คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าที่ดิน เรือนตึก ราคาประมาณ 40,000 บาท เป็นของนายไพโรจน์ (โจทก์) โดยนายบุนเลี่ยม นางเบี่ยว ได้ทำพินัยกรรมให้ตามสำเนาพินัยกรรม ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2476 และสำเนาพินัยกรรมลงวันที่ 23 มีนาคม 2486 นางเบี่ยวตายก่อนนายบุนเลี่ยม ๆ ตายเมื่อ3 ปีมานี้ ต่อมาโจทก์ยื่นคำร้องต่อศาลขอขายที่ดินและตึกรายนี้จำเลยผู้อาศัยอยู่คัดค้านว่า เป็นตึกของจำเลย ศาลสั่งให้จำเลยฟ้องจำเลยก็ไม่ฟ้อง ครั้นเมื่อศาลสั่งให้โจทก์ขายที่ดินเรือนตึกได้จำเลยไปคัดค้านที่อำเภออีก ทำให้โจทก์ขายให้แก่ผู้ซื้อไม่ได้ภายในกำหนดสัญญาโจทก์ต้องใช้ค่าปรับเป็นค่าเสียหายแก่ผู้ซื้อ 5,000 บาท จึงขอให้ขับไล่จำเลยออกจากที่ดินเรือนพิพาทกับให้ใช้ค่าเสียหาย 5,000 บาทจำเลยต่อสู้กรรมสิทธิ์และอ้างว่าพินัยกรรมไม่สมบูรณ์ตามกฎหมายศาลชั้นต้นพิพากษาว่าที่ดินและตึกเป็นของโจทก์
เว้นแต่ตึกที่จำเลยก่อสร้างขึ้นจึงให้ขับไล่จำเลยศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้ให้ตึกที่จำเลยก่อสร้างขึ้นเป็นของโจทก์ด้วย โดยตกเป็นส่วนควบจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า พินัยกรรมฉบับแรกที่ลงวันที่ 3 พฤศจิกายน 2476 มีชื่อนายบุนเลี่ยม นางเบี่ยวสองคนเป็นเจ้าของทรัพย์ผู้ทำพินัยกรรมขัดกับพระราชบัญญัติว่าด้วยการทำพินัยกรรม 2475 มาตรา 23 ซึ่งบัญญัติไว้ชัดแจ้งว่า "บุคคลสองคนหรือมากกว่านั้นจะทำพินัยกรรมโดยเอกสารฉบับเดียวกันไม่ได้" เอกสารฉบับที่กล่าวจึงไม่เป็นพินัยกรรมที่ชอบด้วยกฎหมาย ผลจึงเท่ากับว่าไม่มีพินัยกรรมฉบับแรกเลยส่วนพินัยกรรมฉบับหลังมีชื่อนายบุนเลี่ยมเป็นผู้ทำพินัยกรรมผู้เดียวจึงไม่ต้องห้าม แต่พินัยกรรมฉบับหลังหาได้มีข้อความว่าได้ยกที่ดินและตึกพิพาทให้แก่ใครไม่ เป็นแต่กล่าวว่าส่วนข้อความอื่น ๆ ในพินัยกรรมนั้นคงเป็นไปตามเดิม เมื่อพินัยกรรมฉบับแรกไม่เป็นพินัยกรรมตามกฎหมายแล้วจะอ้างข้อความในพินัยกรรมฉบับแรกจึงไม่ได้ ผลจึงเป็นว่าไม่ได้มีการให้ที่ดินและตึกแก่นายไพโรจน์จึง
Result
พิพากษากลับให้ยกฟ้อง