คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นบุคคลสัญชาติไทยตามคำสั่งศาลจังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๖ กุมภาพันธ์ ๒๔๙+ โจทก์ไปขอให้จำเลยจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายที่ดิน ไม่มีหนังสือสำคัญและเรือนจากนางจองอิน แทนที่จำเลยจะปฏิบัติตามหน้าที่ จำเลยกลับสั่งให้โจทก์นำสูติบัตร และบัญชีการค้าในร้านของโจทก์ไปแสดง เพื่อจะสอบสวนว่าโจทก์มีสัญชาติใดแน่ จึงเป็นการจงใจประวิงหรือพยายามขัดขวางมิให้โจทก์มีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์โดยชอบด้วยกฎหมายโจทก์ได้รับค่าเสียหาย ขอให้ศาลพิพากษาบังคับจำเลยจดทะเบียนนิติกรรมซื้อขายทีดินดังกล่าวให้โจทก์ จำเลยต่อสู้ว่า โจทก์เป็นบุตรหลานคนต่างด้าวกระทรวงมหาดไทยวางระเบียบให้จำเลยทำการสอบสวนและส่งเรื่องให้กรมที่ดินพิจารณาก่อน มิใช่เป็นความผิดของจำเลย ฯลฯ
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติไทยย่อมมีสิทธิในอสังหาริมทรัพย์ได้ตามกฎหมาย จึงให้จำเลยในฐานะ พนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกีบอสังหาริมทรัพย์ ดำเนินการเพื่อทำให้นิติกรรมซื้อขายที่ดินตามแบบอย่างที่ทำให้แก่คนไทยมีสัญชาติเป็นไทยให้โจทก์
จำเลยอุทธรณ์, ศาลอุทธรณ์ พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา
ศาลฎีกาเห็นว่า พ.ร.บ.ว่าด้วยพนักงานเจ้าหน้าที่จดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ พ.ศ.๒๔๘๖ แก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ.๒๔๙๒ นั้น บัญญัติแต่เพียงให้บุคคลตามตำแหน่งที่ระบุไว้ เป็นพนักงานเจ้าหน้าที่ตามประมวลกฎหมายเท่านั้น หาได้มีข้อความ+++หน้าที่มีอำนาจอนุญาตการซื้อขายหรือกน่วงเหนียวขัดขวางการขอจดทะเบียนนิติกรรมของราษฎรไว้ได้ไม่ ตรงกันข้ามกลับมีบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยมาตรา ๒๖ ระบุไว้อีกว่า "บุคคลย่อมมีเสรีภาพบริบูรณ์ในทรัพย์สิน ฯลฯ ทั้งนี้ภายใต้บังคับแห่งกฎหมาย" ศาลนี้ไม่เห็นเลยว่าจะมีบทกฎหมายในที่ใดเลย ที่ว่า คนไทยจะถือกรรมสิทธิที่ดิน จะต้องได้รับอนุญาตจากพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนก่อน หรือว่าจะมีกฎหมายให้อำนาจพนักงานเจ้าหน้าที่ผู้รับจดทะเบียนให้หน่วงเหนียวขัดขวางการรับจดทะเบียนไว้ได้ตามอำเภอใจ
ระเบียบกระทรวงมหาดไทยที่จำเลยอ้าง แม้จะมีอยู่ ก็มิใช่กฎหมายแลไม่มีกฎหมายใดให้อำนาจให้ออกระเบียบเช่นนั้นได้ ฉะนั้นใช้บังคับแก่ประชาชนจนก่อให้เกิดความเสียหายแก่เขานั้นไม่ได้ ข้ออ้างของจำเลยที่ว่า จำเลยต้องการจะสอบสวนในเรื่องการเป็นคนสัญชาติไทยของโจทก์ต่อไปอีก ที้งที่ปรากฎว่ามีคำสั่งคำพิพากษาของศาลว่า โจทก์เป็นคนสัญชาติไทยแล้วนั้น เป็นการอ้างที่ปราศจากมูลที่หน่วงเหนียวขัดกขวาง การรับจดทะเบียนนิติกรรมเสียเลยการกระทำของจำเลยเป็นการกระทำละเมิด จะอ้างว่า มีบุคคลอื่นใช้ให้ทำ หาทำให้พ้นจากความผิดไม่
Result
จึงพิพากษายืน