คำฟ้องและคำให้การ
คดี ๒ เรื่องนี้ จำเลยเป็นคน ๆ เดียวกัน ศาลพิจารณาพิพากษารวมกัน
โจทก์ฟ้องเป็นใจความเดียวกันว่า จำเลยที่ ๑ เป็นเจ้าพนักงานตำแหน่งครูใหญ่ สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ มีหน้าที่ออกใบสุทธิให้แก่นักเรียนที่ออกไปจากโรงเรียนตามระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ จำเลยที่ ๒ เป็นครูน้อย ได้บังอาจร่วมกันทำใบสุทธิอันเป็นเอกสารราชการ และเป็นเอกสารรับรองเป็นหลักฐานซึ่งข้อเท็จจริงอันเอกสารนั้นมุ่งพิสูจน์ความจริงอันเป็นเท็จ โดยนำความที่รู้ว่าเป็นเท็จจดกรอกลงในแบบพิมพ์ใบสุทธิอันเป็นทรัพย์สินของกระทรวงศึกษาธิการซึ่งอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ ๑ ตามหน้าที่ ให้แก่พลทหารเอกในสำนวนที่ ๑ พลทหารเบ็ญในสำนวนที่ ๒ แสดงว่าพลทหารทั้งสองเรียนจบหลักสูตรชั้นประถมปีที่ ๔ เพื่อให้นำไปแสดงต่อผู้บังคับบัญชาพิจารณาบำเหน็จความชอบให้ เป็นการมิชอบและทุจริตโดยอาศัยตำแหน่งหน้าที่ทำและรักษาเอกสารดังกล่าวเพื่อให้ผู้อื่นหลงเชื่อว่าเป็นความจริง
น่าจะเกิดความเสียหายแก่กระทรวงศึกษาธิการ ผู้บังคับบัญชาของพลทหารทั้ง ๒ รวมทั้งสาธารณชนและทางราชการแห่งรัฐ ขอให้ลงโทษตามมาตรา ๑๕๑,๑๕๗ ๑๖๒, ๘๓,๘๖ แห่งประมวลกฎหมายอาญา จำเลยที่ ๑ ปฏิเสธ จำเลยที่ ๒ รับสารภาพ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาว่า จำเลยทั้ง ๒ ผิดมาตรา ๑๕๗,๑๖๒ เฉพาะจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้สนับสนุนตามมาตรา ๘๖ ลดโทษตามมาตรา ๗๘ สำหรับจำเลยที่ ๑ ให้ ๑ ใน ๓ จำคุก ๒ ปี ลดโทษสำหรับจำเลยที่ ๒ กึ่งหนึ่ง จำคุก ๑ ปี รอการลงโทษในกำหนด ๓ ปี
โจทก์อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามมาตรา ๑๕๑ ด้วย และไม่ควรรอการลงโทษ จำเลยที่ ๑ อุทธรณ์ในปัญหาข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายว่า จำเลยไม่ได้กระทำโดยทุจริต ไม่มีความผิด หากผิดก็ขอให้รอการลงโทษ
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน โจทก์จำเลยที่ ๑ ฎีกาต่อมา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาเห็นว่า คดีมีปัญหาข้อกฎหมายว่า ตามข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ฟังมาจะเป็นผิดตามมาตรา ๑๕๑ ด้วยหรือไม่ และความผิดตามมาตรา ๑๕๗ กับ ๑๖๒ ต้องประกอบด้วยเจตนาทุจริตหรือไม่ ปัญหาตามมาตรา ๑๕๑ วินิจฉัยว่า แม้แบบพิมพ์ใบสุทธินี้จะอยู่ในความดูแลรักษาของจำเลยที่ ๑ ก็ตาม ก็เพียงเพื่อออกเป็นใบสุทธิให้แก่นักเรียนที่ออกไปจากโรงเรียน ซึ่งจำเลยที่ ๑ มีอำนาจหน้าที่ในการออกใบสุทธินี้ตามระเบียบ ถ้านำไปใช้ในทางที่ไม่ตรงต่อความจริงและผิดระเบียบก็เป็นเรื่องผิดหน้าที่ในการใช้ ถือไม่ได้ว่าเป็นการกระทำทุจริตต่อหน้าที่ในการรักษาตามความมุ่งหมายของมาตรานี้ จำเลยที่ ๒ ผู้ร่วมกระทำกับจำเลยที่ ๑ จึงยังไม่มีความผิดตามมาตรานี้ด้วย
ปัญหาตามมาตรา ๑๕๗, ๑๖๒ นั้น พิจารณาโดยที่ประชุมใหญ่แล้วเห็นว่า มาตรา ๑๕๗ ตอนแรกกับมาตรา ๑๖๒ ไม่มีบัญญัติว่าจะต้องเป็นการกระทำโดยทุจริตด้วย ฉะนั้น เมื่อข้อเท็จจริงฟังได้ว่าจำเลยที่ ๑ ซึ่งเป็นเจ้าพนักงานออกใบสุทธิในหน้าที่โดยจดเปลี่ยนแปลงข้อความไม่ตรงต่อความจริงและผิดระเบียบเพื่อให้พลทหารเอกพลทหารเบ็ญนำไปแสดงต่อผู้บังคับบัญชาในการขอบำเหน็จความชอบนั้น ก็ได้ชื่อว่าจำเลยที่ ๑ ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ เพื่อให้เกิดความเสียหายโดยเฉพาะอย่างยิ่งแก่ราชการทหารในตัว ครบองค์ความผิดตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๕๗ ตอนแรก และมาตรา ๑๖๒ (๓) แล้ว การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดตามบทกฎหมายสองมาตราดังกล่าว แต่การกระทำของจำเลยกรรมเดียวเป็นความผิดต่อกฎหมายหลายบท ตามมาตรา ๙๐ ให้ใช้กฎหมายที่มีโทษหนักที่สุดลงโทษ ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นให้รอการลงโทษจำเลยนั้น เห็นว่าการที่ศาลจะรอการลงโทษจำเลยหรือไม่นั้น เป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวกับดุลยพินิจ
โจทก์ฎีกาโต้แย้งในข้อนี้ไม่ได้ ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญามาตรา ๒๑๘
Result
พิพากษาให้ลงโทษจำเลยตามมาตรา ๑๕๗ ที่แก้ไขแล้วซึ่งเป็นบทหนัก โดยเฉพาะจำเลยที่ ๒ เป็นเพียงผู้สนับสนุนตามมาตรา ๘๖ นอกจากที่แก้ ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์.