คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้จัดการปกครองศาลเจ้า จำเลยได้เข้าอยู่ในตึกพิพาทซึ่งเป็นของศาลเจ้าโดยละเมิด ขอให้ขับไล่และเรียกค่าเสียหาย
จำเลยให้การว่า ตึกพิพาทปลูกอยู่ในที่ดินของเอกชน จำเลยอยู่ในตึกพิพาทโดยเช่าจากผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ที่ดิน ผู้ร้องทั้งห้าร้องสอดเข้ามาเป็นคู่ความร่วมกับจำเลย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๕๗(๒) อ้างว่าจำเลยได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับผู้ร้องแล้ว ผู้ร้องซึ่งเป็นผู้มีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี ศาลชั้นต้นสั่งว่ากรณีไม่เข้าลักษณะที่จะร้องสอดได้ตามขอ ให้ยกคำร้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ผู้ร้องทั้งห้าอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ผู้ร้องทั้งห้าฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีนี้โจทก์ฟ้องขับไล่จำเลยอ้างว่าจำเลยอยู่โดยละเมิด ฉะนั้น โจทก์จะมีสิทธิฟ้องขับไล่จำเลยเพียงใดเป็นเรื่องระหว่างโจทก์จำเลย แม้จำเลยจะไปทำสัญญาเช่าตึกพิพาทกับผู้ร้องในภายหลัง ผลแห่งคดีก็ไม่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องอย่างใด จึงไม่ถือว่าผู้ร้องมีส่วนได้เสียตามกฎหมายในผลแห่งคดี และการที่บุคคลภายนอกจะเข้ามาเป็นคู่ความด้วยการร้องสอดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา ๕๗(๒) นั้น อยู่ในอำนาจศาลที่จะพิจารณาว่าคดีมีเหตุผลสมควรที่จะอนุญาตหรือไม่ เฉพาะคดีนี้มีเหตุหลายประการที่แสดงว่าไม่สมควรอนุญาตตามขอ
Result
จึงพิพากษายืน.