Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 8194/2538

พ.ศ. 2538 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน200,000บาทต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งความแพ่งมาตรา248ที่จำเลยร่วมฎีกาว่าการที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าจำเลยที่1เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยร่วมเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมายเพราะฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างจำเลยที่1จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างนั้นปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่าพยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อว่าจำเลยที่1เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วมฎีกาของจำเลยร่วมจึงเป็นฎีกาโต้เถียงดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกาที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มานั้นเป็นการไม่ชอบศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย กำหนดอายุความ1ปีตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา448วรรคหนึ่งจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้วหากผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดแต่ยังไม่รู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนกำหนดอายุความ1ปีนั้นก็จะยังไม่เริ่มนับโจทก์เพิ่งได้รับจากคำให้การของจำเลยที่2ซึ่งยื่นต่อศาลเมื่อวันที่30สิงหาคม2533ว่าจำเลยที่2ได้ขายรถยนต์คันเกิดเหตุให้แก่จำเลยร่วมไปก่อนเกิดเหตุโจทก์จึงเพิ่งรู้ตัวผู้ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลยร่วมที่โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเมื่อวันที่14กุมภาพันธ์2534ยังไม่ล่วงพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความ

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นผู้รับประกันภัยรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฉ-7137 กรุงเทพมหานคร จากนางกาญจนา สุทธิพงศ์มีอายุการคุ้มครองตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2531 ถึงวันที่1 กันยายน 2532 ถึงวันที่ 15 กรกฎาคม 2532 จำเลยที่ 1 ขับรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ย-0673 กรุงเทพมหานคร ของจำเลยที่ 2ไปในทางการที่จ้างหรือทางการธุรกิจอันมีผลประโยชน์ร่วมกับจำเลยที่ 2 ด้วยความประมาทเฉี่ยวชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน9 ฉ-7137 กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ เป็นเหตุให้รถยนต์ดังกล่าวได้รับความเสียหาย โจทก์ได้จัดการซ่อมแซมและส่งมอบรถยนต์ดังกล่าวคืนให้แก่ผู้เอาประกันภัยแล้วโดยเสียค่าใช้จ่ายเป็นเงิน 87,044 บาท โจทก์จึงไม่รับช่วงสิทธิในค่าเสียหายดังกล่าว กับดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินดังกล่าวนับจากวันที่ 15 ธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ชำระไปจนถึงวันฟ้องเป็นเงิน 3,808 บาท

รวมเป็นค่าเสียหายแก่โจทก์ทั้งสิ้น 90,852 บาท ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 90,852 บาท แก่โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี จากต้นเงิน 87,048 บาท นับจากวันฟ้องจนกว่าจะชำระเสร็จจำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 ได้ขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ย-0673 กรุงเทพมหานคร ให้แก่นายกลชาติไม่ทราบนามสกุลก่อนเกิดเหตุนานแล้ว แต่ยังไม่ได้จดทะเบียนเปลี่ยนแปลงรายการเจ้าของรถจำเลยที่ 1 ไม่ใช่ลูกจ้างของจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2ไม่ต้องรับผิดในการกระทำละเมิดของจำเลยที่ 1 ขอให้ยกฟ้องระหว่างพิจารณา

โจทก์ยื่นคำร้องขอให้หมายเรียกนายกลชาติลิ้มภูมิปฐม เข้ามาเป็นจำเลยร่วมในฐานะเป็นเจ้าของรถยนต์กระบะหมายเลขทะเบียน 7 ย-0673 กรุงเทพมหานคร และเป็นนายจ้างหรือตัวการได้ใช้จ้างวานหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในขณะเกิดเหตุ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตจำเลยร่วมให้การว่า คดีของโจทก์ขาดอายุความเพราะโจทก์ทราบดีอยู่แล้วว่าจำเลยที่ 2 ขายรถยนต์คันดังกล่าวให้แก่บุคคลภายนอกไปแล้ว แต่โจทก์เพิ่งฟ้องจำเลยร่วม จำเลยร่วมไม่ใช่นายจ้างหรือตัวการได้ใช้จ้างวานหรือมีผลประโยชน์ในทางการที่จ้างกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 1 เพียงแต่ยืมรถยนต์ของจำเลยร่วมไปใช้เท่านั้น จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดร่วมกับจำเลยที่ 1โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องเพราะขณะเกิดเหตุผู้ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฉ-7137 กรุงเทพมหานคร เป็นบุคคลภายนอกมิใช่นางกาญจนา สุทธิพงศ์ ผู้เอาประกันภัยตามกรมธรรม์ โจทก์ไม่ต้องรับผิดต่อผู้เอาประกันภัยอันจะมีสิทธิรับช่วงสิทธิได้เหตุรถเบียดกันเพราะผู้ขับรถยนต์ที่เอาประกันภัยขับรถยนต์คันดังกล่าวด้วยความประมาท

โจทก์ได้รับความเสียหายไม่เกิน 5,000 บาทขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิพากษาให้จำเลยที่ 1 และจำเลยร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายจำนวน 87,044 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2532 จนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์ ทั้งนี้ดอกเบี้ยถึงวันที่ 13 กรกฎาคม 2533 ต้องไม่เกิน3,808 บาท ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลยร่วมอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยร่วมฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า คดีนี้มีทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีกาไม่เกิน 200,000 บาท ต้องห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่งที่จำเลยร่วมฎีกาว่า การที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จำเลยที่ 1เป็นลูกจ้างหรือตัวแทนของจำเลยร่วมเป็นการขัดต่อบทบัญญัติแห่งกฎหมาย

เพราะฟังไม่ได้ว่าจำเลยร่วมเป็นนายจ้างจำเลยที่ 1จำเลยร่วมจึงไม่ต้องรับผิดต่อโจทก์ในฐานะนายจ้างนั้น ปรากฏว่าศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนว่า พยานหลักฐานโจทก์มีน้ำหนักมั่นคงน่าเชื่อว่าจำเลยที่ 1 เป็นลูกจ้างของจำเลยร่วม ฎีกาของจำเลยร่วมข้อนี้จึงเป็นฎีกาโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์อันเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงต้องห้ามมิให้ฎีกา ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาข้อนี้มานั้น เป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยคดีมีปัญหาข้อกฎหมายต้องวินิจฉัยตามที่จำเลยร่วมฎีกาว่าฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมขาดอายุความหรือไม่ซึ่งการวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายเช่นนี้ ศาลฎีกาจำต้องถือตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ได้วินิจฉัยจากพยานหลักฐานในสำนวนโดยศาลอุทธรณ์ฟังข้อเท็จจริงเป็นยุติว่าเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม2532 จำเลยที 1 ขับรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ย-0673 กรุงเทพมหานครของจำเลยร่วมซึ่งเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 ไปในทางการที่จ้างของจำเลยร่วมด้วยความประมาทชนรถยนต์หมายเลขทะเบียน 9 ฉ-7137กรุงเทพมหานคร ที่โจทก์รับประกันภัยไว้ได้รับความเสียหายโจทก์ชำระค่าซ่อมรถยนต์ที่เอาประกันภัยไว้และส่งมอบรถยนต์ให้ผู้เอาประกันภัยไปแล้ว โดยโจทก์ต้องชำระค่าซ่อมเป็นเงิน87,044 บาท

โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 1 และที่ 2 เมื่อวันที่ 13กรกฎาคม 2533 ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันหรือแทนกันใช้ค่าเสียหายดังกล่าวพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 15 ธันวาคม 2532 ซึ่งเป็นวันที่โจทก์ได้ชำระค่าซ่อมดังกล่าวไปจนกว่าจะชำระเสร็จให้โจทก์ในฐานะที่จำเลยที่ 1เป็นผู้กระทำละเมิดต่อผู้เอาประกันภัยในทางการที่จ้างของจำเลยที่ 2 ผู้เป็นเจ้าของรถยนต์คันเกิดเหตุและเป็นนายจ้างของจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 2 ยื่นคำให้การเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2533ว่า จำเลยที่ 2 ได้ขายรถยนต์หมายเลขทะเบียน 7 ย-0673กรุงเทพมหานคร ซึ่งเดิมเป็นของจำเลยที่ 2 ให้แก่นายกลชาติไม่ทราบนามสกุล ไปก่อนเกิดเหตุแล้ว ต่อมาวันที่ 7 กุมภาพันธ์2534 โจทก์และจำเลยที่ 2 แถลงร่วมกันว่าเพิ่งทราบชื่อ

นามสกุลและที่อยู่ของจำเลยร่วมโจทก์จะยื่นคำร้องขอหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมต่อไป แล้วโจทก์ยื่นคำร้องลงวันที่14 กุมภาพันธ์ 2534 ขอให้หมายเรียกจำเลยร่วมเจ้าของรถหมายเลขทะเบียน 7 ย-0673 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นนายจ้างหรือตัวการได้ใช้จ้างวานหรือเชิดให้จำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นลูกจ้างหรือตัวแทนขับรถยนต์คันดังกล่าวไปในขณะเกิดเหตุเข้ามาเป็นจำเลยร่วมศาลฎีกาเห็นว่า ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งบัญญัติว่า "สิทธิเรียกร้องค่าเสียหายอันเกิดแต่มูลละเมิดนั้นท่านว่าขาดอายุความเมื่อพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่ผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทน หรือเมื่อพ้นสิบปีนับแต่วันทำละเมิด"

กำหนดอายุความ 1 ปี ตามบทบัญญัติดังกล่าวจะเริ่มนับก็ต่อเมื่อผู้ต้องเสียหายรู้ถึงการละเมิดและรู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนแล้ว หากผู้เสียหายรู้ถึงการละเมิดแต่ยังไม่รู้ตัวผู้ที่จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนกำหนดอายุความ 1 ปี นั้นก็จะยังไม่เริ่มนับ เมื่อข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์เพิ่งได้ทราบจากคำให้การของจำเลยที่ 2 ซึ่งยื่นต่อศาลเมื่อวันที่ 30 สิงหาคม 2533 ว่า จำเลยที่ 2 ได้ขายรถยนต์คันเกิดเหตุให้แก่จำเลยร่วมไปก่อนเกิดเหตุ โจทก์จึงเพิ่งรู้ตัวผู้ที่จะต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนว่าคือจำเลยร่วม ที่โจทก์ขอให้ศาลหมายเรียกจำเลยร่วมเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ 2534 ยังไม่ล่วงพ้นปีหนึ่งนับแต่วันที่โจทก์รู้ถึงการละเมิด และรู้ตัวผู้จะพึงต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนฟ้องของโจทก์ในส่วนที่เกี่ยวกับจำเลยร่วมจึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 448 วรรคหนึ่งพิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
อัครวิทย์ สุมาวงศ์ · ก้าน อันนานนท์ · ดุสิต เพชรปลูก
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3538/2545

ส. ผู้แทนโจทก์มีหนังสือถึงจำเลยที่ 2 เมื่อวันที่ 17 กรกฎาคม 2530 โดยหนังสือดังกล่าวได้กล่าวถึงพฤติการณ์อันเป็นเหตุให้ทางราชการได้รับความเสียหายและระบุชื่อจำเลยที่ 1 ว่าเป็นผู้ทำให้ทางราชการได้รับความเ…

Supreme Court Judgment No. 2628/2539

จำเลยที่ 3 ดำรงตำแหน่งหัวหน้ากองสวัสดิการของโจทก์ตั้งแต่วันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2519 ถึงวันที่ 14 พฤศจิกายน 2519 แต่โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2528 แม้จะฟังว่าโจทก์ฟ้องคดีภายในกำหนด 1 ปี นับ…

Supreme Court Judgment No. 7834/2538

โจทก์ฟ้องขอให้บังคับจำเลยทั้งสองรื้อถอนสิ่งปลูกสร้างคืออาคารและรั้วที่รุกล้ำเข้าไปในที่ดินของโจทก์และเรียกค่าเสียหาย จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าที่ดินที่สร้างอาคารเป็นของจำเลยทั้งสองโดยมีรั้วเป็นแนวเขต เป็น…

Supreme Court Judgment No. 255/2538

จำเลยที่ 2 และที่ 3 ฎีกาว่า โจทก์สามารถตรวจสอบทะเบียนรถคันที่ชนรถของโจทก์ได้ว่าเป็นใคร มิใช่โจทก์เพิ่งทราบตัวผู้จะพึงใช้ค่าสินไหมทดแทนเมื่อกลางปี 2530 คดีจึงขาดอายุความ เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง เมื่อทุนท…

Supreme Court Judgment No. 1541/2538

คดีนี้จำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีกาไม่เกินสองแสนบาท ห้ามมิให้ฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.พ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาโต้แย้งกรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาท เป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย โ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up