คำฟ้องและคำให้การ
นางสาวสุรางค์เป็นโจทก์ฟ้องขอแบ่งที่นาโฉนดที่ ๒๘๘๘ ให้แก่โจทก์กึ่งหนึ่งตามที่มีชื่อในโฉนด นางโหงจำเลยต่อสู้ว่า จำเลยซื้อที่นาพิพาทมาแล้ว เอาชื่อโจทก์ลงในโฉนดร่วมด้วย แล้วจำเลยกลับเป็นโจทก์ฟ้องนางสาวสุรางค์ว่า นางสาวสุรางค์เนรคุณ จำเลยจึงขอถอนคืนการให้ที่นาครึ่งหนึ่งดังกล่าวข้างต้น
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาคดีทั้ง ๒ สำนวนนี้รวมกัน แล้วพิพากษาให้นางโหงจำเลยแบ่งนาพิพาทให้โจทก์กึ่งหนึ่ง ฟ้องของนางโหงจำเลยให้ยกเสีย นางโหงจำเลยฝ่ายเดียวอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนทั้งสองสำนวน นางโหงจำเลยฎีกา โดยยืนยันว่า ขอฎีกาในข้อที่ศาลล่างพิพากษายกฟ้องของนายโหงในกรณีเพิกถอนการให้ เพราะเหตุเนรคุณเท่านั้น ข้อที่ศาลล่างพิพากษาให้แบ่งนาแก่โจทก์นั้น นางโหงไม่ขอฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า ข้อพิพาทระว่างโจทก์และจำเลยนั้นต่างกล่าวหาฟ้องร้องกันคนละสำนวน แม้สาลจะรวมการพิจารณา ก็ไม่ทำให้คดีทั้ง ๒ เรื่องนี้เป็นคดีเรื่องเดียวกันและมีทุนทรัพย์ที่พิพาทเท่ากันไปได้ สิทธิที่จะฎีกาจะมีเพียงใด จึงต้องพิจารณาตามจำนวนทุนทรัพย์ที่ตั้งพิพาทในคดีจะฎีกานั้นเองโดยเฉพาะ คดีเรื่องนี้นางโหงตีราคาที่นารายพิพาททั้งแปลงเป็นเงิน ๒๕๐๐ บาทและขอให้บังคับนางสาวสุรางค์ โอนกรรมสิทธิกลับคืนเพียงกึ่งเดียว ซึ่งมีราคาเพียง ๑๒๕๐ บาทเท่านั้น มิได้โต้แย้งกรรมสิทธิกันทั้งแปลง จึงเป็นคดีมีทุนทรัพย์เพียง ๑๒๕๐ บาท ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องของนางโหงโดยไม่เชื่อข้อเท็จจริงแล้วดังนี้นางโหงจึงไม่มีสิทธิฎีกาในข้อเท็จจริงต่อมาอีกได้
Result
จึงพิพากษาให้ยกฎีกานางโหง