คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสี่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 33, 83, 310, 340, 340 ตรี ริบสายรัดของพลาสติก 2 เส้น และสายยางยืดรัดของ 1 เส้น ของกลาง ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,900 บาท นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4157/2559 ของศาลชั้นต้น นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5446/2559 คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5447/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และโทษจำคุกของจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2097 ถึง 2098/2560 ของศาลจังหวัดระยอง และนับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4106/2559 ของศาลชั้นต้น จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ ส่วนจำเลยที่ 3 ให้การรับสารภาพ และรับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่โจทก์ขอให้นับโทษต่อ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสี่มีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 310 วรรคแรก (เดิม), 340 วรรคแรก (เดิม), ประกอบมาตรา 340 ตรี, 83 การกระทำของจำเลยทั้งสี่เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษฐานร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะเพื่อกระทำผิด หรือพาทรัพย์นั้นไป หรือเพื่อให้พ้นจากการจับกุม ซึ่งเป็นกฎหมายบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ลงโทษจำคุกคนละ 15 ปี คำให้การรับสารภาพในชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนของจำเลยที่ 1 และที่ 2 และคำรับสารภาพในชั้นพิจารณาของจำเลยที่ 3 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละหนึ่งในสาม ลดโทษให้จำเลยที่ 3 กึ่งหนึ่ง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 คงจำคุกจำเลยที่ 1 และที่ 2 คนละ 10 ปี
จำคุกจำเลยที่ 3 มีกำหนด 7 ปี 6 เดือน นับโทษจำคุกจำเลยที่ 2 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5446/2559 จำเลยในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 5447/2559 ของศาลจังหวัดฉะเชิงเทรา และจำเลยที่ 4 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2097 ถึง 2098/2560 ของศาลจังหวัดระยอง นับโทษจำคุกจำเลยที่ 3 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 4106/2559 ของศาลชั้นต้น ส่วนที่โจทก์ขอให้นับโทษจำคุกจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 ต่อจากโทษจำคุกของจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 ในคดีอาญาหมายเลขดำที่ 4157/2559 (ที่ถูก คดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2011/2560) ของศาลชั้นต้นนั้น เมื่อปรากฏว่าคดีดังกล่าวศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องจำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 3 จึงไม่อาจนับโทษต่อให้ได้ ให้จำเลยทั้งสี่ร่วมกันคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังไม่ได้คืนเป็นเงิน 280,000 บาท แก่ผู้เสียหายที่ 1 และร่วมกันคืนเงินที่ยังไม่ได้คืนแก่ผู้เสียหายที่ 2 จำนวน 3,900 บาท
คืนสายรัดของพลาสติก 2 เส้น และสายยางยืดรัดของ 1 เส้น ของกลางแก่เจ้าของ คำขออื่นให้ยก จำเลยที่ 1 ที่ 2 และที่ 4 อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 และที่ 4 นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่คู่ความมิได้โต้แย้งกันในชั้นนี้รับฟังเป็นยุติได้ว่า ตามวันเวลาและสถานที่เกิดเหตุในฟ้อง นายวิชัย ผู้เสียหายที่ 2 ซึ่งเป็นพนักงานรักษาความปลอดภัยของบริษัทจัมปาก้า จำกัด ผู้เสียหายที่ 1 ปฏิบัติหน้าที่เวรรักษาความปลอดภัย เดินตรวจความเรียบร้อยภายในโรงงานทำเฟอร์นิเจอร์ของผู้เสียหายที่ 1 แล้วกำลังจะเดินกลับเข้าไปในป้อมยาม ขณะกำลังจะปิดประตูป้อมยาม คนร้ายหลายคนกระแทกประตูถูกศีรษะของผู้เสียหายที่ 2 เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 2 ล้มลงและได้รับอันตรายแก่กาย แล้วคนร้ายบุกเข้าไปในป้อมยามจับผู้เสียหายที่ 2 กดลงให้นอนคว่ำหน้ากับพื้นภายในป้อมยาม หลังจากนั้นคนร้ายใช้อาวุธปืนจี้ ใช้สายรัดของพลาสติก 2 เส้น
ผูกรัดข้อมือทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ไว้ด้วยกันโดยไขว้ไว้ทางด้านหลัง และใช้สายยางยืดรัดของ 1 เส้น ผูกรัดข้อเท้าทั้งสองข้างของผู้เสียหายที่ 2 ไว้ด้วยกัน แล้วบังคับให้ผู้เสียหายที่ 2 อยู่เฉย ๆ คนร้ายคนหนึ่งเฝ้าผู้เสียหายที่ 2 ส่วนคนร้ายคนอื่นออกจากป้อมยามไป ระหว่างนั้นมีเสียงโทรศัพท์เรียกเข้าไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่ของคนร้ายที่เฝ้าผู้เสียหายที่ 2 คนร้ายรับโทรศัพท์แต่ไม่ได้พูดสนทนา หลังจากนั้นประมาณ 5 นาที คนร้ายคนดังกล่าวออกไปจากป้อมยาม ผู้เสียหายที่ 2 แก้มัดจนหลุดออกแล้วไปแจ้งแก่พนักงานรักษาความปลอดภัยที่หน้าประตูโรงงาน หลังจากนั้นจึงโทรศัพท์แจ้งเจ้าพนักงานตำรวจ เมื่อเจ้าพนักงานตำรวจเดินทางไปถึงสถานที่เกิดเหตุ
ผู้เสียหายที่ 2 ตรวจสอบพบว่า คนร้ายลักเงิน 3,900 บาทไปจากกระเป๋าเสื้อด้านบนของผู้เสียหายที่ 2 และคนร้ายร่วมกันลักตัดสายเมนไฟฟ้าแรงต่ำ 8 เส้น ราคา 280,000 บาทที่อยู่ภายในโรงงานของผู้เสียหายที่ 1 แล้วยังพบแผ่นเมทัลชีทซึ่งเป็นแผ่นรั้วตกอยู่ข้างโรงงาน และขวดพลาสติกน้ำดื่มยี่ห้อออร่า ขนาด 1.5 ลิตร 2 ขวดตกอยู่ที่พงหญ้า พนักงานสอบสวนจึงยึดเป็นของกลาง พันตำรวจโทหญิงณัฐนันท์ นักวิทยาศาสตร์ (สบ 3) กลุ่มงานตรวจลายนิ้วมือแฝง ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 7 เป็นผู้ตรวจสอบรอยลายนิ้วมือแฝงที่ตรวจเก็บจากแผ่นเมทัลชีทที่ถูกงัดออกจากรั้วด้านซ้ายของโรงงานมีจุดลักษณะสำคัญพิเศษของลายเส้นตรงกับลายนิ้วหัวแม่มือซ้ายและนิ้วชี้ซ้ายของจำเลยที่ 1 แล้วลงความเห็นว่าเป็นลายนิ้วมือของบุคคลคนเดียวกัน
ร้อยตำรวจโทหญิงพัชริดา นักวิทยาศาสตร์ (สบ 1) กลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ ศูนย์พิสูจน์หลักฐาน 2 ปฏิบัติราชการกลุ่มงานตรวจชีววิทยาและดีเอ็นเอ กองพิสูจน์หลักฐานกลาง เป็นผู้ตรวจดีเอ็นเอที่ก้านสำลีซึ่งเช็ดจากเยื่อกระพุ้งแก้มของจำเลยที่ 3 พบว่าเป็นดีเอ็นเอที่เข้ากันได้กับดีเอ็นเอที่ตรวจพบที่ก้านสำลีซึ่งเช็ดจากบริเวณปากขวดน้ำดื่มยี่ห้อออร่าที่พบอยู่ในแนวพงหญ้าห่างจากกำแพงรั้วทิศตะวันออกของโรงงานประมาณ 35 เมตร พันตำรวจตรีรัฐนันท์ สารวัตรกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภาค 7 และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ รองสารวัตรกองกำกับการสืบสวน 1 กองบังคับการสืบสวนสอบสวนตำรวจภูธรภาค 7 กับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 1 และที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า
รุ่นวีโก้สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีดำฟ้า ใส่ซิม โทรศัพท์หมายเลข 09 4417 xxxx จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง ร้อยตำรวจโทวิวัฒน์ รองสารวัตรสืบสวน สถานีตำรวจภูธรบางหลวงกับพวกร่วมกันจับกุมจำเลยที่ 3 และที่ 4 ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำเลยที่ 1 และที่ 3 แล้ว จำเลยที่ 3 ไม่อุทธรณ์ คดีสำหรับจำเลยที่ 3 จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น และศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษายืนโดยยังคงลงโทษจำเลยที่ 1 แล้วจำเลยที่ 1 ไม่ฎีกา ส่วนโจทก์ฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 และที่ 4 เท่านั้น คดีสำหรับจำเลยที่ 1 จึงเป็นอันยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 7 คดีมีปัญหาวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกกระทำความผิดตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นหรือไม่
เห็นว่า โจทก์ไม่มีประจักษ์พยานที่รู้เห็นว่า จำเลยที่ 2 และที่ 4 เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสอง แต่โจทก์มีพันตำรวจตรีรัฐนันท์ และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ เป็นพยานเบิกความทำนองเดียวกันว่า พยานทั้งสองไปตรวจสถานที่เกิดเหตุจึงทราบข้อมูลว่า ขณะที่คนร้ายควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 2 ไว้นั้น คนร้ายรับโทรศัพท์เคลื่อนที่ในช่วงเวลา 1.30 นาฬิกา ถึง 2 นาฬิกา พยานทั้งสองจึงตรวจสอบการใช้โทรศัพท์จากผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ต่าง ๆ พบว่า มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ในเครือข่ายดีแทค ช่วงเวลาดังกล่าวในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ โดยวันเกิดเหตุเวลา 1.29 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 3374 xxxx ในตำบลบ่อกวางทอง
อำเภอบ่อทอง จังหวัดชลบุรี ติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เวลาสนทนา 37 วินาที ครั้นเวลา 1.53 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เวลาสนทนา 56 วินาที และเวลา 1.57 นาฬิกา มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุติดต่อกับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx ในบริเวณสถานที่เกิดเหตุ เวลาสนทนา 63 วินาที แล้วยังตรวจสอบพบว่า โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 06 3374 xxxx มีชื่อนายเทวินทร์ ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx
จดทะเบียนในชื่อนายณัฐนนท์ ซึ่งมีภูมิลำเนาที่อำเภอกันตัง จังหวัดตรัง และเมื่อตรวจสอบต่อไปพบว่า เมื่อวันที่ 2, 9, 15 และ 21 สิงหาคม 2559 มีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx ติดต่อไปยังโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 1253 xxxx ของนาราศิริ รีสอร์ท ซึ่งอยู่ที่อำเภอบ้านบึง จังหวัดชลบุรี เมื่อไปตรวจสอบที่นาราศิริ รีสอร์ท พบว่า พนักงานของรีสอร์ทไม่ได้จดชื่อผู้เข้าพักไว้ แต่จดหมายเลขทะเบียนรถยนต์ของผู้เข้าพักเป็นรถยนต์หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา และเมื่อตรวจสอบภาพจากกล้องวงจรปิดของนาราศิริ รีสอร์ทพบว่าเป็นรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ และเมื่อเปรียบเทียบกับภาพจากกล้องวงจรปิดที่ได้จากสถานีตำรวจภูธรบางหลวงซึ่งในช่วงเวลาที่เกิดเหตุ
พบว่าเป็นรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำจอดอยู่ที่ปั๊มน้ำมันห่างจากสถานที่เกิดเหตุประมาณ 300 เมตร รถยนต์ทั้งสองคันมีลักษณะคล้ายคลึงกัน รถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรานั้น นางสาวอารีรัตน์ ภริยาของจำเลยที่ 2 เป็นผู้เช่าซื้อจากบริษัทโตโยต้า ลีสซิ่ง(ประเทศไทย) จำกัด และในเฟซบุ๊กของจำเลยที่ 2 พบว่า จำเลยที่ 2 ถ่ายรูปคู่กับรถยนต์คันดังกล่าว สำหรับโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx จดทะเบียนในชื่อนางมะลิวัลย์ มารดาของภริยาจำเลยที่ 2 แต่พบว่ามีการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าวติดต่อกับภริยาจำเลยที่ 2 ประมาณ 200 ครั้ง และติดต่อกับนางสาวอัญรินทร์ น้องสาวของจำเลยที่ 2 ประมาณ 50 ครั้ง
เชื่อว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 4417 xxxx ส่วนโทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9116 xxxx จดทะเบียนในชื่อนางมานี แต่ตรวจสอบจากสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊กพบว่า นายจิรวัฒน์ เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลขดังกล่าว ต่อมาผลการตรวจรอยลายนิ้วมือแฝงบนแผ่นเมทัลชีทตรงกับลายนิ้วมือของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นน้องเขยของนายจิรวัฒน์และมีประวัติร่วมกับจำเลยที่ 2 กระทำความผิดอาญาเกี่ยวกับทรัพย์ในท้องที่จังหวัดฉะเชิงเทรา 3 คดี เจ้าพนักงานตำรวจจึงขอให้ศาลชั้นต้นออกหมายจับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ต่อมาวันที่ 8 กันยายน 2559 พยานทั้งสองกับพวกเดินทางไปที่จังหวัดฉะเชิงเทราเพราะสืบทราบว่า จำเลยที่ 2 ยังคงใช้รถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า
รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา เมื่อพบจำเลยที่ 2 จึงแสดงหมายจับแล้วจับกุมจำเลยที่ 2 พร้อมยึดรถยนต์กระบะยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา และโทรศัพท์เคลื่อนที่ยี่ห้อโนเกีย สีดำฟ้า ใส่ซิม โทรศัพท์หมายเลข 09 4417 xxxx จากจำเลยที่ 2 เป็นของกลาง จำเลยที่ 2 ให้การว่า รถยนต์กระบะคันดังกล่าวจำเลยที่ 2 กับพวกใช้เป็นยานพาหนะไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายทั้งสองและหลบหนี แล้วยังยอมรับว่า จำเลยที่ 2 เป็นผู้ใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่หมายเลข 09 9341 xxxx ติดต่อกับผู้หญิงอื่นซึ่งมิใช่ภริยา คืนวันเกิดเหตุเวลาประมาณ 1 นาฬิกา หญิงชาวลาวโทรศัพท์ติดต่อจำเลยที่ 2 ขณะที่อยู่ในป้อมยามควบคุมตัวผู้เสียหายที่ 2 แล้วจำเลยที่ 2 ให้การว่า
จำเลยที่ 1 อยู่ที่จังหวัดชลบุรี จึงติดตามไปจับกุมจำเลยที่ 1 และร้อยตำรวจโทสุขสิทธิ์ เบิกความต่อไปว่า ชั้นจับกุม จำเลยที่ 1 และที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 1 และที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 3 ที่ 4 นายธีระ และนายจิรวัฒน์แล้วยังให้การถึงเหตุการณ์ที่นายธีระชักชวนจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปร่วมกันลักสายไฟที่โรงงานของผู้เสียหายที่ 1 ตั้งแต่การไปดูลาดเลาเมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2559 การจะเข้าไปลักทรัพย์ครั้งแรกเมื่อวันที่ 5 สิงหาคม 2559 แต่ลักทรัพย์ไม่สำเร็จ จนกระทั่งวันเกิดเหตุจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ หมายเลขทะเบียน บย 6232 ฉะเชิงเทรา มีจำเลยที่ 1 นั่งโดยสารไปด้วยพบกับนายธีระกับพวกอีก 3 คนที่ปั๊มน้ำมัน
ป.ต.ท. อำเภอบางเลน จังหวัดนครปฐม หลังจากนั้นจำเลยที่ 2 ขับรถยนต์คันดังกล่าวไปส่งจำเลยที่ 1 และนายธีระกับพวกแล้วขับรถยนต์ไปรออยู่ที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. ต่อมานายธีระโทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และนายธีระกับพวก แล้วแยกย้ายกันกลับ จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยังเขียนบันทึกเล่าเรื่องราวแล้วยังชี้ภาพของกลางไว้ด้วย พยานกับพวกนำข้อมูลทะเบียนราษฎรของจำเลยที่ 3 ที่ 4 นายธีระ และนายจิรวัฒน์ให้จำเลยที่ 1 และที่ 2 ดู จำเลยที่ 1 และที่ 2 ยืนยันและเขียนข้อความรับรองว่า จำเลยที่ 3 ที่ 4 นายธีระ และนายจิรวัฒน์เป็นคนร้ายที่ร่วมกับจำเลยที่ 1 และที่ 2 ไปปล้นทรัพย์ของผู้เสียหายที่ 1 นอกจากนี้โจทก์ยังมีร้อยตำรวจเอกจิรโชติ
พนักงานสอบสวนเป็นพยานเบิกความว่า พยานแจ้งข้อหาจำเลยทั้งสี่ว่า ร่วมกันปล้นทรัพย์โดยใช้ยานพาหนะ และร่วมกันหน่วงเหนี่ยวกักขัง จำเลยที่ 1 ถึงที่ 3 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 4 ให้การปฏิเสธ แล้วจำเลยที่ 3 ยังนำชี้สถานที่เกิดเหตุประกอบคำรับสารภาพ เห็นว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้ร่วมจับกุมจำเลยเบิกความถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงไปตรงมาเชื่อมโยงสอดคล้องต้องกันกันสมเหตุผล ประกอบกับจำเลยที่ 2 อ้างตนเองเป็นพยานเบิกความว่า เจ้าพนักงานตำรวจยึดรถยนต์กระบะ ยี่ห้อโตโยต้า รุ่นวีโก้ สีดำ และโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ขณะที่จำเลยที่ 2 กำลังขับรถยนต์จะเข้าบ้าน และจำเลยที่ 2 ไม่ทราบว่ามีสัญญาณโทรศัพท์เคลื่อนที่ของจำเลยที่ 2 ไปใช้อยู่บริเวณสถานที่เกิดเหตุและในเวลาที่เกิดเหตุได้อย่างไร แล้วจำเลยที่ 2 ยังเบิกความตอบคำถามค้านของโจทก์ว่า
จำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์คันดังกล่าวในการทำงาน ภาพถ่ายรถยนต์กระบะเป็นภาพรถยนต์ที่จำเลยที่ 2 ขับไปที่นาราศิริ รีสอร์ท และภาพจำเลยที่ 2 ถ่ายรูปคู่รถยนต์คันดังกล่าวลงในเฟซบุ๊กซึ่งเป็นข้อเท็จจริงแสดงว่าจำเลยที่ 2 ใช้รถยนต์คันดังกล่าวอยู่เป็นประจำ เจือสมคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 ไม่ปรากฏว่าพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 รู้จักหรือมีสาเหตุโกรธเคืองกับจำเลยที่ 2 มาก่อน แม้จะเบิกความแตกต่างกันบ้างและแตกต่างจากบันทึกจับกุม ก็เป็นเพียงพลความไม่ทำให้คำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 มีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ เชื่อว่า พยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุม จำเลยที่ 2 เบิกความไปตามความเป็นจริงที่ได้รู้เห็นมาโดยปราศจากมูลเหตุจูงใจ
อีกทั้งคำเบิกความดังกล่าวของจำเลยที่ 2 ย่อมใช้ยันจำเลยที่ 2 ได้ และอาจรับฟังคำเบิกความนั้นประกอบคำเบิกความของพยานโจทก์ที่เป็นผู้จับกุมจำเลยที่ 2 ซึ่งเป็นพยานหลักฐานอื่นของโจทก์ได้ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 233 วรรคสอง อีกด้วย และแม้ประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 84 วรรคท้าย ห้ามมิให้รับฟังถ้อยคำใด ๆ ที่ผู้ถูกจับให้ไว้ต่อเจ้าพนักงานผู้จับ หรือพนักงานฝ่ายปกครองหรือตำรวจในชั้นจับกุมหรือรับมอบตัวผู้ถูกจับ ถ้าถ้อยคำนั้นเป็นคำรับสารภาพของผู้ถูกจับว่าตนได้กระทำความผิด เป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ถูกจับกุมเท่านั้น แต่มิได้ห้ามรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของผู้ร่วมกระทำความผิดคนอื่น
ดังนั้น คำให้การชั้นจับกุมของจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นถ้อยคำรับสารภาพว่าตนได้กระทำความผิดจึงรับฟังเป็นพยานหลักฐานเพื่อพิสูจน์ความผิดของจำเลยที่ 2 ได้ ประกอบกับจำเลยที่ 1 ให้การชั้นสอบสวนซัดทอดจำเลยที่ 2 ในทำนองเดียวกับคำให้การชั้นจับกุม แม้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 เป็นพยานบอกเล่า แต่จำเลยที่ 1 ให้การชั้นจับกุมและชั้นสอบสวนไว้โดยละเอียดยากที่เจ้าพนักงานตำรวจจะแต่งเรื่องราวเองได้ แม้จะแตกต่างกันบ้างก็เป็นเพียงพลความ ไม่ทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 มีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือ คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 ยังสอดคล้องกับคำรับสารภาพชั้นจับกุมของจำเลยที่ 3 ที่ซัดทอดจำเลยที่ 2 อีกด้วย แม้คำซัดทอดของจำเลยที่ 3 จะแตกต่างจากคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 อยู่บ้างก็เป็นเพียงพลความ
ไม่ทำให้คำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มีน้ำหนักลดน้อยลงไปหรือไม่น่าเชื่อถือเช่นเดียวกัน อีกทั้งคำซัดทอดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 มิได้เป็นเรื่องการปัดความผิดของจำเลยที่ 1 และที่ 3 ให้เป็นความผิดของจำเลยที่ 2 ผู้เดียว คงซัดทอดจำเลยที่ 2 แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 เป็นคนขับรถยนต์ไปส่งจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกแล้วขับรถยนต์ไปรอที่ปั๊มน้ำมัน ป.ต.ท. จนกระทั่งพวกของจำเลยที่ 1 และที่ 3 โทรศัพท์แจ้งให้จำเลยที่ 2 ขับรถยนต์ไปรับจำเลยที่ 1 และที่ 3 กับพวกพร้อมกับบรรทุกทรัพย์ที่ลักมา ซึ่งเป็นการแจ้งเรื่องราวถึงเหตุการณ์ที่ตนได้ประสบมาจากการกระทำของตนยิ่งกว่าเป็นการปรักปรำจำเลยที่ 2 คำซัดทอดดังกล่าวจึงมีเหตุผลน่าเชื่อถือ เมื่อพิจารณาตามสภาพ ลักษณะ