คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลย โดยอ้างว่าจำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันหลายประการ และจำเลยลงใจละทิ้งร้างโจทก์ไปตั้งแต่วันที่ ๗ ตุลาคม ๒๔๙๖ ตลอดมาถึงวันฟ้องได้ ๒ ปี ๔ เดือนเศษ โจทก์ได้ฟ้องขอหย่ามาครั้งหนึ่ง แต่ศาลพิพากษายกฟ้อง เพราะฟ้องโจทก์เคลือบคลุม
จำเลยให้การว่า ฟ้องโจทก์เป็นฟ้องซ้ำกับคดีแดงที่ ๑๕๓๕/๒๔๙๘ และว่าจำเลยไม่เคยทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากับโจทก์ จำเลยไม่ได้จงใจละทิ้งร้าง ฟ้องโจทก์เคลือบคลุม ไม่อาจทราบได้ว่า โจทก์อาศัยเหตุไหนเป็นเหตุหย่า และเหตุหย่าที่โจทก์อ้างปรากฏว่า โจทก์ทราบเรื่องเกิน ๓ เดือน แล้วคดีโจทก์ขาดอายุความ ศาลแพ่งฟังว่า จำเลยละทิ้งร้างโจทก์ไปเกินกว่า ๑ ปี และการทิ้งร้างไปนี้เป็นความผิดของจำเลยเป็นส่วนใหญ่ การทิ้งร้างได้เกิดต่อเนื่องกันมา คดีโจทก์ยังไม่ขาดอายุความ พิพากษาให้จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากับโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาพิจารณาแล้ว ในปัญหาเรื่องฟ้องซ้ำ ได้ความว่า คดีก่อนศาลแพ่งพิพากษายกฟ้อง โจทก์โดยอาศัยเหตุที่ว่า ฟ้องโจทก์มิได้แสดงโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหา เป็นฟ้องเคลือบคลุม เพราะไม่กล่าวว่า เหตุเกิดเมื่อใด ทิ้งร้างไปเมื่อใด หาได้วินิจฉัยชี้ขาดในประเด็นข้อโต้เถียง เรื่องการหย่าอย่างใดไม่ แต่ฟ้องของโจทก์คดีหลังนี้ กล่าวหาว่า จำเลยร้องเรียนต่อกรมมหาดไทย และร้องเรียนต่อสภาวัฒนธรรมแห่งชาติเห็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหาย อันเป็นการกระทำเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากัน และจำเลยจงใจทิ้งร้างโจทก์เป็นเวลากว่า ๑ ปี เป็นคนละประเด็น คนละเหตุ ไม่เป็นฟ้องซ้ำ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา ๑๔๘ ในปัญหาว่า ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่นั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า การกล่าวว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ไป ย่อมแสดงความหมายอยู่ในตัวแล้ว ไม่จำต้องกล่าวว่า กระทำการอย่างใดอันได้ชื่อว่าเป็นการจงใจละทิ้งร้าง ฟ้องโจทก์ไม่เคลือบคลุมดังจำเลยอ้าง ในปัญหาเรื่องอายุความซึ่งจำเลยฎีกาว่า เหตุหย่าเรื่องจงใจละทิ้งร้างนั้น โจทก์ทราบดี และมิได้ฟ้องร้องในกำหนด ๓ เดือน คดีโจทก์ขาดอายุความแล้วนั้น ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า เรื่องจงใจละทิ้งร้างนั้น ตราบใดที่ยังทิ้งร้างกันอยู่ ก็ย่อมมีสิทธิฟ้องขอหย่าได้ ฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ คดีนี้ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์เองก็ไม่ต้องการจะให้จำเลยมาอยู่ร่วมกับโจทก์เมื่อเช่นนี้แล้ว โจทก์จะกลับมาฟ้องขอหย่าโดยอ้างเหตุว่าจำเลยมีเจตนาจงใจละทิ้งร้างโจทก์ย่อมไม่ได้
โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอหย่าจำเลยตามข้ออ้างที่กล่าวนี้ได้ ส่วนข้ออ้างที่ว่า จำเลยกระทำการเป็นปฏิปักษ์ต่อการเป็นสามีภริยากันหลายประการนั้น เป็นเรื่องเกิดขึ้นก่อนที่โจทก์จำเลยทำสัญญาประนีประนอมกัน ผลของสัญญาประนีประนอมนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้น ระงับสิ้นไป และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญาว่าเป็นของตน ตาม ป.พ.พ. มาตรา ๘๕๒
ศาลฎีกาเห็นว่า โจทก์ไม่มีเหตุที่จะขอหย่าขาดจากการเป็นสามีภริยากับจำเลยทีอ้างมาในฟ้อง
Result
พิพากษากลับศาลอุทธรณ์ โดยให้ยกฟ้องโจทก์