คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ผู้ต้องขังชายศักดิ์ ได้หลบหนีเรือนจำ จำเลยที่ ๑ เป็นผู้ช่วยพัศดี จำเลยที่ ๒ - ๓ เป็นผู้คุม จำเลยทั้งสามได้จับกุมผู้ต้องขังชายศักดิ์แล้วสบคบกันใช้ไม้ตีและปืนยิงผู้ต้องขังชายศักดิ์ถึงแก่ความตาย โดยเจตนาฆ่า ขอให้ลงโทษ จำเลยที่ ๑ ให้การว่า ได้ยิงผู้ตายจริงแต่เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ตายหลบหนีการจับกุม ไม่มีเจตนาฆ่า จำเลยที่ ๒ - ๓ ให้การปฏิเสธ อ้างว่ามิได้อยู่ในที่เกิดเหตุ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ ๑ ผิดกฎหมายลักษณะอาญา ม. ๒๔๙ , ๖๐, ๕๓ จำคุก ๑ ปี แต่ให้รอการลงโทษไว้ ๓ ปี ส่วนจำเลยที่ ๒ - ๓ ไม่มีความผิด ให้ยกฟ้อง โจทก์และจำเลยที่ ๑ อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ว่า จำเลยที่ ๑ ยังไม่มีความผิด ให้ยกฟ้องจำเลย ที่ ๑ ด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา ศาลฎีกาฟังข้อเท็่จจริงว่า จำเลยที่ ๑ ใช้วิธีจับผู้ตายซึ่งเป็นผู้ต้องขังปีนกำแพง เรือนจำหลบหนี โดยชั้นแรกร้องบอกให้ผู้ตายหยุดวิ่งผู้ตายไม่ยอมหยุด จำเลยที่ ๑ จึงยิงปืนขู่ไป ๑ นัด ผู้ตายยังคงวิ่งหนีต่อไป จำเลยจึงยิงอีก ๑ นัดถูกที่แขน โดยมิได้เจตนาจะฆ่าผู้ตาย แต่ยิงเพื่อจะจับกุมเท่านั้น ถ้าจำเลยที่ ๑ ไม่กระทำเช่นนั้นแล้ว ผู้ตายก็น่าจะกลบหนีไปได้ จำเลยที่ ๑ มีพวกไปด้วยอีก ๒ คน ผู้ตายมีสิ่วปลายแหลมอยู่ในมือเป็นการยกที่จะจับผู้ตายได้โดยละม่อม ผู้ตายไม่ได้ตายเพราะแผลที่ถูกยิง แต่ตายเพราะบาดแผลถูกตีศรีษะ
ศาลฎีกาเห็นว่า การกระทำของจำเลยที่ ๑ ถือได้ว่าเป็นวิธีป้องกันมิให้ผู้ตายหลบหนีเท่าที่เหมาะแก่พฤติการณ์ แห่งการจับกุมผู้ตายซึ่งหลบหนีจากที่คุมขังแล้ว ตาม ป.วิ.อ. มาตรา ๘๓ และ พ.ร.บ. ราชทัณฑ์ พงศ. ๒๔๗๙ มาตรา ๑๗ (๒) ประกอบด้วยกฎหมายลักษณะอาญา ม.๕๒ จำเลยยังไม่มีความผิด
Result
พิพากษายืน