Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8079/2548

พ.ศ. 2548 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ขณะพิจารณาคดีในศาลชั้นต้น กฎหมายที่โจทก์ฟ้องว่ากระทำความผิดมีโทษขั้นต่ำตั้งแต่ 5 ปี ศาลชั้นต้นจึงต้องสืบพยานโจทก์ประกอบจนกว่าจะพอใจว่าจำเลยกระทำความผิดตามที่โจทก์ฟ้อง แต่ในชั้นศาลอุทธรณ์กฎหมายได้แก้ไขใหม่เป็นจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ 4 ปี อันเป็นกรณีที่กฎหมายสารบัญญัติที่ใช้ในขณะกระทำความผิดแตกต่างกับกฎหมายที่ใช้ในภายหลังการกระทำความผิดซึ่ง ป.อ. มาตรา 3 บังคับให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด แต่ในส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติมิได้มีบทบังคับเช่นนั้นด้วย ดังนั้น จึงต้องนำกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ใช้อยู่ในขณะที่จำเลยถูกฟ้องมาบังคับใช้แก่การพิจารณาคดีของจำเลยตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนความไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาคดีในลำดับชั้นศาลใด เพื่อมิให้เกิดความลักลั่นในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายในส่วนสารบัญญัติดังกล่าวในลำดับชั้นศาลใดก็ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาคดีของจำเลย ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงยังคงต้องฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสามตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 58, 83 และบวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 3 ให้การปฏิเสธ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง, 66 วรรคหนึ่ง ขณะกระทำความผิดจำเลยที่ 1 มีอายุ 18 ปี ลดมาตราส่วนโทษให้หนึ่งในสาม จำเลยที่ 2 มีอายุ 16 ปีเศษ ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 76 และ 75 ตามลำดับ คงจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 3 ปี 4 เดือน และคงจำคุกจำเลยที่ 2 เพียง 2 ปี 6 เดือน จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การรับสารภาพเป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ลดโทษให้คนละกึ่งหนึ่ง คงจำคุกจำเลยที่ 1 เป็นเวลา 1 ปี 8 เดือน และจำคุกจำเลยที่ 2 ไว้ 1 ปี 3 เดือน เมื่อบวกโทษในคดีก่อนเข้ากับโทษในคดีนี้แล้วเป็นจำคุกจำเลยที่ 1 มีกำหนด 2 ปี 8 เดือน

ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 3 จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิพากษาแก้เป็นว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 มีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคหนึ่ง (เดิม), 66 วรรคหนึ่ง (ที่แก้ไขใหม่) นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น จำเลยที่ 2 ฎีกาโดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงรับฟังยุติโดยคู่ความทั้งสองฝ่ายต่างไม่โต้แย้งว่า ตามวันเวลาเกิดเหตุ สิบตำรวจเอกประเสริฐพาสายลับไปล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนที่โต๊ะสนุกเกอร์หน้าโรงแรมเซนโฮเต็ลตามที่สืบทราบมาว่าต้องติดต่อขอซื้อผ่านชายวัยรุ่น 2 คน ซึ่งมักไปเล่นสนุกเกอร์อยู่ที่นั่นเป็นประจำ หลังจากสายลับเข้าไปเจรจาแล้ว จำเลยที่ 2 ชวนจำเลยที่ 3 นั่งซ้อนท้ายรถจักรยานยนต์ของสายลับไปซื้อเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10 เม็ด จากจำเลยที่ 1 ที่หอพักนักศึกษาซึ่งอยู่ห่างออกไปประมาณ 200 เมตร ในราคา 600 บาท เมื่อพาสายลับกลับมาพบสิบตำรวจเอกประเสริฐซึ่งรออยู่ที่เดิมสักครู่หนึ่งก็ถูกร้อยตำรวจเอกธวัชชัยกับพวกจับกุมตัวและค้นพบธนบัตรฉบับละร้อยในกระเป๋ากางเกงด้านขวาของจำเลยที่ 2 ในที่สุดจำเลยที่ 2 ที่ 3 จึงพาร้อยตำรวจเอกธวัชชัยกับพวกไปจับกุมจำเลยที่ 1 ที่หอขาว โดยช่วยกันชี้ตัวยืนยันว่าจำเลยที่ 1 เป็นผู้ขายเมทแอมเฟตามีนของกลาง 10 เม็ด แก่สายลับ

โจทก์และจำเลยที่ 1 ที่ 3 ต่างก็มิได้ฎีกาโต้แย้งคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5 คดีในส่วนของจำเลยดังกล่าวจึงเป็นอันยุติ จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า แม้จำเลยที่ 2 จะให้การรับสารภาพตามฟ้องว่าร่วมกับจำเลยอื่นมีเมทแอมเฟตามีนไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่ายและจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนโดยไม่ได้รับอนุญาต แต่ศาลจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ก็ต่อเมื่อฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 วรรคหนึ่ง แล้วเท่านั้น เพราะว่าขณะจำเลยที่ 2 ถูกกล่าวหาว่ากระทำความผิด ข้อหาในความผิดซึ่งจำเลยที่ 2 รับสารภาพนั้น กฎหมายกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำไว้ให้จำคุกตั้งแต่ห้าปีขึ้นไป จำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่า

พฤติการณ์ของจำเลยที่ 2 เป็นเพียงการชี้เบาะแสของผู้จำหน่ายเมทแอมเฟตามีน พยานหลักฐานของโจทก์แตกต่างกันจนเป็นพิรุธ ไม่พอฟังว่าจำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิด ที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าวโดยอ้างว่าเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงที่รับสารภาพแล้ว และเป็นข้อเท็จจริงที่มิได้ยกขึ้นว่ากันมาแล้วโดยชอบในศาลชั้นต้นจึงไม่ชอบนั้น เห็นว่า แม้ในชั้นพิจารณาของศาลอุทธรณ์ภาค 5 จะมีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และ 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และ 66 เดิมและใช้ข้อความใหม่แทน โดยแก้ไขระวางโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่ห้าปีเป็นระวางโทษจำคุกขั้นต่ำตั้งแต่สี่ปี ก็เป็นกรณีที่กฎหมายวิธีสารบัญญัติที่ใช้ในขณะกระทำความผิดซึ่งประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 บังคับให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่ผู้กระทำความผิดไม่ว่าในทางใด แต่ในส่วนกฎหมายวิธีสบัญญัติมิได้มีบทบังคับเช่นนั้นด้วย

ดังนั้น จึงต้องนำกฎหมายวิธีสบัญญัติที่ใช้อยู่ในขณะที่จำเลยที่ 2 ถูกฟ้องมาบังคับใช้แก่การพิจารณาคดีของจำเลยที่ 2 ตั้งแต่ต้นจนจบกระบวนความไม่ว่าจะเป็นการพิจารณาคดีในลำดับชั้นศาลใด เพื่อมิให้เกิดความลักลั่นในการดำเนินกระบวนพิจารณาคดีเดียวกัน ไม่ว่าจะมีการแก้ไขกฎหมายในส่วนสารบัญญัติดังกล่าวในลำดับชั้นศาลใดก็ไม่มีผลกระทบถึงกระบวนพิจารณาคดีของจำเลยที่ 2 ศาลอุทธรณ์ภาค 5 จึงยังคงต้องฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดจริง จึงจะพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 2 ได้ เมื่อศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยที่ 2 ไว้แล้ว และพอใจว่าจำเลยที่ 2 ได้ร่วมกระทำความผิดจริง จำเลยที่ 2 จึงมีสิทธิอุทธรณ์ว่าพยานหลักฐานของโจทก์ยังรับฟังไม่ได้เช่นนั้น การที่ศาลอุทธรณ์ภาค 5 ไม่รับวินิจฉัยอุทธรณ์ฉบับดังกล่าวจึงไม่ชอบ แต่เพื่อมิให้คดีเนิ่นช้าเกินสมควร ศาลฎีกาเห็นควรวินิจฉัยปัญหาข้อนี้โดยไม่ย้อนสำนวนไปให้ศาลอุทธรณ์ภาค 5 พิจารณาพิพากษาเสียก่อน...

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ลดมาตราส่วนโทษให้กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 75 แล้ว คงจำคุกจำเลยที่ 2 มีกำหนด 2 ปี ลดโทษให้จำเลยที่ 2 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 แล้วคงจำคุก 1 ปี นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 5

Matter details

Panel of judges
ธนพจน์ อารยลักษณ์ · โนรี จันทร์ทร · จิระ โชติพงศ์
Lower court
ศาลจังหวัดพะเยา - นายสุรสิทธิ์ อิงสถิตธนวันต์
ศาลอุทธรณ์ภาค 5 - นายนิยุต สุภัทรพาหิรผล
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5355/2548

คดีนี้ศาลชั้นต้นสืบพยานโจทก์ประกอบคำรับสารภาพของจำเลยตาม ป.วิ.อ. มาตรา 176 วรรคหนึ่ง และเมื่อฟังพยานโจทก์จนพอใจว่าจำเลยได้กระทำความผิดตามฟ้องจริงก็พิพากษาลงโทษจำเลย เมื่อจำเลยใช้สิทธิอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ…

Supreme Court Judgment No. 1830/2544

โจทก์บรรยายฟ้องไว้ชัดแจ้งว่า จำเลยเป็นนายจ้างของลูกจ้างผู้มีชื่อจำนวน 55 คน ได้กระทำผิดด้วยการฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดของประกาศกระทรวงมหาดไทย เรื่อง การคุ้มครองแรงงาน ข้อ 46 และ พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงา…

Supreme Court Judgment No. 2514/2541

โจทก์ฟ้องจำเลยในข้อหาฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่น ขอให้ลงโทษปรับจำเลยเป็นรายวันตาม พ.ร.บ.ควบคุมอาคารพ.ศ.2522 มาตรา 66 ทวิ วรรคสอง ซึ่งความผิดฐานขัดคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นดั…

Supreme Court Judgment No. 2026/2520

จำเลยได้นำอาวุธปืนของกลางไปขอจดทะเบียนไว้แล้วภายในกำหนดตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ (ฉบับที่ 6) พ.ศ.2518จำเลยจึงไม่ต้องรับโทษการที่นายทะเบียนมอบคืนอาวุธปืนให้จำเลยเก็บรักษาไว้ก่อนจนกว่าจะออกใบอนุญาตให้นั…

Supreme Court Judgment, B.E. 2506 (ref. 43103)

จำเลยปลอมหนังสือในหน้าที่ตน มีความผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 229 มีอัตราโทษอย่างต่ำให้จำคุกตั้งแต่ 5 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้ขณะกระทำผิด แต่เมื่อประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 3 ให้ใช้กฎหมายในส่วนที่เป…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up