เนื้อความคำพิพากษา
แม้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 จะระบุไว้ว่า เมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว ให้กรรมสิทธิ์ในรถยนต์คันพิพาทโอนไปยังจำเลยที่ 1 ทันที และโจทก์จะดำเนินการจดทะเบียนโอนชื่อผู้ถือกรรมสิทธิ์ในรายการสมุดคู่มือจดทะเบียนให้แก่จำเลยที่ 1 ก็ตาม แต่เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองได้ผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ให้แก่โจทก์ตามสัญญาประนีประนอมยอมความเสียก่อนแล้ว โดยเช็คที่ออกชำระหนี้ให้แก่โจทก์ถูกธนาคารปฏิเสธการจ่ายเงิน 4 ฉบับ โจทก์จึงได้ใช้สิทธิของตนเพื่อการบังคับชำระหนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 4 ซึ่งระบุว่า หากจำเลยทั้งสองผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดทั้งหมด และยินยอมให้โจทก์บังคับคดีได้ทันที โดยหักส่วนที่ชำระมาแล้วออกก่อน
คงบังคับเอาเฉพาะส่วนที่เหลือพร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี ของต้นเงินที่ค้างชำระพร้อมทั้งยินยอมให้โจทก์กลับเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อได้ทันที นอกจากนี้แล้วข้อเท็จจริงตามทางพิจารณาก็ปรากฏว่าหลังจากผิดนัดชำระหนี้แล้วจำเลยทั้งสองได้ยินยอมให้โจทก์นำรถยนต์ดังกล่าวกลับคืนไปอยู่ในความครอบครองของโจทก์ด้วย ฉะนั้น เมื่อโจทก์ได้รับรถยนต์ซึ่งยังคงเป็นกรรมสิทธิ์ของตนกลับคืนมาแล้ว โจทก์จึงสามารถนำรถยนต์นั้นออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อได้โดยไม่อาจถือว่าเป็นการกระทำที่ผิดสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 แต่อย่างใดปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยทั้งสองประการต่อไปมีว่า หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปหรือไม่
เห็นว่า ในการทำสัญญาประนีประนอมยอมความกันนั้นย่อมทำให้การเรียกร้อง ซึ่งคู่กรณีมีอยู่ต่อกันตามมูลกรณีเดิมระงับสิ้นไป แล้วก่อให้เกิดสิทธิขึ้นใหม่ตามสัญญาประนีประนอมยอมความที่คู่กรณีจะพึงเรียกร้องเอาจากกันได้ ในข้อนี้จำเลยทั้งสองฎีกาอ้างว่า การที่โจทก์ขายทอดตลาดรถยนต์ที่เช่าซื้อและโอนกรรมสิทธิ์ให้แก่ผู้ซื้อไปย่อมเป็นการกระทำผิดสัญญาประนีประนอมยอมความ เพราะหากจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้วสิทธิของจำเลยที่ 1 ที่จะเรียกร้องให้โจทก์โอนกรรมสิทธิ์รถยนต์คันดังกล่าวจึงเป็นการพ้นวิสัย ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความไม่เปิดช่องให้จำเลยที่ 1 ใช้สิทธิเรียกร้องต่อโจทก์ได้ จำเลยทั้งสองจึงไม่มีหน้าที่ต้องชำระหนี้ให้แก่โจทก์จนครบถ้วนตามสัญญา
หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปแล้ว โจทก์ไม่อาจบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้นั้นเห็นว่า ตามสัญญาประนีประนอมยอมความข้อ 5 ซึ่งมีข้อความระบุว่าเมื่อจำเลยทั้งสองชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วน ให้กรรมสิทธิ์รถยนต์ที่เช่าซื้อโอนไปยังจำเลยที่ 1 ทันทีนั้น ย่อมมีความหมายว่า จำเลยทั้งสองมิได้ผิดนัดและชำระหนี้ให้แก่โจทก์ครบถ้วนแล้ว เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าจำเลยทั้งสองผิดนัดชำระหนี้หลายงวดและไม่สามารถชำระหนี้ได้ครบถ้วน โจทก์จึงได้นำรถยนต์ออกขายทอดตลาดและโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ให้แก่ผู้ซื้อไปซึ่งการขายและการโอนกรรมสิทธิ์รถยนต์ดังกล่าวได้กระทำภายหลังที่จำเลยทั้งสองตกเป็นผู้ผิดนัดผิดสัญญาแล้ว การกระทำของโจทก์ดังกล่าวจึงชอบด้วยกฎหมายและไม่เป็นผลให้หนี้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความระงับไปดังที่จำเลยทั้งสองกล่าวอ้างเมื่อโจทก์ยังได้รับชำระหนี้ไม่ครบถ้วน โจทก์จึงบังคับคดีแก่จำเลยทั้งสองได้ที่ศาลล่างทั้งสองมีคำสั่งและคำพิพากษายกคำร้องมานั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วย ฎีกาของจำเลยทั้งสองทุกข้อฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน