Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8001/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างออกแบบผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้สารกันน้ำซึม และฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้งานได้หรือไม่ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ชำรุดบกพร่อง อันมีอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องให้รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือออกแบบและควบคุมงานผิดพลาดซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 สัญญาจ้างทั้งสองฉบับระบุเรียกชื่อคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ ส่วนการจัดองค์กรทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเองเป็นเรื่องภายในกลุ่มของจำเลยเองไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ได้ ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของมาสติคแอสฟัลท์อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุณหภูมิที่จะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปเพราะประเทศไทยมีอากาศร้อนและพื้นผิวสะพานที่ออกแบบไว้เป็นเหล็กอากาศร้อนย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิวสะพานที่ทำด้วยเหล็กสูงขึ้นจนทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ศึกษาโดยละเอียดถึงคุณสมบัติของมาสติคแอสฟัลท์ ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานมีหน้าที่ต้องตรวจสอบงานแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติคแอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดี เมื่อผู้รับเหมาทักท้วงก็หาได้รีบทำการตรวจสอบหรือทดสอบให้ได้ความจริง แต่กลับยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติคแอสฟัลท์จนผู้รับเหมาต้องทักท้วงหลายครั้ง จึงได้ทำการทดสอบและยอมรับว่าไม่เหมาะสม ย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่องไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้าง จำเลยจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น

Provisions the court ruled on

ป.พ.พ. Section 193/30 ป.พ.พ. Section 386 ป.พ.พ. Section 601 ป.พ.พ. Section 70 ป.พ.พ. Section 75 ป.พ.พ. Section 204 ป.พ.พ. Section 222 ป.พ.พ. Section 291 ป.วิ.พ. Section 55 ป.วิ.พ. Section 172 ป.วิ.พ. Section 245 ป.วิ.พ. Section 247 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 Section 2 ประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ 290 Section 17

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้บังคับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย 31,821,821.80 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าว โดยจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 8 มีนาคม 2531จนถึงวันฟ้อง 8,068,157.71 บาท จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระดอกเบี้ยนับแต่วันที่ 20 เมษายน 2531 จนถึงวันฟ้อง 7,783,087.22 บาท และให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระดอกเบี้ยในต้นเงิน 31,821,821.80 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบร่วมกับจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานชำระค่าเสียหาย139,937,235.79 บาท

พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2531 จนถึงวันฟ้อง 28,745,440.61 บาท และชำระดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 139,937,235.79 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ชำระเงินค้ำประกันและดอกเบี้ยร่วมกับจำเลยที่ 1 จำนวน 5,131,928.99 บาทพร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงิน 5,106,397.01 บาทนับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 7 ให้การขอให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2 ถึงที่ 6 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน 139,937,235.79 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี

นับแต่วันที่ 2ธันวาคม 2531 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 7 ในฐานะผู้ค้ำประกันร่วมรับผิดชำระเงิน 5,131,928.99 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินค้ำประกัน 5,106,397.01 บาท นับถัดจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โจทก์และจำเลยที่ 1 อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 6 ร่วมกันชำระเงิน171,759,057.59 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จ โดยให้จำเลยที่ 7 ร่วมรับผิดกับจำเลยที่ 1 ชำระเงิน5,106,397.01 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันฟ้องจนถึงวันที่จำเลยที่ 7 นำเงินมาวางศาล นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 1 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"โจทก์ได้ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานพระราม 9 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 โจทก์ทำสัญญาว่าจ้างผู้รับเหมาก่อสร้างดำเนินการก่อสร้างสะพานพระราม 9 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.3 เมื่อดำเนินการถึงขั้นตอนปูพื้นผิวจราจรชั้นใช้สารกันน้ำซึม ผู้รับเหมาได้ทักท้วงว่ามาสติค แอสฟัลท์ที่วิศวกรผู้ออกแบบกำหนดไม่เหมาะสมในการใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงได้เห็นชอบให้โจทก์เปลี่ยนมาใช้สารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. แทน โจทก์จึงจ้างบริษัท ซี ไอ เอส ปารีส จำกัด และบริษัทเพอร์เฟคบิลท์ จำกัด ร่วมกันปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู แทน หลังจากนั้นผู้รับเหมาได้ปูพื้นผิวจราจรด้วยแอสฟัลท์ติค คอนกรีตบนสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. จนเสร็จ แต่เมื่อโจทก์เปิดทดลองใช้สะพานไปได้ประมาณ 1 เดือน เกิดความชำรุดที่พื้นผิวจราจรหลายแห่งโจทก์ได้ซ่อมแซมแล้วเสร็จ

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อแรกว่าฟ้องของโจทก์เคลือบคลุมหรือไม่ เห็นว่าฟ้องของโจทก์ได้บรรยายโดยแจ้งชัดซึ่งสภาพแห่งข้อหาและข้ออ้างที่อาศัยเป็นหลักแห่งข้อหาแล้วว่าโจทก์ทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบสะพานช่วงยาวข้ามแม่น้ำเจ้าพระยา(สะพานพระราม 9) ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 1และทำสัญญาว่าจ้างจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานให้ร่วมกันควบคุมการก่อสร้างสะพานตามที่วิศวกรผู้ออกแบบได้ออกแบบไว้ ตามสัญญาจ้างเอกสารท้ายฟ้องหมายเลข 2 แล้วโจทก์ยังบรรยายด้วยว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญาคือมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพออกแบบให้ปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค

แอสฟัลท์ ไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานพระราม 9 เนื่องจากพื้นผิวสะพานเป็นโครงเหล็กมีอุณหภูมิสูงถึง60 องศาเซนติเกรด ซึ่งจะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัว พื้นผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกตัวในที่สุด และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานก็ไม่ได้ปฏิบัติตามข้อผูกพันในสัญญา คือมิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้ในงานก่อสร้างได้ดีหรือไม่ เป็นเหตุให้โจทก์ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์ มาเป็น ที.อี.ยู. ตามคำแนะนำของวิศวกรผู้ควบคุมงานโดยเสียค่าใช้จ่ายในการปูสารกันน้ำซึม ที.อี.ยู. เป็นเงิน35,976,493.50 บาท

เกินกว่าที่ปูด้วยสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์31,821,821.80 บาท และหลังจากเปิดทดลองใช้สะพานพระราม 9ปรากฏว่าระบบพื้นผิวจราจรชำรุดเสียหายอย่างมาก ในที่สุดต้องรื้อพื้นผิวจราจรออกทั้งหมดและทำพื้นผิวจราจรโดยใช้สารกันน้ำซึมใหม่เสียค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ตลอดจนค่าขาดประโยชน์รวมเป็นเงิน139,937,235.79 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 171,759,057.59 บาทซึ่งเหตุแห่งความเสียหายดังกล่าวเกิดจากความบกพร่องของวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานที่ต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ ฟ้องของโจทก์จึงได้บรรยายโดยแจ้งชัดถึงข้ออ้างที่จำเลยที่ 1 จะต้องรับผิดต่อโจทก์แล้ว ส่วนที่โจทก์ขอให้จำเลยที่ 1 รับผิดในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดทั้งสองฐานะตามข้อผูกพันของสัญญาแต่ละฉบับซึ่งมีความรับผิดแตกต่างกัน

หาใช่เป็นการซ้ำซ้อนไม่ สำหรับรายละเอียดเกี่ยวกับการซ่อมแซมที่โจทก์ไม่ได้บรรยายว่าใช้วัสดุชนิดใดเป็นเพียงรายละเอียดที่โจทก์สามารถนำสืบในชั้นพิจารณาได้ ฟ้องของโจทก์จึงไม่เคลือบคลุมฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 2 ว่า โจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะผู้ว่าการของโจทก์ฟ้องคดีโดยคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยมิได้มอบหมายหรือมีมติให้ฟ้องเป็นการขัดกับประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 นั้น เห็นว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลตามประกาศของคณะปฏิวัติฉบับที่ 290 ข้อ 2 ประกาศของคณะปฏิวัติฉบับดังกล่าวไม่ได้บัญญัติว่า การฟ้องคดีโดยผู้ว่าการของโจทก์จะต้องได้รับมอบหมายหรือได้รับมติจากคณะกรรมการการทางพิเศษแห่งประเทศไทยแต่อย่างใดเพียงแต่บัญญัติไว้ในข้อ 17 ว่า

"ในกิจการที่เกี่ยวกับบุคคลภายนอกผู้ว่าการเป็นผู้กระทำในนามของการทางพิเศษแห่งประเทศไทย และเป็นผู้กระทำแทนการทางพิเศษแห่งประเทศไทย..." ซึ่งหมายถึงว่าผู้ว่าการเป็นผู้แทนโจทก์ในการกระทำกิจการต่าง ๆ เมื่อโจทก์ได้รับความเสียหายจากการผิดสัญญาของจำเลยทั้งเจ็ด ผู้ว่าการซึ่งเป็นผู้แทนของนิติบุคคลย่อมมีอำนาจฟ้องคดีแทนโจทก์ได้ ทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 70 วรรคสอง (มาตรา 75 เดิม)ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 3 ว่า ฟ้องของโจทก์ขาดอายุความหรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ให้รับผิดในมูลผิดสัญญาจ้างทำของ ต้องนำอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 600 และ 601 มาใช้บังคับ

สำหรับความรับผิดในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ โจทก์ได้รับมอบงานตั้งแต่วันที่ 18 มีนาคม2526 ตามเอกสารหมาย ล.8 และโจทก์ทราบถึงการชำรุดบกพร่องดังกล่าวก่อนวันที่ 21 พฤษภาคม 2530 อันเป็นวันที่โจทก์มีหนังสือถึงวิศวกรผู้ออกแบบให้รับผิดชอบในการออกแบบที่ผิดพลาดตามเอกสารหมายจ.22 ลำดับ 87 ส่วนความรับผิดในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงาน จำเลยที่ 1ส่งมอบงานตั้งแต่วันที่ 18 พฤศจิกายน 2530 ตามเอกสารหมาย จ.22ลำดับ 73, 89, 91, 92 โจทก์ทราบถึงเหตุแห่งการชำรุดบกพร่องในวันที่ 29ธันวาคม 2530 แต่โจทก์ฟ้องเมื่อวันที่ 24 กรกฎาคม 2534 จึงขาดอายุความ 1 ปี แล้วนั้น เห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพ

ทำให้ออกแบบผิดพลาดเกี่ยวกับการใช้สารกันน้ำซึมซึ่งไม่เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานพระราม 9 เนื่องจากพื้นผิวสะพานเป็นโครงเหล็กมีอุณหภูมิสูง ทำให้เกิดความเสียหายขึ้นและฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานปฏิบัติผิดสัญญาจ้างโดยมิได้ใช้ความรู้ความสามารถให้เป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพคือ มิได้ตรวจสอบแบบและข้อกำหนดเกี่ยวกับสารกันน้ำซึมและวัสดุพื้นผิวจราจรที่ใช้ในการก่อสร้างว่าถูกต้องสามารถนำไปใช้งานได้หรือไม่ ทำให้เกิดความเสียหายขึ้น ฟ้องของโจทก์จึงไม่ใช่การฟ้องเรียกค่าเสียหายเพื่อการที่ทำชำรุดบกพร่องอันมีอายุความ 1 ปีตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 601 แต่เป็นการฟ้องให้จำเลยที่ 1 รับผิดเนื่องจากการผิดสัญญาจ้างธรรมดาคือ

ออกแบบและควบคุมงานผิดพลาดซึ่งเป็นกรณีที่ไม่มีกฎหมายบัญญัติเรื่องอายุความไว้โดยเฉพาะ จึงต้องใช้อายุความทั่วไปคือ 10 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/30 ฟ้องของโจทก์จึงหาขาดอายุความไม่ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 4 ว่า จำเลยที่ 1ถึงที่ 4 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการออกแบบสะพานพระราม 9 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จะต้องร่วมรับผิดต่อโจทก์ในการควบคุมงานก่อสร้างสะพานพระราม 9 หรือไม่ โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า งานออกแบบก่อสร้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ได้แบ่งงานกันเป็นส่วน ๆ ตามความสามารถของวิศวกรแต่ละคนงานออกแบบสะพานช่วงยาวเป็นผลงานการออกแบบของจำเลยที่ 4แต่ผู้เดียว

จำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงเป็นผู้ให้การสนับสนุนทางด้านเทคนิคและทรัพยากรเท่าที่มีอยู่ในประเทศไทย และงานควบคุมการก่อสร้างตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ก็มีการแบ่งงานเป็นส่วน ๆ การควบคุมงานก่อสร้างสะพานช่วงยาวเป็นหน้าที่ในความรับผิดชอบของจำเลยที่ 5 และที่ 6 ส่วนจำเลยที่ 1 มีหน้าที่เพียงรับผิดชอบเฉพาะงานทางแยกต่างระดับที่ถนนสุขสวัสดิ์นั้น เห็นว่า สัญญาจ้างตามเอกสารหมาย จ.1 และ จ.2ทำขึ้นระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และระหว่างโจทก์กับจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามลำดับ โดยในหน้า 1 ของสัญญาทั้งสองฉบับระบุไว้ชัดเจนว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย

จ.2 จะร่วมกันทำงานและร่วมรับผิดชอบตามข้อกำหนดในสัญญา และในสัญญาทั้งสองฉบับดังกล่าวก็ไม่มีข้อความตอนใดแบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนไว้ แต่กลับเรียกชื่อคู่สัญญาฝ่ายจำเลยทุกคนรวมกันว่า "วิศวกร" ซึ่งบ่งบอกถึงหน้าที่และความรับผิดชอบที่ต้องร่วมกันรับผิดต่อโจทก์ส่วนการจัดองค์กรการทำงานระหว่างจำเลยด้วยกันเองตามที่ปรากฏในเอกสารหมาย ล.3 และ ล.11 เป็นเรื่องภายในกลุ่มของจำเลยเองไม่อาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้แบ่งแยกความรับผิดของจำเลยแต่ละคนต่อโจทก์ได้ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 5 ถึงข้อ 7 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบ และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานจะต้องร่วมกันรับผิดในความเสียหายของระบบพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติคแอสฟัลท์เป็น

ที.อี.ยู.หรือไม่เพียงใด ในข้อนี้ปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 ว่าจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบมีหน้าที่และความรับผิดชอบที่จะต้องใช้ความรู้ทั้งทางเทคนิคและทางเศรษฐศาสตร์อย่างดีที่สุด และเป็นไปตามมาตรฐานทางด้านวิชาชีพวิศวกรด้วยความชำนาญ เอาใจใส่ขยันหมั่นเพียร และจะต้องดำเนินการให้เป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากที่สุดในการออกแบบสะพานให้สามารถก่อสร้างและใช้งานได้เป็นอย่างดี และปรากฏตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2 ว่า จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6ในฐานะวิศวกรผู้ควบคุมงานมีหน้าที่และความรับผิดชอบในงานควบคุมการก่อสร้างที่ต้องใช้ความรู้ทางวิชาการวิศวกรรม เศรษฐศาสตร์ และวิชาชีพอื่นที่เกี่ยวข้องอย่างดีที่สุดให้เป็นไปตามมาตรฐานที่ยอมรับกันทางด้านวิชาชีพนานาชนิด

ต้องดำเนินงานด้วยความชำนาญเอาใจใส่ขยันหมั่นเพียร และเป็นประโยชน์ต่อโจทก์มากที่สุด โดยต้องตรวจสอบแบบก่อสร้าง ข้อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ ที่ใช้ในการก่อสร้าง เพื่อให้เกิดความถูกต้องสมบูรณ์ นำไปใช้ในงานก่อสร้างได้สัมฤทธิ์ผลตามความมุ่งหมาย ในกรณีที่ปรากฏข้อผิดพลาดในการออกแบบ ต้องเสนอแนะต่อโจทก์ในการแก้ไขเปลี่ยนแปลงแบบ และข้อกำหนดรายละเอียดต่าง ๆ จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ได้ออกแบบในส่วนของผิวจราจรบนสะพานเป็นเหล็กแผ่นเรียบ โดยต้องทำความสะอาดขัดสนิมออกจนได้มาตรฐานแล้วจึงฉาบด้วยสารรองพื้นประเภทยางมะตอยหลังจากฉาบพ่นสารรองพื้นแล้วต้องปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์หนา 8 มิลลิเมตร แล้วปูผิวด้วยแอสฟัลท์ติคคอนกรีต 2 ชั้น

หนารวม 7 เซนติเมตร คือ ชั้นที่ 1 ชั้นรองพื้นทางหนา 3.5 เซนติเมตร ชั้นที่ 2 ชั้นผิวทางหนา 3.5 เซนติเมตร ต่อมาเมื่อการก่อสร้างดำเนินมาถึงชั้นปูผิวทาง ผู้รับเหมาได้ทักท้วงต่อจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 หลายครั้งว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ที่ออกแบบไว้ไม่เหมาะสมกับผิวสะพานที่เป็นเหล็ก ในระยะแรกวิศวกรของจำเลยที่ 1ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ยืนยันให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ แต่ต่อมาภายหลังจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ต่างยอมรับว่า มาสติคแอสฟัลท์ไม่สามารถใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานได้ จึงได้มีการตกลงให้เปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากชนิดมาสติค แอสฟัลท์ เป็นทาร์ อีป๊อกซี่ ยูรีเทนหรือ ที.อี.ยู. โดยโจทก์ต้องแก้ไขสัญญากับผู้รับเหมา

เสียค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนมาใช้สาร ที.อี.ยู. เป็นเงิน 35,976,493.50 บาท ค่าใช้จ่ายในการปูสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์ เดิมเป็นเงิน 4,154,671.70 บาทโจทก์ต้องเสียค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 31,821,821.80 บาท หลังจากปูพื้นผิวจราจรเสร็จและเปิดใช้สะพานพระราม 9 ได้ประมาณ 1 เดือน พื้นผิวจราจรแตกร้าวเสียหาย โจทก์ได้ทำการซ่อมแซมและว่าจ้างผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบและสรุปหาสาเหตุของความเสียหาย รวมทั้งออกแบบควบคุมการรื้อและปูผิวจราจรโดยใช้สารกันน้ำซึมใหม่ เสียค่าใช้จ่ายในการนี้เป็นเงินรวม 139,937,235.79 บาท รวมค่าเสียหายทั้งสิ้น 171,759,057.59บาท เห็นว่า ในฐานะวิศวกรผู้ออกแบบจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จะต้องศึกษาถึงคุณสมบัติของวัสดุที่จะนำมาใช้ในการก่อสร้างเพื่อให้งานก่อสร้างสำเร็จลุล่วงใช้ประโยชน์ได้สูงสุด

การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ออกแบบให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์เป็นสารกันน้ำซึมบนพื้นผิวสะพานที่เป็นเหล็กนั้นจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ควรที่จะศึกษาถึงคุณสมบัติของมาสติค แอสฟัลท์อย่างละเอียด โดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับอุณหภูมิที่จะทำให้มาสติคแอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูป เพราะประเทศไทยมีอากาศร้อนและพื้นผิวสะพานที่ออกแบบไว้ก็เป็นเหล็ก อากาศร้อนย่อมมีโอกาสที่จะทำให้ความร้อนที่สะสมบนพื้นผิวสะพานที่ทำด้วยเหล็กสูงขึ้นจนทำให้มาสติค แอสฟัลท์อ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูปได้ข้อเท็จจริงปรากฏจากทางพิจารณาว่า จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 มิได้ศึกษาโดยละเอียดถึงคุณสมบัติของมาสติค แอสฟัลท์ ซึ่งเห็นได้จากการที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ตอบคำถามของผู้รับเหมาเกี่ยวกับข้อกำหนดทางเทคนิคของมาสติคแอสฟัลท์ว่าอุณหภูมิที่ทำให้มาสติค

แอสฟัลท์ เปลี่ยนรูปอยู่ที่ 90 ถึง140 องศาเซนติเกรด ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.3 เล่มที่ 3 หน้า 2ของ CLARIFICATION NO.3 และโจทก์ถ่ายสำเนาไว้ตามเอกสารหมายจ.22 ลำดับ 3 หน้า 3 แต่เมื่อผู้รับเหมาทักท้วงต่อจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 ว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่เหมาะสมที่จะใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานพระราม 9 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ก็หาได้รีบทำการตรวจสอบหรือทดสอบให้ได้ความจริง แต่กลับยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ จนผู้รับเหมาต้องทักท้วงหลายครั้งจึงได้ทำการทดสอบและยอมรับว่ามาสติค แอสฟัลท์ไม่สามารถใช้เป็นวัสดุกันน้ำซึมบนสะพานพระราม 9 ได้ ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22ลำดับ 35 ซึ่งเป็นคำแปลโทรสารลงวันที่ 6 มีนาคม 2530 ของจำเลยที่ 4นอกจากนั้นหัวหน้าวิศวกรประจำจำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 ยังมีหนังสือลงวันที่ 29 เมษายน 2530 ถึงนายศิวะ

เจริญพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการของโจทก์ มีข้อความเกี่ยวกับความเหมาะสมของมาสติค แอสฟัลท์ ว่า"ความไม่แน่ใจทั่ว ๆ ไป เกี่ยวกับความเหมาะสมของวัสดุตามข้อกำหนดเดิมได้รับการยืนยันจากผู้เชี่ยวชาญ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง TEERBAUผู้ซึ่งมีประสบการณ์เกี่ยวกับการใช้วัสดุนี้ตามข้อกำหนด MERK BLATTในยุโรป ได้พิจารณาแล้วว่าอุณหภูมิที่เป็นไปได้ที่ผิวจะขึ้นสูงถึง 45องศาเซนติเกรด สำหรับยุโรป และ 60 องศาเซนติเกรด สำหรับกรุงเทพ-มหานคร การทดสอบการไหล (CREEP TEST) พบว่ามีอุณหภูมิ 60องศาเซนติเกรด ความเป็นไปได้มีมาสติค แอสฟัลท์จะไหลจะเพิ่มขึ้นสูงถึง600% จากที่อุณหภูมิ 45 องศาเซนติเกรด ดังนั้น เมื่อพิจารณาถึงการรับน้ำหนักและความลาดชันของสะพานข้ามแม่น้ำเจ้าพระยาในกรุงเทพ-มหานครแล้ว เป็นความเสี่ยงที่ไม่สามารถยอมรับได้ของการอ่อนตัวของมาสติค

แอสฟัลท์ซึ่งจะทำให้ผิวทางเกิดเป็นคลื่นอย่างรุนแรงและแตกในที่สุด ซึ่งเหตุการณ์นี้อาจเกิดขึ้นในฤดูร้อนแรกของการเปิดใช้งาน"ปรากฏตามเอกสารหมาย จ.22 ลำดับ 71 ดังนั้น การที่จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4ออกแบบให้ใช้สารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์โดยไม่ได้ศึกษาให้ดีเกี่ยวกับคุณสมบัติที่แท้จริงของวัสดุ โดยเฉพาะอุณหภูมิที่จะทำให้วัสดุนั้นอ่อนตัวหรือเปลี่ยนรูป รวมทั้งการคำนวณเกี่ยวกับความร้อนสะสมของโครงสร้างสะพานที่เป็นเหล็กในประเทศที่มีอากาศร้อนเช่นประเทศไทยว่าสมควรจะใช้วัสดุนั้นเป็นสารกันน้ำซึมหรือไม่ ย่อมเป็นความผิดพลาดบกพร่อง ไม่ใช้ความรู้ความสามารถตามมาตรฐานวิชาชีพตามที่กำหนดไว้ในสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.1 จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้น

ส่วนจำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 ซึ่งเป็นวิศวกรผู้ควบคุมงาน มีหน้าที่ต้องตรวจสอบแบบของวิศวกรผู้ออกแบบตั้งแต่แรกด้วยความระมัดระวังว่าสารกันน้ำซึมชนิดมาสติค แอสฟัลท์เหมาะสมที่จะใช้กับสะพานที่มีพื้นผิวเป็นเหล็กหรือไม่ แต่กลับไม่ทำการตรวจสอบให้ดีแม้ผู้รับเหมาจะได้ทักท้วงครั้งแรกตั้งแต่วันที่ 24 กรกฎาคม 2529 ตามเอกสารหมาย จ.22 ลำดับ 5 แต่วิศวกรผู้ควบคุมงานก็ยังคงยืนยันในระยะแรกให้ใช้มาสติค แอสฟัลท์ และให้ผู้รับเหมาส่งตัวอย่างวัสดุพร้อมแผนงานเพื่อตรวจสอบ จนกระทั่งเดือนกุมภาพันธ์ 2530 จึงได้มีความเห็นว่ามาสติค แอสฟัลท์ยังคงเป็นสารกันน้ำซึมได้ เพียงแต่ต้องปรับปรุงบ้างและในเดือนเมษายน 2530 จึงยอมรับว่ามาสติค

แอสฟัลท์ไม่เหมาะสม รวมระยะเวลาที่เสียไปถึง 9 เดือน ทำให้เกิดความล่าช้าแก่โครงการก่อสร้างโดยเฉพาะระยะเวลาการทดสอบหาสารกันน้ำซึมชนิดใหม่ที่มีคุณภาพเหมาะสม ถือได้ว่าจำเลยที่ 1 ที่ 3ที่ 5 และที่ 6 บกพร่องต่อหน้าที่ตามสัญญาจ้างเอกสารหมาย จ.2จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5 และที่ 6 จึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นเช่นกันสำหรับความรับผิดในความเสียหายของระบบพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 รวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนวัสดุกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์มาเป็น ที.อี.ยู. นั้น เห็นว่า การว่าจ้างให้จำเลยที่ 1 ถึงที่ 4 เป็นวิศวกรผู้ออกแบบและให้จำเลยที่ 1 ที่ 3 ที่ 5และที่ 6 เป็นวิศวกรผู้ควบคุมงานนั้นมุ่งประสงค์ให้การก่อสร้างสะพานสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้ตามความมุ่งหมาย

การที่วิศวกรผู้ออกแบบผิดพลาดบกพร่องและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็บกพร่องในการตรวจสอบแบบและควบคุมงานดังที่ได้วินิจฉัยไว้แล้วเป็นเหตุให้ต้องเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจากมาสติค แอสฟัลท์มาเป็น ที.อี.ยู. โดยความเห็นชอบของวิศวกรดังกล่าว แต่ทั้งวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานซึ่งทราบดีถึงปัญหาที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้แล้วก็มิได้ทำการทดสอบให้แน่ชัดว่าคุณภาพของสาร ที.อี.ยู. สามารถใช้งานได้ดีก่อนทำการปูพื้นผิวสะพานทั้งหมดเพราะเมื่อทำการทดสอบปูสาร ที.อี.ยู. และแอสฟัลท์ติค คอนกรีตซึ่งเป็นชั้นรองพื้นทาง และชั้นผิวทางแล้วปรากฏว่าแอสฟัลท์ติค คอนกรีตไม่มีแรงยึดติดกับสาร ที.อี.ยู. วิศวกร ผู้ควบคุมงานจึงให้เพิ่มส่วนผสมของยางมะตอยให้มากขึ้น

ผู้รับเหมาก่อสร้างได้ทักท้วงว่าอากาศร้อนจะทำให้ผิวทางเกิดการเยิ้มไหล วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานก็มิได้ทำการแก้ไข ส่วนผสมและทดสอบให้เกิดความมั่นใจว่าจะใช้งานได้ดีในสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยแต่กลับสั่งให้ปูพื้นผิวไปจนเสร็จ ปรากฏว่าเมื่อเปิดใช้สะพานได้ประมาณ 1 เดือน พื้นผิวก็เกิดความเสียหาย ซึ่งนายริชาร์ด อี รูท ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการทดสอบออกแบบผลิตภัณฑ์ยางมะตอยที่โจทก์จ้างมาตรวจสอบและสรุปหาสาเหตุของความเสียหายเบิกความว่า สาเหตุที่พื้นผิวจราจรแตกเนื่องจากการเคลื่อนตัวของชั้น ที.อี.ยู. ทั้งสองชั้น และการเคลื่อนตัวของชั้น ที.อี.ยู. กับชั้นรองผิวทาง ผิวจราจรบิดตัวเสียหายเนื่องจากส่วนผสมของแอสฟัลท์ของชั้นผิวทางกับชั้นรองผิวทางไม่เหมาะสมเป็นเหตุให้ผิวจราจรบิดตัวและน้ำยางล้นออกมาบนผิวทาง

วิธีการแก้ไขจะต้องรื้อวัสดุที่อยู่เหนือพื้นผิวเหล็ก (STEEL DECK) ออกทั้งหมดแล้วใช้วัสดุใหม่ในการก่อสร้าง ดังนั้น เห็นได้ว่าสาเหตุของความเสียหายทั้งหมดเกิดจากความบกพร่องในการออกแบบและควบคุมงานเกี่ยวกับการใช้วัสดุก่อสร้างที่มีคุณภาพไม่เหมาะสมแก่การใช้งาน วิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานจึงต้องรับผิดต่อโจทก์ในความเสียหายที่เกิดขึ้นรวมทั้งค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นในการเปลี่ยนสารกันน้ำซึมจำนวน31,821,821.80 บาท ด้วย ที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า การที่ผู้ออกแบบเลือกใช้มาสติค แอสฟัลท์ เป็นสารกันน้ำซึมเนื่องจากเป็นวัสดุที่มีความเหมาะสมที่สุดในขณะออกแบบและผู้ออกแบบไม่มีหน้าที่ตามสัญญาที่จะต้องคิดค้นหรือประดิษฐ์วัสดุใด

ๆ ขึ้นใหม่เพื่อใช้งานนั้น เห็นว่า การที่ผู้ออกแบบจะเลือกใช้วัสดุใดในการก่อสร้าง ผู้ออกแบบควรที่จะต้องทราบถึงคุณสมบัติของวัสดุนั้นว่าใช้งานได้ดีหรือไม่ หากไม่แน่ใจก็ควรจะทดสอบให้ได้ผลเป็นที่น่าพอใจก่อนที่จะกำหนดให้ใช้วัสดุนั้น การกำหนดใช้วัสดุให้ถูกต้องกับการคิดค้นประดิษฐ์วัสดุขึ้นใหม่เป็นคนละเรื่องกัน เมื่อจำเลยที่ 1รับออกแบบจำเลยที่ 1 ก็ต้องกำหนดหรือหาวัสดุที่จะใช้งานได้กับแบบที่ออกมา กล่าวคือ เมื่อจำเลยที่ 1 ออกแบบโครงสร้างและพื้นผิวสะพานเป็นเหล็ก จำเลยที่ 1 ก็ต้องกำหนดหรือหาวัสดุที่จะใช้ปูพื้นผิวสะพานที่เป็นเหล็กให้ใช้งานได้ หากไม่สามารถหาวัสดุดังกล่าวได้เพราะไม่มีในประเทศไทยหรือไม่มีเวลาเพียงพอที่จะทำการทดสอบการใช้งานจำเลยที่ 1ก็จะต้องแจ้งให้โจทก์ทราบและปรึกษาหาทางแก้ไข

มิใช่กำหนดวัสดุหรือเปลี่ยนแปลงวัสดุโดยเพียงแต่เข้าใจว่าน่าจะใช้งานได้หรือทำการทดสอบผิวเผินแล้วทำการก่อสร้างไปจนเกิดความเสียหายขึ้น ซึ่งไม่อาจทำให้จำเลยที่ 1 พ้นความรับผิดได้ และที่จำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์พิจารณาเลือกสรร ที.อี.ยู. เพราะราคาถูกกว่า บริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. รับประกันผลงาน5 ปี จึงมีเหตุผลสำคัญอย่างเพียงพอให้วิศวกรตัดสินใจไม่คัดค้าน และเมื่อเกิดความเสียหายขึ้น โจทก์ไม่ใช้สิทธิตามหนังสือรับประกันให้บริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. ใช้ค่าเสียหาย โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้วิศวกรรวมถึงจำเลยที่ 1 ชดใช้ค่าเสียหายนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 มีหน้าที่ออกแบบและควบคุมงานให้งานก่อสร้างสัมฤทธิ์ผลใช้งานได้

เมื่อการออกแบบกำหนดให้ใช้สารกันน้ำซึมครั้งแรกไม่ถูกต้องแล้วมีการเปลี่ยนมาใช้สาร ที.อี.ยู.โดยวิศวกรผู้ออกแบบและวิศวกรผู้ควบคุมงานเห็นชอบโดยไม่ตรวจสอบหรือทดสอบให้แน่ชัดเสียก่อน จึงไม่อาจอ้างเหตุว่าโจทก์เป็นคนเลือกสรรที.อี.ยู. และมีการรับประกันโดยบริษัทผู้ผลิตเพื่อให้ตนเองพ้นผิดได้ส่วนการที่โจทก์ไม่เรียกร้องค่าเสียหายจากบริษัทผู้ผลิต ที.อี.ยู. นั้นก็เป็นสิทธิในส่วนของโจทก์ไม่เกี่ยวกับความรับผิดของจำเลยที่ 1 ที่ต้องรับผิดต่อโจทก์อยู่แล้ว ที่จำเลยที่ 1 อ้างว่าโจทก์ละเลยเปิดโอกาสให้รถบรรทุกหนักเกินอัตราที่กฎหมายกำหนดมาใช้เส้นทางสะพานพระราม 9 ทำให้เกิดความเสียหายแก่พื้นผิวจราจรนั้น เห็นว่า จำเลยที่ 1 ทราบดีว่าการออกแบบสะพานนั้นมีข้อกำหนดจำเพาะให้รับน้ำหนักยานพาหนะหนัก60 ตัน และน้ำหนักรถบรรทุก 10 ล้อ ในเมืองไทยเท่าที่พบหนักมากที่สุดเพียง 40 ตัน ตามที่ปรากฏในมาตรฐานการออกแบบและการวิเคราะห์เอกสารหมาย

จ.103 หน้า 2 จำเลยที่ 1 จึงมิได้ยกขึ้นต่อสู้ในคำให้การจึงเป็นข้อที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้น ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย ส่วนการแข่งขันวิ่งมาราธอนบนสะพานนั้นน้ำหนักจำนวนคนหลายหมื่นคนไม่น่าจะทำให้พื้นผิวบนสะพานเสียหาย เพราะน้ำหนักจำนวนคนย่อมจะน้อยกว่าน้ำหนักรถบรรทุกซึ่งวิ่งบนสะพานเต็มเนื้อที่อีกทั้งไม่ปรากฏความเสียหายหลังจากการวิ่งมาราธอน แต่ความเสียหายเกิดขึ้นหลังจากเปิดใช้สะพานได้ประมาณ 1 เดือน ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 1ฟังไม่ขึ้นมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 1 ข้อ 8 ว่า โจทก์ได้รับความเสียหายเพียงไร โดยจำเลยที่ 1 ฎีกาว่า โจทก์ไม่เคยปิดซ่อมแซมผิวจราจรทั้งหมด โจทก์จึงไม่ขาดรายได้เลย

ทั้งส่วนที่เสียหายมีเพียง250 ตารางเมตร ตารางเมตรละ 1,000 บาท ค่าเสียหายจึงไม่เกิน250,000 บาท โจทก์ไม่สามารถพิสูจน์เนื้อที่ของความเสียหายที่แท้จริงเอกสารหมาย ล.5 แสดงให้เห็นว่าพื้นผิวจราจรมีเพียง 18,750 ตารางเมตรการที่โจทก์ดำเนินการรื้อก่อสร้างใหม่มากกว่าส่วนที่เสียหายจริง 250ตารางเมตร จำเลยที่ 1 ไม่ต้องรับผิดในส่วนที่เกินนั้น เห็นว่า แม้โจทก์จะไม่ได้ปิดการจราจรทั้งหมดระหว่างซ่อมแซมผิวจราจร แต่การซ่อมแซมผิวจราจรโดยปิดการจราจรเพียงบางช่องย่อมทำให้การจราจรติดขัด ผู้ใช้เส้นทางซึ่งไม่ได้รับความสะดวกเท่าที่ควรย่อมจะหลีกเลี่ยงการใช้เส้นทางนั้น และโจทก์ต้องซ่อมแซมพื้นผิวสะพานตลอดมาจนกระทั่งปี 2538 ก็ยังไม่แล้วเสร็จ ที่ศาลล่างทั้งสองวินิจฉัยเชื่อว่าความเสียหายแท้จริงส่วนนี้มากกว่าที่โจทก์ขอมา 30,000,000 บาท จึงกำหนดให้ตามขอนั้นชอบแล้ว

ส่วนพื้นที่ความเสียหายนั้นได้ความจากคำเบิกความของนายประเสริฐ สอนบุตรนาค ซึ่งเป็นวิศวกรควบคุมการก่อสร้างฝ่ายผู้รับเหมาว่า สะพานพระราม 9 มีพื้นที่ทั้งหมดประมาณ 25,000ตารางเมตร มีช่องทางจราจรทั้งหมด 6 ช่องทาง และมีไหล่ทางทั้งสองข้าง และปรากฏจากเอกสารหมาย จ.128 ซึ่งเป็นสัญญาจ้างให้ทำการเปลี่ยนพื้นผิวจราจรบนสะพานพระราม 9 ว่า สะพานพระราม 9 มีพื้นผิวจราจร 20,305 ตารางเมตร และพื้นผิวทางเท้าและพื้นผิวตรงกลาง(FOOTPATHS AND MEDIANS) 6,100 ตารางเมตร แสดงว่าเมื่อรวมพื้นผิวจราจร พื้นผิวทางเท้าและพื้นผิวตรงกลางแล้วมีพื้นผิวรวมทั้งสิ้นกว่า 25,000 ตารางเมตร มิใช่มีเพียง 18,750 ตารางเมตรตามเอกสารหมาย ล.5 ซึ่งเป็นเพียงแผ่นพับโฆษณาสะพานพระราม 9สำหรับพื้นที่ความเสียหายนั้น

โจทก์มีนายสมบัติ ปานเอี่ยม หัวหน้าแผนกบำรุงรักษาสะพานมาเบิกความเป็นพยานว่าหลังจากเปิดใช้สะพานพระราม 9 เมื่อวันที่ 5 ธันวาคม 2530 แล้วประมาณ 1 เดือนผิวสะพานเสียหายต้องทำการซ่อมแซมเพื่อให้ใช้ได้ชั่วคราวตลอดมาจนถึงขณะพยานเบิกความในเดือนพฤศจิกายน 2537 โดยซ่อมแซมเฉพาะส่วนที่เกิดความเสียหายเป็นจุด ๆ เพื่อให้รถวิ่งไปมาได้สะดวกรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการซ่อมแซมในส่วนที่โจทก์ซ่อมแซมเองปรากฏตามเอกสารหมาย จ.109 และ จ.110 ซึ่งจากเอกสารดังกล่าวเห็นได้ว่าการซ่อมแซมบางครั้งก็มีพื้นที่ไม่ถึง 250 ตารางเมตร บางครั้งก็เกินกว่า 250 ตารางเมตร แสดงว่าพื้นที่ความเสียหายมิใช่มีเพียง250 ตารางเมตร ดังที่จำเลยที่ 1 กล่าวอ้างจำเลยที่ 1 จึงต้องรับผิดในค่าซ่อมแซมส่วนนี้จำนวน 7,788,812.23 บาท

ส่วนค่าใช้จ่ายในการว่าจ้างบริษัทวิศวกรที่ปรึกษาเกี่ยวกับการคัดเลือกผู้รับเหมาก่อสร้างจำนวน 1,078,750.80 บาท การออกแบบทดสอบและประเมินผิวจราจรจำนวน 3,805,372 บาท การควบคุมการก่อสร้างซ่อมแซมผิวทางจำนวน10,760,025 บาท ค่าว่าจ้างนายริชาร์ด อี รูท กับพวกศึกษาหาสาเหตุของความเสียหายพร้อมเสนอแนะวิธีและมาตรการเพื่อซ่อมแซมผิวจราจรจำนวน 1,004,275.76 บาท ค่ารื้อพื้นผิวจราจ

Matter details

Panel of judges
สุทิน ปัทมราชวิเชียร · สมชัย เกษชุมพล · สุมิตร สุภาดุลย์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment, B.E. 2544 (ref. 99046)

สัญญาซื้อขายฯระหว่างโจทก์ที่ 1 กับจำเลยได้กำหนดเวลาชำระหนี้ไว้ตามวันแห่งปฏิทินคือภายในวันที่ 3 กรกฎาคม 2528 เมื่อโจทก์ที่ 1 ผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้ถูกต้องภายในกำหนดเวลา จึงตกเป็นผู้ผิดนัดตั้งแต่วันถัดจ…

Supreme Court Judgment No. 3930/2541

คำฟ้องของโจทก์ได้บรรยายข้อเท็จจริงเกี่ยวกับที่จำเลย ปฏิบัติผิดสัญญาเช่าว่า นับแต่โจทก์ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินที่เช่าตลอดจนสิทธิและหน้าที่ตามสัญญาเช่าแล้วจำเลยได้ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์ต…

Supreme Court Judgment No. 6107/2538

น.ผู้พิทักษ์ของ ด.คนเสมือนไร้ความสามารถไม่ใช่ผู้แทนของ ด.ไม่มีอำนาจฟ้องคดีแทน เมื่อ น.เป็นโจทก์ฟ้องจำเลยโดยเป็นผู้ลงชื่อแต่งทนายความและทนายความลงชื่อในคำฟ้องอันเป็นการที่ผู้พิทักษ์เป็นโจทก์ฟ้องคดีแทนค…

Supreme Court Judgment No. 2667/2537

ผู้ว่าราชการจังหวัดลงชื่อในคำสั่งของจังหวัดให้เพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ของโจทก์ โดยอ้างว่าออกทับที่สาธารณประโยชน์ตามประมวลกฎหมายที่ดิน มาตรา 61 เป็นคำสั่งของจังหวัดที่กระทำโดยผู้ว่าราชการ-จังห…

Supreme Court Judgment No. 5416/2537

ฟ้องเดิมของโจทก์เป็นการฟ้องเรียกราคากล่องกระดาษที่จำเลยสั่งซื้อจากโจทก์ 3 ครั้ง และคำร้องที่โจทก์ขอแก้ไขเพิ่มเติมคำฟ้องนั้น โจทก์ได้ขอเพิ่มเติมโดยเรียกราคากล่องกระดาษที่จำเลยได้สั่งซื้อจากโจทก์หลังจาก…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up