คำฟ้องและคำให้การ
คดีสืบเนื่องมาจากศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาดจำเลยที่ 1 วันที่ 28 มิถุนายน 2532 เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามคำพิพากษาเป็นเงิน 434,793.82 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์นัดตรวจคำขอรับชำระหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 104 แล้ว ไม่มีผู้ใดโต้แย้งคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้รายนี้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์สอบสวนแล้ว เห็นว่า เจ้าหนี้ยื่นคำขอรับชำระหนี้ในมูลหนี้ตามคำพิพากษา ซึ่งศาลชั้นต้นมีคำพิพากษาให้ยกฟ้องตามคดีหมายเลขแดงที่ 8359/2531 เจ้าหนี้กับจำเลยที่ 1จึงไม่มีมูลหนี้ต่อกัน ควรยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 107(1)
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว มีคำสั่งให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้เจ้าหนี้อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ อนุญาตให้เจ้าหนี้ได้รับชำระหนี้จำนวน 370,658.53 บาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละเจ็ดครึ่งต่อปี ในต้นเงิน 323,190 บาท นับแต่วันที่ 28 กันยายน 2530ถึงวันที่ 27 มิถุนายน 2532 แต่ทั้งนี้เมื่อรวมกับต้นเงินแล้วไม่ให้เกิน 434,793.82 บาท จากกองทรัพย์สินของจำเลยที่ 1 ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 106, 130(8)เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า มูลหนี้ที่เจ้าหนี้นำมาขอรับชำระหนี้ขาดอายุความ ฟ้องร้องบังคับคดีไม่ได้ เจ้าหนี้จึงนำมาขอรับชำระหนี้ไม่ได้หรือไม่เห็นว่า แม้ความข้อนี้ เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ไม่ได้ยกขึ้นว่ากล่าวมาตั้งแต่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์แต่ปัญหาว่าหนี้ใดเป็นหนี้ที่อาจขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้หรือไม่ เป็นปัญหาเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จึงมีสิทธิยกขึ้นฎีกาได้ ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 249 วรรคสอง
ประกอบพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 153 การที่จำเลยที่ 1ผู้ให้เช่าส่งมอบคลังสินค้าที่เช่าให้เจ้าหนี้ผู้เช่ามีพื้นที่น้อยไปกว่าที่จำเลยที่ 1 มีคำเสนอให้เช่าและตามสัญญาเช่านั้นจำเลยที่ 1 มีสิทธิรับค่าเช่าจากเจ้าหนี้ได้ตามส่วนพื้นที่ที่ให้เช่าตามความเป็นจริงเท่านั้น ทั้งนี้ตามบทบัญญัติแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 549 ประกอบมาตรา 466ส่วนค่าเช่าที่รับไว้เกินโดยไม่ปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้รู้ในขณะชำระว่าตนไม่มีความผูกพันที่จะต้องชำระในส่วนที่เกิน จึงเป็นการรับไว้โดยปราศจากมูลอันจะอ้างกฎหมายได้และเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ เจ้าหนี้มีสิทธินำคดีไปฟ้องเรียกคืนในฐานเป็นลาภมิควรได้ภายในกำหนด 1 ปี
นับแต่เวลาที่เจ้าหนี้รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนเมื่อปรากฏว่าเจ้าหนี้ได้ทวงถามให้จำเลยที่ 1 คืนค่าเช่าดังกล่าวเมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2528 ก็แสดงว่าเจ้าหนี้ได้รู้ว่าตนมีสิทธิเรียกคืนนับแต่วันนั้นแล้ว เมื่อเจ้าหนี้ฟ้องคดีเพื่อเอาคืนต่อศาลชั้นต้นในวันที่ 28 กันยายน 2530 จึงเป็นการล่วงเลยระยะเวลา1 ปี คดีขาดอายุความต้องห้ามมิให้ฟ้องร้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 419 แล้ว เจ้าหนี้ไม่อาจนำมูลหนี้ดังกล่าวมาขอรับชำระหนี้ในคดีล้มละลายได้ตามพระราชบัญญัติ ล้มละลาย พ.ศ. 2483 มาตรา 94(1)
Result
พิพากษากลับ ให้ยกคำขอรับชำระหนี้ของเจ้าหนี้