คำฟ้องและคำให้การ
สองคดีนี้ศาลรวมพิจารณาสำนวนแรกนายแพ
โจทก์ฟ้องขอให้จำเลยแบ่งที่ตามหน้าโฉนดให้ ๑ ใน ๓ โดยโจทก์ซื้อจากนายหล่อผู้ถือกรรมสิทธิร่วมจำเลยให้การว่านายหล่อสละให้จำเลยเพื่อหักกลบลบหนี้ ส่วนสำนวนหลังนายผูกฟ้องจำเลยขอแบ่งแยกที่ดินแปลงเดียวกัน
จำเลยให้การว่านายผูกขายให้แล้ว
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้แบ่งที่ดินเป็น ๓ ส่วน ให้นายแพ นายผูกจำเลยคนละส่วนไม่ตกลงให้ขายทอดตลาดแบ่งเงินกัน
จำเลยทั้งสองอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกาทั้งสองสำนวนรวมกัน ศาลฎีกาปรึกษาแล้วคดีแรกที่นายแพเป็นโจทก์มีทุนทรัพย์ ๓,๐๐๐ บ.คดีหลังนายผูกเป็นโจทก์มีทุนทรัพย์ ๒,๐๐๐ บ.จำเลยจึงฎีกาในข้อเท็จจริงไม่ได้ต้องห้ามตาม ป.วิ.แพ่ง ม.๒๔๘ เฉพาะคดีหลังจำเลยฎีกาได้แต่+ ก.ม.ตามนับฎีกาที่ ๗๙ ,๘๐/๒๔๙๔
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าการมีชื่อในโฉนด ก.ม.สันนิษฐานว่าเป็นผู้มีกรรมสิทธิกล่าวคือเป็นผู้ครอบครองด้วย นอกจากนั้นฟ้องทั้งสองสำนวนยังกล่าวย้ำอีกว่าผู้มีชื่อในโฉนดทั้งสามนั้นได้ปกครองร่วมกันมาด้วยฉะนั้นตามที่นายแพและนายผูกโจทก์นำสืบว่าเมื่อได้ซื้อที่พิพาทแล้วได้ใส่ชื่อผู้ซื้อทั้งสามคนคือนายหล่อ นายผูก (โจทก์) ได้มอบหมายให้นายเฮงจำเลยเป็นผู้ดูแลปกครองที่ดินจึงเป็นการสืบถูกต้องตามประเด็นในฟ้อง ชอบด้วย ป.วิ แพ่ง ม.๑๔๒ เมื่อจำเลยครอบครองในฐานะแทนนายหล่อและนายผูก โจทก์แล้วอายุความได้ตั้งต้นจนกว่าจำเลยจะได้ปฏิบัติตาม ป.พ.พ.ม.๑๓๘๑ โดยบอกกล่าวไปยังผู้ครอบครองว่าตนไม่เจตนาจะยึดถือทรัพย์สินแทนผู้ครอบครองคือเจ้าของเดิมอีกต่อไป
ศาลฎีกาเห็นว่านายหล่อมีสิทธิจำหน่ายส่วนของตนได้ตาม ม.๑๓๖๑ วรรค ๑ กรณีไม่ต้องตาม ม.๑๓๖๑ วรรค ๒ เพราะเป็นการจำหน่ายแต่ส่วนที่ตนมีสิทธิไม่ใช่เป็นการจำหน่ายตัวทรัพย์สินทั้งหมด
Result
พิพากษายืน