คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งห้าตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา ๓๕๒, ๓๕๔, ๘๓
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นไต่สวนมูลฟ้องแล้ว ให้ประทับฟ้อง จำเลยทั้งห้าให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษายกฟ้อง
โจทก์อุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัยปัญหาข้อกฎหมายว่า ส่วนจำเลยที่ ๑ นั้น ปรากฏว่าศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์โดยอาศัยข้อเท็จจริง แต่ศาลอุทธรณ์พิพากษายกฟ้องโดยวินิจฉัยว่า เงินที่โจทก์ฝากไว้กับจำเลยที่ ๑ ย่อมตกเป็นของจำเลยที่ ๑ ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๖๗๒ การที่จำเลยที่ ๑ โอนเงินที่รับฝากไปให้บุคคลอื่นจึงเป็นเรื่องที่โจทก์จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ ๑ ในทางแพ่ง ไม่เป็นความผิดฐานยักยอก อันเป็นการยกฟ้องโดยอาศัยข้อกฎหมายคดีของจำเลยที่ ๑ จึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง แต่ในชั้นฎีกาโจทก์คงโต้เถียงเฉพาะปัญหาข้อเท็จจริงว่า จำเลยที่ ๑ มีเจตนาทุจริตหรือไม่เท่านั้น มิได้คัดค้านคำวินิจฉัยข้อกฎหมายของศาลอุทธรณ์ดังกล่าว จึงเป็นฎีกาที่ไม่ชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา ๒๑๖ ศาลฎีกาจึงไม่รับวินิจฉัย
Result
พิพากษายกฎีกาของโจทก์