Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2506 (ref. 82916)

พ.ศ. 2506 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ประมวลรัษฎากรมาตรา 31 บัญญัติแต่เพียงว่า การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษี ซึ่งหมายความว่าโจทก์ต้องชำระค่าภาษีทั้ง ๆ ที่อุทธรณ์แล้วเท่านั้น แต่ไม่มีข้อความใดแสดงว่าถ้าไม่เสียภาษีแล้วจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยตามมาตรานี้ไม่ได้ การทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์ตามประมวลรัษฎากรมาตรา 34 นั้น ผู้ทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์จะวินิจฉัยให้ผู้อุทธรณ์เสียภาษีในประเด็นอื่นนอกไปจากรายการที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บหาได้ไม่.

Provisions the court ruled on

ป.รัษฎากร Section 31 ป.รัษฎากร Section 34

คำฟ้องและคำให้การ

คดีสองสำนวนนี้

โจทก์ฟ้องว่าโจทก์เป็นนิติบุคคล มีเงินได้ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๔ ซึ่งได้เสียภาษี ๔๓,๗๔๕.๔๘ บาท ระหว่าง พ.ศ.๒๔๙๕ เสียภาษี ๑๖,๔๘๘ บาท ๓๒ สตางค์ เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บภาษีสำหรับเงินได้ พ.ศ. ๒๔๙๔ เงิน ๓,๑๕๕,๐๑๖ บาท ๑๔ สตางค์ โจทก์ยื่นอุทธรณ์ต่อจำเลย จำเลยได้แจ้งคำวินิจฉัยอุทธรณ์โดยคำชี้ขาดอุทธรณ์ที่ ๑๖๗๓๐/๒๕๐๑ คงให้เรียกเก็บเฉพาะค่าภาษีสำหรับ พ.ศ.๒๔๙๔ เป็นเงิน ๗๐,๒๐๐.๒๘ บาท เพราะเจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บนอกเหนือเกินกว่ากฎหมาย แต่จำเลยสั่งให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มขึ้นในประเด็นอื่นนอกไปจากรายการที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บอีก ๒,๕๒๗,๙๕๓.๕๒ บาท และโดยคำชี้ขาดที่ ๑๖๗๓๗/๒๕๐๑ ให้ปลดเงินภาษีและเงินเพิ่มที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บสำหรับ

พ.ศ.๒๔๙๕ เสียทั้งสิ้น แต่ให้โจทก์เสียภาษีในประเด็นอื่นอีก ๑,๐๑๓,๕๕๔.๖๙ บาท โดยจำเลยไม่มีอำนาจทำได้เพราะจำเลยไม่ใช่เจ้าพนักงานประเมิน ทำให้โจทก์ขาดสิทธิอุทธรณ์การประเมินไปคั่นหนึ่งจึงขอให้ศาลพิพากษาให้โจทก์คงเสียภาษีสำหรับ พ.ศ.๒๔๙๔ เพียง ๗๐,๒๐๐.๒๘ บาท สำนวนหนึ่ง และสำหรับ พ.ศ.๒๔๙๕ ไม่ต้องเสียอีกสำนวนหนึ่ง

จำเลยให้การต่อสู้คดีหลายประการ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นเห็นว่า จำเลยสั่งการไปตามอำนาจหน้าที่ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๐ โจทก์ฟ้องจำเลยได้ ประมวลรัษฎากรมาตรา ๓๑ มิได้ห้ามมิให้โจทก์ฟ้องคดีนี้ก่อนชำระค่าภาษีที่จำเลยเรียกเก็บ จำเลยมิใช่เจ้าพนักงานประเมินที่รัฐมนตรีแต่งตั้งตามประมวลรัษฎากรมาตรา ๑๖ กฎกระทรวงการคลัง ฉบับที่ ๗๔ (พ.ศ.๒๔๙๖) และที่ ๙๙ (พ.ศ.๒๔๙๗) ประมวลรัษฎากรมาตรา ๓๔ เป็นแต่บัญญัติให้ทำคำวินิจฉัยอุทธรณ์เป็นหนังสือแจ้งไปให้ผู้อุทธรณ์ทราบเท่านั้น คดีนี้ จำเลยชี้ขาดให้ลดและปลดเงินภาษีที่เจ้าพนักงานประเมินเรียกเก็บซึ่งอยู่ในอำนาจของจำเลยทำได้ในการวินิจฉัยชี้ขาดอุทธรณ์ แต่จำเลยไม่มีอำนาจสั่งให้โจทก์เสียภาษีเพิ่มเติม เพราะตามรูปเรื่องจะต้องปฏิบัติตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙,๒๐ ซึ่งเป็นอำนาจของเจ้าพนักงานประเมิน พิพากษาว่าจำเลยจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มอีกไม่ได้ คงให้โจทก์เสียภาษีเพียง ๗๐,๒๐๐.๒๘ บาท.

จำเลยอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกาในปัญหาหลายข้อ ในปัญหาว่า โจทก์ไม่อยู่ในข่ายที่จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีก่อนฟ้องตามประมวลรัษฎกร มาตรา ๓๑

ศาลฎีกาเห็นว่า มาตรา ๓๑ บัญญัติแต่เพียงว่า การอุทธรณ์ไม่เป็นการทุเลาการเสียภาษี ซึ่งหมายความว่า โจทก์ต้องชำระค่าภาษีทั้ง ๆ ที่อุทธรณ์แล้วเท่านั้นแต่ไม่มีข้อความตอนใดแสดงว่า ถ้าไม่เสียภาษีแล้วจะอุทธรณ์คำวินิจฉัยของจำเลยตามมาตรา ๓๑ ไม่ได้ ฯลฯ ในปัญหาว่า ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๓๔ จำเลยวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีได้อย่างกว้างขวาง

ศาลฎีกาเห็นว่า กรณีนี้จำเลยได้วินิจฉัยอุทธรณ์ของโจทก์ในประเด็นที่โจทก์อุทธรณ์การประเมินของเจ้าพนักงานประเมิน โดยให้โจทก์เสียภาษีแต่เพียง ๗๐,๒๐๐.๒๘ บาท โดยเจ้าพนักงานประเมินคำนวณราคาขายยางเป็นเงินตราต่างประเทศมากเกินไป จึงคิดค่าเสียเงินตราต่างประเทศไม่ถูกต้อง เป็นเหตุให้ประเมินภาษีในส่วนนี้มากเกินไป คำวินิจฉัยของจำเลยในส่วนนี้เป็นถูกต้องชอบด้วยอำนาจและหน้าที่ในการวินิจฉัยอุทธรณ์แล้ว แต่ปรากฎจากคำวินิจฉัยอุทธรณ์ของจำเลยเองต่อไปอีกว่า "แต่เพราะเหตุว่า กรมสรรพากรได้ตรวจสอบในประเด็นอื่น ซึ่งปรากฎว่าได้ยอดราคาขายเพิ่มขึ้นอีก ๑๒,๖๗๑,๘๕๔.๖๐ บาท จึงเรียกเก็บภาษีได้อีกเป็นเงิน ๒,๕๒๗,๙๕๓.๕๒ บาท " ในพ.ศ.๒๔๙๔ และอีกจำนวนหนึ่งใน พ.ศ.๒๔๙๕ จำเลยจึงวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีในราคาขายซึ่งเจ้าพนักงานประเมินยังมิได้ประเมินเรียกเก็บ

ศาลฎีกาเห็นว่าจำเลยเป็นแต่ผู้มีอำนาจวินิจฉัยอุทธรณ์ มิได้เป็นเจ้าพนักงานประเมินซึ่งรัฐมนตรีแต่งตั้ง ข้อนี้เป็นยุติโดยไม่มีข้อโต้แย้ง ตามประมวลรัษฎากร มาตรา ๑๙ เจ้าพนักงานประเมินเป็นเจ้าหน้าที่ที่มีอำนาจหน้าที่ในการไต่สวนผู้ยื่นรายการและให้แสดงหลักฐานแล้วสั่งแก้จำนวนเงินที่ประเมินหรือที่ยื่นรายการไว้โดยอาศัยพยานหลักฐานที่ปรากฎและแจ้งจำนวนเงินที่ต้องชำระอีกไปยังผู้ต้องเสียภาษีตามมาตรา ๒๐ ในกรณีนี้จะอุทธรณ์การประเมินก็ได้ กฎหมายบัญญัติวางวิธีการไว้ให้เจ้าหน้าที่ปฏิบัติเป็นลำดับ โดยให้โอกาสผู้เสียภาษีได้ชี้แจงแสดงหลักฐานและอุทธรณ์โต้แย้งได้เป็นชั้น ๆ ดังนี้ จำเลยจะวินิจฉัยอุทธรณ์ในประเด็นอื่นที่เจ้าพนักงานประเมินมิได้มีคำสั่งไว้ตามมาตรา ๑๙,๒๐ ย่อมไม่เป็นการปฏิบัติตามที่กฎหมายได้บัญญัติไว้ จำเลยไม่มีอำนาจวินิจฉัยให้โจทก์เสียภาษีเช่นนั้นได้ ฯลฯ ศาลฎีกาพิพากษายืน.

Matter details

Panel of judges
จิตติ ติงศภัทิย์ · บริรักษ์จรรยาวัตร · สวิง ลัดพลี
Lower court
ศาลจังหวัดสงขลา - นายวิกรม เมาลานนท์
ศาลอุทธรณ์ - นายธงไชย จาตุรงคกุล.
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 6043/2561

โจทก์ฟ้องเรียกหนี้สินจากจำเลยที่ 1 ซึ่งจดทะเบียนเสร็จการชำระบัญชีเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2551 จึงมีอายุความห้ามมิให้ฟ้องเมื่อพ้นกำหนดสองปีนับแต่วันถึงที่สุดแห่งการชำระบัญชี ตาม ป.พ.พ. มาตรา 1272 โจท…

Supreme Court Judgment No. 15345/2558

เอกสารที่โจทก์ยื่นพร้อมกับแบบแสดงรายการภาษีเงินได้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคล (ภ.ง.ด.50) ฉบับเพิ่มเติมครั้งที่ 1 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีพิพาท ที่ระบุข้อเท็จจริงเกี่ยวกับผลกำไรหรือผลขาดทุนของกิจการโ…

Supreme Court Judgment No. 9488/2556

ข้อเท็จจริงรับฟังยุติว่า เจ้าพนักงานประเมินเห็นว่าโจทก์มีเงินได้จากการขายอาหารและมีเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลในปีภาษีพิพาท แต่โจทก์อุทธรณ์การประเมินเฉพาะเงินได้จากการรับเดินโพยพนันบอลเท่านั้น การท…

Supreme Court Judgment No. 4496/2555

ข้อจำกัดในอำนาจฟ้องตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 มาตรา 8 ต้องเป็นกรณีที่มีกฎหมายบัญญัติให้ต้องอุทธรณ์การประเมิน ซึ่งในคดีนี้ แม้ตาม ป.รัษฎากร มาตรา 30 บัญญัติให้ต้องอุ…

Supreme Court Judgment No. 4229/2555

ป.รัษฎากร มาตรา19 ให้อำนาจเจ้าพนักงานประเมินออกหมายเรียกในกรณีที่เจ้าพนักงานประเมินมีเหตุอันควรเชื่อว่า ผู้ใดแสดงรายการตามแบบที่ยื่นไม่ถูกต้องตามความเป็นจริง หรือไม่บริบูรณ์ ให้เจ้าพนักงานประเมินมีอำน…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up