Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 7916/2546

พ.ศ. 2546 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

การที่ธนาคารโจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ไว้ในสัญญาทรัสต์รีซีทให้โจทก์เป็นฝ่ายมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราใดอัตราหนึ่งในระหว่างอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้า หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรืออัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อทำให้โจทก์ไม่ต้องรับภาระในความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินเท่านั้น หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมใช้บังคับกันได้ โจทก์จึงมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวนั้นได้ สัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 ระบุว่า ในกรณีที่จำเลยที่ 1 ได้ขายสินค้าหรือแม้จะมิได้นำสินค้าออกขายก็ดี จำเลยที่ 1 จะต้องนำเงินมาชำระค่าสินค้าในจำนวนและในกำหนดเวลาที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายแก่โจทก์ ตลอดจนยอมให้โจทก์คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ระบุไว้ตามรายละเอียดแนบท้ายในอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์เรียกเก็บได้ตามที่มีประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยเกี่ยวกับการกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด (ระบุตัวเลขอัตราดอกเบี้ย) นับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ข้อความตามสัญญาข้อ 4 นี้ มีลักษณะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ระบุในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีท และให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 กรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาดังกล่าว ย่อมไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ ทั้งในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ก็มีสัญญาข้อ 7 ระบุถึงการชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดไว้อีกข้อหนึ่ง ดังนี้ เห็นได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 เป็นข้อสัญญาที่ระบุถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงที่จำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ในการเรียกดอกเบี้ยนี้โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนด ตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) หากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 44 ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด ฉบับลงวันที่ 20 ตุลาคม 2536 ที่ออกโดยอาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 14 ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ประกาศอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดี และส่วนต่างสูงสุดที่จะใช้บวกเข้ากับอัตราดอกเบี้ยที่เรียกเก็บจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีนั้น และให้ธนาคารพาณิชย์เรียกดอกเบี้ยจากลูกค้าทุกประเภทได้ไม่เกินอัตราที่เรียกจากลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกส่วนต่างสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนด เว้นแต่ในกรณีลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ธนาคารพาณิชย์จะเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดที่ธนาคารพาณิชย์ประกาศกำหนดสำหรับลูกค้าที่ปฏิบัติผิดเงื่อนไข ดังนั้น โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยในอัตราผิดนัดสูงสุดได้ต่อเมื่อจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แล้วเท่านั้น หากจำเลยที่ 1 ยังมิได้ผิดนัดชำระหนี้ โจทก์จะเรียกดอกเบี้ยได้ไม่เกินอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดหรืออัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดีบวกด้วยส่วนต่างสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์เท่านั้น แต่ตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 ระบุให้สิทธิแก่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระบุอัตราดอกเบี้ยในขณะทำสัญญาทรัสต์รีซีทเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาตามที่ระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์ จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป ตามประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าว สัญญาทรัสต์รีซีทจึงมีการระบุอัตราดอกเบี้ยในลักษณะที่มีวัตถุประสงค์เพื่อให้สิทธิแก่โจทก์เรียกดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ก่อนเวลาผิดนัดเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดที่โจทก์เรียกได้จากลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดตามประกาศธนาคารโจทก์ อันเป็นการทำสัญญาฝ่าฝืนต่อประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยที่กำหนดให้ธนาคารพาณิชย์รวมทั้งโจทก์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด และเป็นการกระทำที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งตามกฎหมาย ซึ่งมีโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) และ 44 อันเป็นกฎหมายเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชน ข้อตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 คดีนี้นอกจากโจทก์ฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดในมูลหนี้ตามคำขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตประกอบกับสัญญาทรัสต์รีซีทแล้ว โจทก์ยังฟ้องให้จำเลยรับผิดในมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินซึ่งจำเลยที่ 1 ออกให้ไว้แก่โจทก์ เพื่อชำระหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีทดังกล่าวด้วย เมื่อปรากฏว่าตั๋วสัญญาใช้เงินตกลงให้โจทก์คิดดอกเบี้ยเอาจากจำเลยที่ 1 นับแต่วันออกตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับ ซึ่งเป็นวันเดียวกับที่มีการหักเงินจากบัญชีเงินฝากของโจทก์ชำระหนี้ค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไป อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวนั้นไม่เกินอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ จึงเป็นอัตราที่โจทก์มีสิทธิคิดได้ตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ ดังนั้น แม้ข้อตกลงตามสัญญาทรัสต์รีซีท ข้อ 4 จะตกเป็นโมฆะดังวินิจฉัยมาข้างต้น แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ และที่ตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้สินในวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงิน จำเลยที่ 1 ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราที่ระบุไว้ซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดไว้สำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาในแต่ละช่วงเวลา แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมจึงถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 150 ป.พ.พ. Section 196 ป.พ.พ. Section 224 ป.พ.พ. Section 379 ป.พ.พ. Section 383 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 Section 14 พ.ร.บ.การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ.2505 Section 44

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสามร่วมกันชำระหนี้แก่โจทก์ คำนวณเป็นเงินบาทโดยอัตราแลกเปลี่ยนเงิน ณ วันที่มีการชำระเงินค่าสินค้าให้แก่ผู้ขายในต่างประเทศ (วันออกตั๋วสัญญาใช้เงิน) รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยถึงวันฟ้อง 21,172,857.20 บาท และดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 16.5 ต่อปี จากต้นเงิน 16,763,761.30 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ หากจำเลยทั้งสามไม่ชำระให้ยึดทรัพย์จำนองออกขายทอดตลาดนำเงินมาชำระหนี้แก่โจทก์จนครบถ้วน หากได้เงินไม่พอชำระหนี้ให้ยึดทรัพย์สินอื่นของจำเลยทั้งสามเพื่อชำระหนี้แก่โจทก์จนกว่าจะครบถ้วน จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ให้การขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกันใช้เงิน 21,172,857.20 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 16.50 ต่อปี ของต้นเงิน 16,763,761.30 บาท นับแต่วันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 3 ร่วมรับผิดด้วยในวงเงิน 17,000,000 บาท จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ต่อศาลฎีกา โดยได้รับอนุญาตให้ดำเนินคดีอย่างคนอนาถา ระหว่างพิจารณาของศาลฎีกา บริษัทบริหารสินทรัพย์พญาไท จำกัด ยื่นคำร้องขอเข้าสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศอนุญาต ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่า ข้อตกลงในสัญญาทรัสต์รีซีทที่ให้โจทก์เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้า หรืออัตราแลกเปลี่ยนที่ตกลงกันไว้ หรืออัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามทรัสต์รีซีท เป็นข้อตกลงที่ทำให้โจทก์ได้เปรียบแต่ฝ่ายเดียว จึงขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนหรือไม่ และตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์นำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้เงินต่างประเทศเป็นเงินไทยตามคำฟ้องถูกต้องหรือไม่

เห็นว่า เมื่อโจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทยต้องชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าให้จำเลยที่ 1 ในต่างประเทศเป็นเงินต่างประเทศซึ่งโจทก์อาจจำเป็นต้องใช้เงินไทยเป็นจำนวนที่แลกเป็นเงินต่างประเทศได้เท่ากับจำนวนเงินค่าสินค้านั้นไปก่อนและจำเลยที่ 1 ต้องชำระหนี้แก่โจทก์ในภายหลังนั้น เงินไทยที่จำเลยที่ 1 ชำระแก่โจทก์ควรเท่ากับจำนวนเงินไทยที่โจทก์ต้องใช้ในการชำระค่าสินค้าไปแล้ว หากต้องคิดคำนวณโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่แตกต่างจากที่โจทก์ใช้ในการชำระเงินค่าสินค้า ซึ่งไม่แน่ว่าอัตราแลกเปลี่ยนนั้นจะต่ำกว่าที่โจทก์ใช้คิดคำนวณในขณะชำระเงินค่าสินค้าหรือไม่ ย่อมมีปัญหาความเสี่ยงในอัตราแลกเปลี่ยนเงินแก่โจทก์ การที่โจทก์ตกลงกับจำเลยที่ 1 ให้โจทก์เป็นฝ่ายมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนอัตราใดอัตราหนึ่งดังกล่าวในการคิดคำนวณหนี้เป็นเงินไทยที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์นั้นก็เป็นเพียงข้อตกลงเพื่อทำให้โจทก์ไม่ต้องรับภาระในความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนเงินดังกล่าวเท่านั้น

หาได้ขัดต่อความสงบเรียบร้อยและศีลธรรมอันดีของประชาชนแต่อย่างใดไม่ ข้อตกลงดังกล่าวย่อมใช้บังคับกันได้ โจทก์จึงมีสิทธิเลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินดอลลาร์สหรัฐเป็นเงินบาทในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายในต่างประเทศตามข้อตกลงในสัญญาดังกล่าวนั้นได้โดยชอบ ส่วนปัญหาว่าตัวเลขอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์นำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้เงินต่างประเทศเป็นเงินไทยตามคำฟ้องถูกต้องหรือไม่นั้น โจทก์ได้เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์จ่ายเงินชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าตามข้อตกลงเลือกอัตราแลกเปลี่ยนเงินดังกล่าวแล้ว ดังนั้น จึงต้องใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันดังกล่าวมาคิดคำนวณหนี้ต้นเงินเป็นเงินบาทที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ และเมื่อพิจารณาถึงหนังสือที่โจทก์แจ้งไปยังจำเลยที่ 1 แสดงถึงรายละเอียดเกี่ยวกับการที่จะให้สินเชื่อในจำนวนเงินตามเลตเตอร์ออฟเครดิตที่มีการคิดคำนวณเป็นเงินบาทโดยอัตราแลกเปลี่ยนในขณะนั้นตามเอกสารหมาย

ล. 1 ถึง ล. 13 แล้ว มีเหตุผลให้เชื่อได้ว่าอัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์จ่ายเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายเป็นไปตามอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุในเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 13 ซึ่งนำมาใช้ได้กับหนี้ตามเลตเตอร์ออฟเครดิตและทรัสต์รีซีท 13 ฉบับ แต่ปรากฏว่าอัตราแลกเปลี่ยนที่โจทก์นำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้ต้นเงินที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ตามที่ระบุรายละเอียดไว้ในรายการภาระหนี้เอกสารหมาย จ. 94 (15 แผ่น) นั้น ระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คิดคำนวณหนี้ที่เกิดจากเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 2120514 , 2120543 , 2120544 , 2120545 , 2120548 , 2120552 , 2120558 , 2120559 และ 2120608 ไว้เป็นอัตราสูงกว่าอัตราในวันที่โจทก์ชำระเงินค่าสินค้าแก่ผู้ขายซึ่งไม่ถูกต้อง จึงต้องคิดคำนวณใหม่ให้ถูกต้อง และตามเอกสารหมาย

จ. 95 ยังระบุอัตราแลกเปลี่ยนที่ใช้คิดคำนวณหนี้ที่คิดจากเลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 2120609 , 2120635 , 2120658 และ 2120659 เป็นอัตราที่ต่ำกว่าอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ได้ชำระเงินแก่ผู้ขายสินค้า ซึ่งแม้จะไม่ถูกต้องเช่นกัน แต่เมื่อโจทก์กลับใช้อัตราแลกเปลี่ยนที่ต่ำกว่ามาใช้ในการคิดคำนวณเป็นต้นเงินบาท ทำให้หนี้ต้นเงินบาทที่ได้จากการคิดคำนวณดังกล่าวที่โจทก์นำมาฟ้องเรียกร้องจากจำเลยที่ 1 มีจำนวนน้อยลง ซึ่งเป็นคุณแก่จำเลยที่ 1 อยู่แล้ว จึงไม่มีเหตุต้องแก้ไขจำนวนหนี้ส่วนนี้ ส่วนหนี้ที่เกิดจากเลตเตอร์ออฟเครดิตอีก 1 ฉบับ คือ เลตเตอร์ออฟเครดิตเลขที่ 2120497 ไม่ปรากฏอัตราแลกเปลี่ยนในวันที่โจทก์ชำระเงินแก่ผู้ขายอยู่ในเอกสารหมาย

ล. 1 ถึง ล. 13 แต่เมื่อเปรียบเทียบอัตราแลกเปลี่ยนตามช่วงระยะเวลาวันที่โจทก์จ่ายเงินแก่ผู้ขายตามเลตเตอร์ออฟเครดิตฉบับนี้ในวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 เทียบกับอัตราแลกเปลี่ยนวันอื่น ๆ ตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล. 1 ถึง ล. 13 ดังกล่าวแล้ว น่าเชื่อว่า อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 53.10 บาท ที่โจทก์นำมาใช้ไม่ตรงกับอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริงในวันที่ 11 กรกฎาคม 2540 จึงให้ใช้อัตราแลกเปลี่ยนซึ่งเป็นอัตราขายเงินดอลลาร์สหรัฐโดยเฉลี่ยของธนาคารพาณิชย์ในกรุงเทพมหานคร ณ วันที่ 11 กรกฎาคม 2540 แทน เพราะสามารถตรวจหาเพื่อนำมาใช้ในการคิดคำนวณหนี้ในชั้นบังคับคดีต่อไปได้ ที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางพิพากษาให้จำเลยที่ 1 รับผิดชำระหนี้แก่โจทก์เป็นจำนวนเงินตามคำฟ้องที่คิดคำนวณเป็นเงินบาทโดยอัตราแลกเปลี่ยนที่ระบุไว้ในเอกสารหมาย

จ. 94 จึงไม่ถูกต้อง และแม้ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางจะเห็นว่า อัตราแลกเปลี่ยนตามเอกสารหมาย จ. 94 จะเป็นอัตราแลกเปลี่ยนในวันครบกำหนดชำระเงินตามสัญญาทรัสต์รีซีท ก็ไม่อาจพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เป็นเงินบาทโดยใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันครบกำหนดชำระเงินดังกล่าวได้เพราะเป็นการนอกเหนือจากคำฟ้องของโจทก์ที่ยืนยันว่าโจทก์เลือกใช้อัตราแลกเปลี่ยนเงินในวันที่โจทก์ชำระค่าสินค้าแก่ผู้ขายสินค้าในต่างประเทศดังกล่าวมาข้างต้นแล้ว อุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อนี้ฟังขึ้นบางส่วน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยที่ 1 ข้อต่อไปว่า จำนวนหนี้ที่จำเลยที่ 1 ต้องชำระแก่โจทก์ในส่วนดอกเบี้ยนั้นโจทก์มีสิทธิคิดคำนวณหนี้ที่เป็นดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราต่าง ๆ ตามคำฟ้องได้เพียงใดหรือไม่ เห็นว่า ข้อความตามสัญญาข้อ 4 นี้ มีลักษณะกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระเงินที่โจทก์ได้จ่ายค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 ไปตามเลตเตอร์ออฟเครดิตให้แก่โจทก์ภายในกำหนดเวลาที่ระบุในรายละเอียดแนบท้ายสัญญาทรัสต์รีซีทแต่ละฉบับ และกำหนดให้จำเลยที่ 1 ชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่โจทก์ได้ชำระค่าสินค้าแทนจำเลยที่ 1 กรณีเช่นนี้หากจำเลยที่ 1 ชำระเงินแก่โจทก์ครบถ้วนภายในกำหนดเวลาตามรายละเอียดแนบท้ายสัญญาดังกล่าว ย่อมไม่ถือว่าจำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์

ทั้งในกรณีที่จำเลยที่ 1 ตกเป็นผู้ผิดนัดชำระหนี้แก่โจทก์ ก็มีสัญญาข้อ 7 ระบุถึงการชำระดอกเบี้ยในกรณีผิดนัดไว้อีกข้อหนึ่ง ดังนี้ จึงเห็นได้ว่าสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 นี้ เป็นข้อสัญญาที่ระบุถึงการคิดดอกเบี้ยในช่วงที่จำเลยที่ 1 ไม่ผิดนัดชำระหนี้เท่านั้น ในการเรียกดอกเบี้ยนี้โจทก์ซึ่งเป็นธนาคารพาณิชย์ต้องปฏิบัติตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 มาตรา 14 (2) หากฝ่าฝืนถือว่ามีความผิดที่ต้องรับโทษทางอาญาตาม พ.ร.บ. ฉบับดังกล่าว มาตรา 44 และตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย เรื่อง การกำหนดให้ธนาคารพาณิชย์ปฏิบัติในเรื่องดอกเบี้ยและส่วนลด แต่เมื่อพิจารณาสัญญาทรัสต์รีซีท 14 ฉบับ กับประกาศธนาคารโจทก์

เรื่อง อัตราดอกเบี้ยและส่วนลดในชุดเอกสารหมาย จ. 95 ประกอบกันแล้วปรากฏว่า ตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ดังกล่าวมาข้างต้นระบุให้สิทธิแก่โจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ได้ในอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดภายใต้ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย โดยระบุอัตราดอกเบี้ยในขณะทำสัญญาทรัสต์รีซีท ฉบับที่ 1 เป็นอัตราร้อยละ 18.5 ต่อปี ซึ่งเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญา ตามที่ระบุไว้ในประกาศธนาคารโจทก์จึงเป็นอัตราดอกเบี้ยที่สูงเกินกว่าอัตราสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป ตามประกาศธนาคารโจทก์ดังกล่าว ส่วนสัญญาทรัสต์รีซีทฉบับที่ 2 ถึงที่ 14 ก็ระบุอัตราดอกเบี้ยขณะทำสัญญาไว้ในข้อ 4 เป็นอัตราร้อยละ 19.5 ทุกฉบับ ซึ่งเป็นอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามประกาศธนาคารโจทก์ในชุดเอกสารหมาย

จ. 95 ที่ใช้ในช่วงระยะเวลาดังกล่าว และสูงเกินกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปตามประกาศธนาคารโจทก์ในชุดเอกสารหมาย จ. 95 ในช่วงระยะเวลานั้น ๆ เช่นกัน ข้อสัญญาที่ตกลงในเรื่องอัตราดอกเบี้ยตามสัญญาทรัสต์รีซีทข้อ 4 ดังกล่าวมานี้ จึงตกเป็นโมฆะตาม ป.พ.พ. มาตรา 150 แต่โจทก์ก็ยังมีสิทธิคิดดอกเบี้ยตามข้อตกลงในตั๋วสัญญาใช้เงินได้ และที่ตั๋วสัญญาใช้เงินระบุว่าในกรณีที่จำเลยที่ 1 ไม่ชำระหนี้สินในวันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินตามที่ระบุไว้จำเลยที่ 1 ยินยอมเสียดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยร้อยละ 18.50 ต่อปี สำหรับตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 1 และร้อยละ 19.50 ต่อปี สำหรับตั๋วสัญญาใช้เงินฉบับที่ 2 ถึง 14 นับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินถึงกำหนดใช้เงินจนถึงวันที่ชำระเงินเสร็จแก่โจทก์นั้นเท่ากับเป็นการให้สิทธิโจทก์คิดดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ในอัตราดังกล่าวซึ่งเป็นอัตราสูงสุดที่ธนาคารโจทก์ประกาศกำหนดไว้สำหรับลูกค้าที่ผิดนัดชำระหนี้หรือปฏิบัติผิดเงื่อนไขตามสัญญาในแต่ละช่วงเวลา แต่อัตราดอกเบี้ยดังกล่าวเป็นอัตราดอกเบี้ยที่ปรับสูงขึ้นเพราะเหตุที่จำเลยที่ 1 ผิดนัดชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน

ดังนั้น เงินค่าดอกเบี้ยส่วนที่สูงกว่าที่กำหนดไว้เดิมจึงเป็นการกำหนดค่าเสียหายไว้ล่วงหน้าถือเป็นเบี้ยปรับตาม ป.พ.พ. มาตรา 379 ซึ่งหากสูงเกินส่วนศาลก็มีอำนาจลดลงเป็นจำนวนพอสมควรได้โดยคำนึงถึงทางได้เสียของเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมาย ตาม ป.พ.พ. มาตรา 383 และเมื่อพิเคราะห์ถึงพฤติการณ์ที่ก่อนผิดนัดมีการตกลงอัตราดอกเบี้ยไว้ในอัตราเพียงร้อยละ 10.25 และ 10.50 ต่อปี อันแสดงว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกค้าที่ดีที่ได้รับประโยชน์จากอัตราดอกเบี้ยต่ำ และโจทก์ได้ประโยชน์น้อย แต่จำเลยที่ 1 กลับผิดนัดชำระหนี้อันทำให้ไม่อยู่ในฐานะลูกค้าที่ดีอีกต่อไป สมควรที่โจทก์ควรได้รับดอกเบี้ยจากจำเลยที่ 1 ไม่ต่ำกว่าอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไป

อย่างไรก็ตามการที่โจทก์เรียกดอกเบี้ยระหว่างผิดนัดที่เป็นเบี้ยปรับถึงอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ คือ ร้อยละ 18.50 ต่อปี และร้อยละ 19.50 ต่อปี ซึ่งนับได้ว่าเป็นอัตราที่เพิ่มขึ้นกว่าเดิมมากนั้น โจทก์ก็ไม่นำสืบพยานหลักฐานที่แสดงให้เห็นถึงความเสียหายของโจทก์ที่ควรได้รับดอกเบี้ยที่เป็นเบี้ยปรับสูงเช่นนี้ เมื่อพิเคราะห์ถึงทางได้เสียของโจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ทุกอย่างอันชอบด้วยกฎหมายแล้ว เห็นสมควรให้ลดเบี้ยปรับลงเหลือเท่ากับอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วยหนึ่งในห้าของส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดและอัตราผิดนัดสูงสุด โดยให้ปรับเปลี่ยนอัตราดังกล่าวไปตามประกาศธนาคารแห่งประเทศไทยและประกาศธนาคารโจทก์ที่มีผลบังคับนับแต่วันถัดจากวันครบกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น แต่อัตราดอกเบี้ยหลังวันฟ้องต้องไม่เกินร้อยละ 16.50 ต่อปี ตามคำขอของโจทก์ด้วย

ปัญหาเกี่ยวกับเรื่องดอกเบี้ยซึ่งศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศเห็นสมควรให้ลดลงเพราะเป็นเบี้ยปรับนั้น แม้จำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งเป็นผู้ค้ำประกันไม่ได้อุทธรณ์ แต่เมื่อหนี้ของจำเลยทั้งสามเป็นหนี้ที่ไม่อาจแบ่งแยกได้แล้ว ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศจึงมีอำนาจพิพากษาให้มีผลถึงจำเลยที่ 2 และที่ 3 ซึ่งไม่ได้อุทธรณ์ด้วย การที่ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้จำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์เกี่ยวกับการกำหนดจำนวนหนี้และวิธีการกำหนดอัตราดอกเบี้ยเป็นการไม่ชอบ เพราะหากจำเลยที่ 1 ถามค้านไว้ น่าจะได้ความจริงว่า โจทก์มีสิทธิอันชอบด้วยกฎหมายหรือไม่

เพียงใด ชัดเจน อาจทำให้คำพิพากษาเปลี่ยนไปได้นั้น เห็นได้ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางมิได้มีคำสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์แต่อย่างใด เพียงแต่มีคำสั่งไม่อนุญาตให้เลื่อนการพิจารณาตามที่จำเลยที่ 1 ร้องขอ และข้อที่จำเลยที่ 1 ยกขึ้นอุทธรณ์ว่าศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางไม่ให้โอกาสจำเลยที่ 1 ถามค้านพยานโจทก์ ก็ไม่ถือเป็นการโต้แย้งคำสั่งของศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลางในเรื่องการขอเลื่อนคดีว่าการไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีตามเหตุที่จำเลยที่ 1 อ้างนั้นไม่ชอบอย่างไร อุทธรณ์ข้อนี้ของจำเลยที่ 1 จึงเป็นอุทธรณ์ที่ไม่ชัดแจ้ง ไม่ชอบด้วย พ.ร.บ. จัดตั้งศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศและวิธีพิจารณาคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ พ.ศ. 2539 มาตรา 38 ประกอบด้วย ป.วิ.พ. มาตรา 225 วรรคแรก ศาลฎีกาแผนกคดีทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศไม่รับวินิจฉัย

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้ตามสัญญาขอเปิดเลตเตอร์ออฟเครดิตประกอบกับสัญญาทรัสต์รีซีทและตั๋วสัญญาใช้เงิน ตามสัญญาทั้ง 14 ชุด จากนั้นให้คิดดอกเบี้ยในอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดบวกด้วยหนึ่งในห้าของส่วนต่างระหว่างอัตราดอกเบี้ยสูงสุดสำหรับลูกค้าทั่วไปที่ไม่ผิดนัดและอัตราผิดนัดสูงสุดตามประกาศธนาคารโจทก์ โดยให้ปรับเปลี่ยนไปตามประกาศธนาคารโจทก์ฉบับต่าง ๆ ที่มีผลใช้บังคับในแต่ละช่วงเวลาทั้งที่ประกาศไว้ก่อนวันฟ้องและหลังวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จสิ้น ให้จำเลยทั้งสามใช้ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสองศาลแทนโจทก์ โดยกำหนดค่าทนายความให้รวม 55,000 บาท นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศกลาง.

Matter details

Panel of judges
สุวัฒน์ วรรธนะหทัย · เสริมศักดิ์ ผลัดธุระ · อุดมศักดิ์ นิติมนตรี
Lower court
ศาลทรัพย์สินทางปัญญาและการค้าระหว่างประเทศ - นายสอนชัย สิราริยกุลศาลอุทธรณ์ -
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5190/2546

ในการที่ธนาคารพาณิชย์ประกอบการธนาคารพาณิชย์นั้นต้องปฏิบัติตาม พ.ร.บ. การธนาคารพาณิชย์ พ.ศ. 2505 โดยเฉพาะในการเรียกดอกเบี้ยหรือส่วนลดตาม พ.ร.บ. ดังกล่าวมาตรา 14 (2) บัญญัติให้ธนาคารแห่งประเทศไทยมีอำนาจ…

Supreme Court Judgment No. 3290/2566

ตามสัญญาเงินกู้ ข้อ 4 ระบุว่า "หากผู้กู้ค้างชำระดอกเบี้ยเกินกว่าหนึ่งปี ผู้กู้ยอมให้นำดอกเบี้ยที่ค้างชำระ มารวมกับเงินต้นเดิมเป็นเงินต้นใหม่ และให้คิดดอกเบี้ยจากเงินต้นใหม่นี้ โดยจะคิดทบไปทุกปี จนกว่า…

Supreme Court Judgment No. 1301/2566

การที่โจทก์กับจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นคู่สัญญากู้ยืมตกลงกันเป็นหนังสือให้เอาดอกเบี้ยที่ค้างชำระไม่น้อยกว่าหนึ่งปีทบเข้ากับต้นเงินแล้วให้คิดดอกเบี้ยในจำนวนเงินที่ทบเข้ากันนั้น เป็นข้อตกลงที่มีผลใช้บังคับได้…

Supreme Court Judgment No. 7123/2561

ตาม ป.พ.พ. มาตรา 377 บัญญัติว่า เมื่อเข้าทำสัญญา ถ้าได้ให้สิ่งใดไว้เป็นมัดจำท่านให้ถือว่าการที่ให้มัดจำนั้นย่อมเป็นพยานหลักฐานว่าสัญญานั้นได้ทำกันขึ้นแล้ว อนึ่ง มัดจำนี้ย่อมเป็นประกันการปฏิบัติตามสัญญ…

Supreme Court Judgment No. 6165/2552

สัญญาข้าราชการไปศึกษาต่อภายในประเทศภาคปกติ ข้อ 7 ระบุว่า จำเลยที่ 1 ยอมชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของจำนวนเงินที่ยังค้างชำระซึ่งเข้าเกณฑ์เป็นกรณีที่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้อาจเรียกดอกเบี้ยได้สูงกว…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up