คำฟ้องและคำให้การ
ได้ความว่า เมื่อวันที่ ๒๘ พฤษภาคม ๒๔๗๘ บิดามารดาจำเลยไปขอยืมเงินโจทก์ โจทก์ไม่มีเงินจึงมอบทองรูปพรรณให้ไป ครั้น พ.ศ.๒๔๘๑ บิดามารดาจำเลยมาบอกว่าทองจำนำหลุดเสียแล้ว ขอใช้เงิน ๖๐ บาทก่อน ส่วนที่ค้างเอาไว้คิดกันภายหลัง โจทก์ยอมและผัดผ่อนกันเรื่อยๆ มา บัดนี้โจทก์ฟ้องจำเลยในฐานะผู้รับมรดกให้คืนทองที่ยืมหรือใช้ราคาปัจจุบันซึ่งมีราคาหนักบาทละ ๒๕๐ บาท ศาลชั้นต้นยกฟ้องโดยไม่เชื่อว่ามีการยืม ศาลอุทธรณ์ฟังว่ายืม แต่ให้จำเลยใช้ราคาทองในขณะที่จำนำทองแล้วหลุด
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกาขอให้คืนทองหรือใช้ราคาทองปัจจุบัน
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า การที่บิดามารดาจำเลยขอชำระเงินและโจทก์ยอมรับเงินที่ผ่อนกับตกลงว่าส่วนที่ค้างเอาไว้คิดกันทีหลังนั้น เป็นที่เห็นได้ว่าตกลงกันเสร็จแล้วว่าจะชำระเป็นเงินโจทก์จะหวนกลับไปคิดเรียกเอาเป็นทองไม่ถูกต้อง จำต้องคิดเงินตามราคาทองบาทละ ๒๒ บาทในตอนที่ผู้ยืมผิดสัญญาและตกลงกันใหม่นั้น
Result
จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์