คำฟ้องและคำให้การ
คดีสองสำนวนนี้ศาลรวมพิจารณาพิพากษา สำนวนแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยบังอาจนำเงิน ๑๘,๐๐๐ บาท ออกนอกประเทศไทย ผ่านเขตแดนทางน้ำจะเข้าไปประเทศกัมพูชาโดยมิได้รับอนุญาตขอให้ลงโทษ สำนวนที่สอง
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยได้ร่วมกับนายเต็ก แซ่เอี้ยว ซึ่งเป็นคนต่างด้าวออกไปนอกราชอาณาจักรโดยผิดกฎหมาย ขอให้ลงโทษ
จำเลยทั้งสองให้การปฏิเสธ ศาลชั้นต้นฟังว่า นายหลีจำเลยนำเงินตราออกนอกประเทศโดยมิได้รับอนุญาต พิพากษาให้จำคุกมีกำหนด ๒ เดือน และพิพากษาว่า จำเลยในสำนวนที่สองมีความผิดตามกฎหมายที่โจทก์อ้าง ให้ปรับจำเลยคนละ ๒๐๐ บาท นายหลีจำเลยผู้เดียวอุทธรณ์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้ยกฟ้องโจทก์ทั้งสองสำนวน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา มีปัญหาข้อกฎหมายมาสู่ศาลฎีกาว่า ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยเลยไปถึงสำนวนซึ่งโจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา โดยอ้างว่าเป็นความผิดเกี่ยวเนื่องกันและเป็นเหตุในลักษณะคดี จึงให้ยกฟ้องเสียด้วยนั้น
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีที่พนักงานอัยการเป็นโจทก์ฟ้องนายไสวกับนายหลีในความผิดฐานนำคนต่างด้าวออกนอกราชอาณาจักรโดยมิได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติคนเข้าเมือง เมื่อศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษ โจทก์จำเลยมิได้อุทธรณ์ขึ้นมา คงมีอุทธรณ์เฉพาะคดีซึ่งมีข้อหานำเงินตราออกนอกประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาต เป็นความผิดตามพระราชบัญญัติควบคุมการแลกเปลี่ยนเงินอันเป็นความผิดตามกฎหมายต่างกัน คดีที่มิได้อุทธรณ์ขึ้นมาจึงเป็นเสร็จเด็ดขาดยุติแล้ว ศาลอุทธรณ์ย่อมไม่มีอำนาจที่จะรื้อฟื้นขึ้นมาพิจารณายกฟ้องโจทก์ได้
Result
พิพากษาแก้เฉพาะจำเลยในคดีอาญาดำของศาลอุทธรณ์?ี่ ๑๔๙๗/๒๕๐๓ เป็นว่า ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์