คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยไม่ชำระหนี้ค่าจ้างถมดินที่นายสงัดโอนสิทธิเรียกร้องให้โจทก์ ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน 673,477 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์
จำเลยให้การขอให้ยกฟ้อง โจทก์ขอให้เรียกนายสงัดเข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลชั้นต้นอนุญาต จำเลยร่วมขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 503,727 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความ 20,000 บาท คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยและจำเลยร่วมร่วมกันชำระเงิน 503,727 บาท โดยให้จำเลยรับผิดร่วมเพียง 425,000 บาท พร้อมทั้งดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้อง (วันที่ 24 ธันวาคม 2539) จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นอุทธรณ์ให้เป็นพับ
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่า สัญญาหุ้นส่วนทำธุรกิจเป็นสัญญาห้างหุ้นส่วนสามัญอันมิได้จดทะเบียนระหว่างจำเลยร่วมกับนายสุรินทร์และนายสมหมายในกิจการรับถมดินให้แก่จำเลย แต่จำเลยร่วมเพียงผู้เดียวทำสัญญาเป็นผู้รับจ้างถมดินให้แก่จำเลยผู้ว่าจ้าง ตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 นายสุรินทร์และนายสมหมายมิได้เป็นคู่สัญญากับจำเลย จึงไม่มีนิติสัมพันธ์ต่อกัน แม้บุคคลทั้งสองจะเป็นหุ้นส่วนกับจำเลยร่วมก็ตาม แต่ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1049 ผู้เป็นหุ้นส่วนจะถือเอาสิทธิใด ๆ แก่บุคคลภายนอกในกิจการค้าขายซึ่งไม่ปรากฏชื่อของตนนั้นหาได้ไม่ นายสุรินทร์และนายสมหมายจึงไม่มีสิทธิที่จะเรียกร้องให้จำเลยชำระค่าว่าจ้างถมดินตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย
จ. 3 สิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินจากจำเลยตามสัญญานี้จึงเป็นของจำเลยร่วมแต่เพียงผู้เดียว ดังนั้น จำเลยร่วมแต่เพียงผู้เดียวย่อมมีอำนาจโอนสิทธิเรียกร้องที่มีอยู่ต่อจำเลยตามสัญญาว่าจ้างถมดินเอกสารหมาย จ. 3 ให้แก่โจทก์ได้ เมื่อจำเลยร่วมได้ทำหนังสือลงวันที่ 27 พฤศจิกายน 2539 โอนสิทธิเรียกร้องค่าจ้างถมดินที่จำเลยร่วมมีสิทธิได้รับจากจำเลยให้แก่โจทก์ โดยจำเลยร่วมจะไม่ยกเลิกเพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวตามหนังสือยืนยันหนี้เอกสารหมาย จ. 5 และในวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 จำเลยได้รับแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องจากโจทก์แล้วตามหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้องและใบตอบรับในประเทศเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 อันเป็นการปฏิบัติตามวิธีการโอนสิทธิเรียกร้องที่
ป.พ.พ. มาตรา 303 วรรคหนึ่ง และมาตรา 306 วรรคหนึ่ง บัญญัติไว้แล้ว สิทธิเรียกร้องของจำเลยร่วมในการรับเงินค่าจ้างถมดินจากจำเลยจึงตกเป็นของโจทก์ตั้งแต่นั้น จำเลยร่วมย่อมหมดสิทธิที่จะรับเงินดังกล่าวอีกต่อไป ภายหลังจากนั้นจำเลยร่วมหามีสิทธิที่จะเพิกถอนการโอนสิทธิเรียกร้องดังกล่าวหาได้ไม่ ดังนั้น หนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างถมดินส่วนที่เหลือเอกสารหมาย ล. 9 ที่จำเลยร่วมทำให้ไว้ต่อจำเลยในภายหลังว่าไม่ประสงค์จะมอบหรือโอนสิทธิให้ผู้อื่นมารับแทนโดยมิได้รับความยินยอมจากโจทก์นั้นหามีผลไม่ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้น
มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาจำเลยข้อสุดท้ายว่า จำเลยมีสิทธิหักค่าปรับวันละ 5,000 บาท เป็นเวลา 85 วัน เพราะเหตุที่โจทก์หรือจำเลยร่วมส่งมอบงานล่าช้าหรือไม่ จำเลยก็อนุมัติให้จ่ายเงินค่าจ้างงวดแรกจำนวน 750,000 บาทในวันที่ 16 กันยายน 2539 และโจทก์ได้รับเงินค่าจ้างถมดินจำนวนนี้แล้ว การที่โจทก์ส่งมอบงานงวดแรกซึ่งเป็นการถมดินเพียงครึ่งหนึ่งของงานทั้งหมด และเหลือระยะเวลาอีกเพียง 2 วัน จะครบกำหนดตามสัญญาที่จะต้องถมดินให้เสร็จตามที่ตกลง ระยะเวลาที่เหลืออีกเพียง 2 วันเป็นระยะเวลาอันสั้น โอกาสที่โจทก์จะทำการถมดินให้เสร็จถูกต้องตามสัญญาย่อมเป็นไปได้ยากลำบากยิ่ง แต่ก็ไม่ปรากฏว่าจำเลยได้โต้แย้งหรือบอกสงวนสิทธิว่าจะเรียกเอาเบี้ยปรับตามที่ตกลงกันในเวลาที่รับชำระหนี้เลย
หลังจากที่จำเลยยอมชำระหนี้โดยไม่มีเงื่อนไขแล้ว จำเลยยังยินยอมให้โจทก์ทำการถมดินในที่จำเลยอีกต่อไป และต่อมาวันที่ 15 พฤศจิกายน 2539 ซึ่งเป็นระยะเวลาหลังจากครบกำหนดตามสัญญาว่าจ้างประมาณ 1 เดือน จำเลยยังคงยินยอมให้จำเลยร่วมเบิกเงินทดรองล่วงหน้าอีกจำนวน 200,000 บาท ตามหนังสือขอเบิกเงินทดรองล่วงหน้าและสำเนาเช็คเอกสารหมาย ล. 7 การที่จำเลยยอมจ่ายเงินอีก 200,000 บาท ทั้ง ๆ ที่โจทก์และจำเลยร่วมถมดินให้ การที่โจทก์มีหนังสือแจ้งการโอนสิทธิเรียกร้อง และจำเลยได้รับเมื่อวันที่ 29 พฤศจิกายน 2539 ตามเอกสารหมาย จ. 7 และ จ. 8 แล้ว คงยอมให้โจทก์ถมดินจนเสร็จในวันที่ 6 ธันวาคม 2539 จำเลยก็ไม่โต้แย้งทักท้วงแต่อย่างใด
จำเลยเพิ่งจะให้จำเลยร่วมทำหนังสือยอมให้ปรับเมื่อวันที่ 24 ธันวาคม 2539 ตามหนังสือขอเบิกเงินค่าจ้างถมดินส่วนที่เหลือเอกสารหมาย ล. 9 ซึ่งเป็นวันเดียวกันกับโจทก์ฟ้องคดีนี้ อันเป็นวันที่จำเลยร่วมไม่มีสิทธิในหนี้ดังกล่าวแล้ว จึงไม่มีสิทธิที่จะกระทำเช่นนั้นได้ ย่อมเป็นข้อชี้แสดงให้เห็นชัดว่าจำเลยและจำเลยร่วมได้ร่วมกันกระทำการดังกล่าวเพื่อเอาเปรียบโจทก์เป็นการใช้สิทธิโดยไม่สุจริต จึงไม่อาจที่จะปรับโจทก์ได้ ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยไม่มีสิทธิหักค่าปรับมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน
Result
พิพากษายืน โจทก์ไม่แก้ฎีกาจึงไม่กำหนดค่าทนายความชั้นฎีกาให้.