึ่งเป็นกรรมการผู้จัดการบริษัทโจทก์ ส. มีวัตถุประสงค์จะตั้งสาขาในการขายประกันและให้บริการแก่ลูกค้าของโจทก์ในบริเวณท้องที่ที่ที่ดินนั้นถูกเวนคืน ส. จึงให้สิทธิแก่…

Supreme Court Judgment No. 6572/2545

โจทก์เป็นเจ้าของที่ดินที่ถูกเวนคืนซึ่งได้ให้ ค. เช่าที่ดินดังกล่าวใช้เป็นสถานที่แสดง ผลิต จำหน่าย ซ่อมบำรุง และตบแต่งรถยนต์ โดยจดทะเบียนการเช่ากันก่อนวันใช้บังคับพระราชกฤษฎีกาฯ 1 เดือนเศษ อายุการเช่าม…

Supreme Court Judgment No. 5740/2545

เงินค่าทดแทนที่ดินที่ถูกเวนคืนและเงินค่าทดแทนสำหรับที่ดินที่เหลือจากการเวนคืนอันราคาลดลงนั้น เป็นการชดเชยความเสียหายอันเนื่องมาจากการบังคับเอาที่ดินมาจากเจ้าของที่ดินและเป็นการชดเชยความเสียหาย อันเนื่…

Supreme Court Judgment No. 2447/2545

โจทก์ซื้อที่ดินพิพาทมาก่อนการเวนคืนภายในระยะเวลา 5 ปี ในราคาเฉลี่ยตารางวาละ 2,383.50 บาท โดยโจทก์มิได้ใช้ที่ดินพิพาทอยู่อาศัยหรือใช้ประกอบการทำมาหาเลี้ยงชีพหรือทำประโยชน์ที่ดินพิพาทอย่างแท้จริง เข้ากร…

Supreme Court Judgment No. 1999/2543

สิทธิที่จะอุทธรณ์ต่อรัฐมนตรีว่าคณะกรรมการกำหนดราคาเบื้องต้นฯกำหนดเงินค่าทดแทนอสังหาริมทรัพย์ไม่ถูกต้อง และสิทธิที่จะฟ้องคดีต่อศาลว่าคำวินิจฉัยของรัฐมนตรีตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการเวนคืนอสังหาริมทรัพย์ พ.ศ.2…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up