Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7589/2543

พ.ศ. 2543 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

พนักงานของจำเลยได้มีหนังสือชี้แจงโจทก์ มีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทต้องใช้เวลาเรียกเก็บประมาณ 1 เดือน ถึง 3 เดือน ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าหนังสือดังกล่าวมิใช่เอกสารของพนักงานของจำเลยมีถึงโจทก์และมิได้ปฏิเสธว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่ประการใด แสดงว่า การเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับเช็คพิพาทตามปกติจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จว่าเรียกเก็บเงินได้หรือไม่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน หรือไม่เกินวันที่ 20 สิงหาคม 2537 และจำเลยต้องแจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในเวลาอันสมควร การที่จำเลยไม่แจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในระยะเวลาอันสมควรโดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยจากวันที่ 20 สิงหาคม 2537 ออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้มีวิชาชีพเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทแทนโจทก์กระทำการโดยประมาทเลินเล่อเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายตาม ป.พ.พ. มาตรา 420

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 125,553.75 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 122,865.75 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ

จำเลยให้การว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะจำเลยมิได้โต้แย้งสิทธิของโจทก์ ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมเนื่องจากมิได้บรรยายว่าจำเลยกระทำละเมิดต่อโจทก์อย่างไร และโจทก์ได้รับความเสียหายอย่างไร โจทก์นำเช็คมาเข้าบัญชีของโจทก์จริง แต่เช็คของโจทก์สูญหายไปในระหว่างการเรียกเก็บโดยมิใช่ความผิดของจำเลย แต่เมื่อเช็คสูญหาย จำเลยส่งสำเนาเช็คไปเรียกเก็บเงินจากธนาคารตามเช็คแล้ว และธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน การที่โจทก์ไม่ได้รับเงินตามเช็คจึงไม่ใช่ความผิดของจำเลย จำเลยนำเงินเข้าบัญชีของโจทก์และให้โจทก์เบิกถอนเงินได้ก่อนที่จะเรียกเก็บเงินได้ เพราะโจทก์เป็นลูกค้าที่ใช้บริการกับจำเลยด้วยดี แต่เมื่อเช็คไม่สามารถเรียกเก็บเงินได้ โจทก์มีหน้าที่ที่จะต้องคืนเงินให้แก่จำเลย จำเลยจึงหักเงินจากบัญชีของโจทก์ ทั้งโจทก์ยังมีสิทธิที่จะเรียกร้องเอาจากลูกหนี้ของโจทก์ได้ การกระทำของจำเลยไม่เป็นการละเมิดต่อโจทก์ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยชำระเงินแก่โจทก์ 122,812.75 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของเงินจำนวนดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2538 จนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยคิดถึงวันฟ้อง (ฟ้องวันที่ 12 พฤษภาคม 2538) ต้องไม่เกิน 2,688 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 10,000 บาท

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังยุติได้ว่า เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2537 โจทก์นำเช็คพิพาทตามสำเนาเอกสารหมาย จ.4 เข้าบัญชีกระแสรายวันที่โจทก์เปิดบัญชีไว้กับธนาคารจำเลย สาขาพระราม 9 เพื่อให้จำเลยเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาท ต่อมาจำเลยนำเงินจำนวน 122,812.75 บาท เข้าบัญชีของโจทก์ โดยมีเงื่อนไขว่าเมื่อพ้นกำหนด 45 วัน นับแต่วันนำเช็คพิพาทเข้าบัญชี ไม่ปรากฏว่าเช็คถูกปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์สามารถเบิกเงินตามเช็คไปจากบัญชีของโจทก์ได้ แต่ถ้าเช็คเรียกเก็บเงินไม่ได้จำเลยเรียกเงินที่โจทก์เบิกไปแล้วคืนได้ ต่อมาวันที่ 23 มกราคม 2538 จำเลยได้หักเงินตามเช็คพิพาทออกจากบัญชีของโจทก์ เนื่องจากเช็คพิพาทเกิดการสูญหายระหว่างเรียกเก็บ และธนาคารอินเตอร์เนชั่นแนลอินโดนีเซีย

ประเทศอินโดนีเซีย ยังมิได้จ่ายเงินตามเช็คพิพาท ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์มีว่า จำเลยต้องรับผิดชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์หรือไม่ ปัญหาดังกล่าวโจทก์มีนายชาญวิทย์ ผู้รับมอบอำนาจจากโจทก์เบิกความว่า จำเลยเพิ่งแจ้งให้โจทก์ทราบว่าเช็คพิพาทสูญหาย และหักเงินตามเช็คออกจากบัญชีโจทก์หลังจากที่โจทก์นำเช็คพิพาทเข้าบัญชีเพื่อเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทประมาณ 8 เดือน และพนักงานของจำเลยได้มีหนังสือชี้แจงโจทก์ตามเอกสารหมาย จ.7 ซึ่งมีข้อความตอนหนึ่งระบุว่า การเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทต้องใช้เวลาเรียกเก็บประมาณ 1 เดือน ถึง 3 เดือน ซึ่งจำเลยมิได้ปฏิเสธว่าเอกสารหมาย จ.7 มิใช่เอกสารของพนักงานของจำเลยมีถึงโจทก์ และมิได้ปฏิเสธว่าข้อความดังกล่าวไม่ถูกต้องแต่ประการใด

แสดงว่า การเรียกเก็บเงินในลักษณะเดียวกันกับเช็คพิพาทตามปกติจะต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จว่าเรียกเก็บเงินได้หรือไม่ได้ภายในเวลาไม่เกิน 3 เดือน หรือไม่เกินวันที่ 20 สิงหาคม 2537 และจำเลยต้องแจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในเวลาอันสมควร การที่จำเลยไม่แจ้งผลการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบภายในระยะเวลาอันสมควร โดยปล่อยให้เวลาล่วงเลยจากวันที่ 20 สิงหาคม 2537 ออกไปอีกประมาณ 6 เดือน ถือได้ว่าจำเลยในฐานะผู้มีวิชาชีพเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทแทนโจทก์ กระทำการโดยประมาทเลินเล่อ แม้จำเลยจะกล่าวอ้างว่าจำเลยมีสิทธิหักเงินจากบัญชีของโจทก์ได้ และเงินในบัญชีของผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทมีไม่พอจ่ายตามเช็ค แต่หากจำเลยได้แจ้งให้โจทก์ทราบว่าเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ภายในระยะเวลาอันสมควร

โจทก์อาจมีวิธีการเรียกเก็บเงินตามที่สั่งจ่ายในเช็คพิพาทจากผู้สั่งจ่ายเช็คพิพาทโดยตรงได้ เพราะผู้สั่งจ่ายเช็คเพิ่งปิดบัญชีเมื่อวันที่ 6 ตุลาคม 2537 ความประมาทเลินเล่อของจำเลย จึงเป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ทั้งหมด เพราะโจทก์เข้าใจว่าเช็คพิพาทเรียกเก็บเงินได้แล้ว และจำเลยก็มิได้นำสืบให้ปรากฏว่า แม้จำเลยจะได้แจ้งการเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทไม่ได้ให้โจทก์ทราบในเวลาอันควร โจทก์ก็ไม่มีทางเรียกเก็บเงินตามเช็คพิพาทจากผู้สั่งจ่ายได้อยู่ดี จำเลยจึงต้องรับผิดในความประมาทเลินเล่อของพนักงานของจำเลยอันเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์

Result

พิพากษากลับ ให้จำเลยชำระเงินจำนวน 122,812.75 บาท แก่โจทก์ พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันที่ 23 มกราคม 2538 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ แต่ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันฟ้องต้องไม่เกิน 2,688 บาท กับให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความรวม 10,000 บาท.

Matter details

Panel of judges
วิชัย ชื่นชมพูนุท · สุรศักดิ์ กาญจนวิทย์ · พีรพล จันทร์สว่าง
Lower court
ศาลแพ่ง - นางวีนัส นิมิตกุล
ศาลอุทธรณ์ - นายชวลิต ตุลยสิงห์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 4684/2568

จำเลยและบุตรสาวโจทก์ได้อยู่กินฉันสามีภริยากันมาประมาณ 4 ปี 8 เดือน ซึ่งญาติทั้งฝ่ายจำเลยและฝ่ายบุตรสาวโจทก์ต่างก็รับรู้ เมื่อทั้งสองฝ่ายตกลงกันให้โจทก์เป็นผู้จัดงานพิธีแต่งงานให้ถูกต้องตามประเพณีท้องถ…

Supreme Court Judgment No. 1953/2567

จำเลยที่ 2 เป็นผู้ครอบครองรถที่โจทก์รับประกันภัยยินยอมให้จำเลยที่ 1 ขับรถในขณะเกิดเหตุ ทั้งที่ทราบดีว่าจำเลยที่ 1 เมาสุราซึ่งจากผลการตรวจวัดระดับแอลกอฮอล์จำเลยที่ 1 มีปริมาณแอลกอฮอล์ในเลือดสูงถึง 102…

Supreme Court Judgment No. 1765/2567

แม้ในคดีก่อนศาลพิพากษาให้รื้อถอนกำแพงคอนกรีตอิฐบล็อกที่ปิดทางภาระจำยอมออก มิได้ระบุให้รื้อถอนหลังคาคอนกรีตเสริมเหล็กและเสาปูนด้วย แต่ก่อนทำการรื้อถอนเจ้าพนักงานบังคับคดีมีหนังสือแจ้งข้อเท็จจริงต่อศาลช…

Supreme Court Judgment No. 907/2567

จำเลยรื้อรั้วกำแพงที่พิพาทซึ่งเป็นสาธารณูปโภคของโครงการจัดสรรที่ดินของโจทก์ จึงเป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ แม้จำเลยโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 6170 ,6171 ซึ่งเป็นที่ตั้งของรั้วกำแพงที่พิพาทไปให้แก่ผู้อื่นก่อนท…

Supreme Court Judgment No. 882/2567

กรมธรรม์ประกันภัย ข้อ 6 ระบุเหตุที่โจทก์สละสิทธิไล่เบี้ยจากผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เอาประกันภัยว่า ในกรณีที่มีความเสียหายต่อรถยนต์ เมื่อบุคคลอื่นเป็นผู้ใช้รถยนต์โดยได้รับความยินยอมจากผู้เ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up