คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยที่ 1 เป็นลุกค้าโจทก์ประเภทขายลดเช็คโดยมีจำเลยที่ 2 และนางทิพย์สุดา สุขารมณ์ เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ต่อมาเมื่อวันที่ 15 กรกฎาคม 2526จำเลยที่ 1 นำเช็ค 2 ฉบับ จำนวนเงินฉบับละ 200,000 บาท ที่นายเกรียงไกร เดชเจริญยศ ลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาขายลดให้โจทก์ และวันที่ 13 มกราคม 2527 จำเลยที่ 1 นำเช็ค 1 ฉบับ จำนวนเงิน200,000 บาท ที่นายบรรจบ กลางการลงลายมือชื่อสั่งจ่ายมาขายลดให้โจทก์ ครั้นเมื่อเช็คแต่ละฉบับถึงกำหนด โจทก์นำเช็คไปเรียกเก็บเงินแต่ธนาคารเช็คปฏิเสธการจ่ายเงิน โจทก์ได้ฟ้องนายเกรียงไกรและนายบรรจบให้ชำระเงินตามเช็คแก่โจทก์ศาลชั้นต้นพิพากษาให้นายเกรียงไกรและนายบรรจบชำระหนี้แก่โจทก์ครั้นเมื่อวันที่ 22 พฤศจิกายน 2527 นางทิพย์สุดา
ถูกศาลชั้นต้นมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์เด็ดขาด โจทก์ยื่นคำขอรับชำระหนี้ตามสัญญาค้ำประกันขายลดเช็คจากกองทรัพย์สินของนางทิพย์สุดาศาลชั้นต้นอนุญาตให้โจทก์ได้รับชำระหนี้จากกองทรัพย์สินของนางทิพย์สุดาเป็นเงิน 719,687.22 บาท นางทิพย์สุดาขอประนอมหนี้กับโจทก์โดยนำบุคคลภายนอกมาชำระหนี้แก่โจทก์เมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2533 เป็นเงิน 719,687.22 บาท โจทก์หักเงินจำนวน 14,456.25 บาท จากจำนวนเงิน 719,687.22 บาทชำระหนี้ค่าฤชาธรรมเนียมในคดีแพ่งที่โจทก์ฟ้องนายเกรียงไกรและนายบรรจบ แล้วนำเงินส่วนที่เหลือไปชำระดอกเบี้ยกับเงินต้นบางส่วนตามสัญญาขายลดเช็ค ซึ่งปรากฏว่า ณ วันที่ 15 มีนาคม 2533จำเลยที่ 1 ค้างชำระต้นเงินโจทก์อยู่ 572,234.32 บาทขอให้บังคับจำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 572,234.32 บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปี
นับแต่วันที่ 15 มีนาคม2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลยที่ 1 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 และนางทิพย์สุดา สุขารมณ์ค้ำประกันจำเลยที่ 1 ในการขายลดเช็คให้โจทก์ มีบุคคลภายนอกชำระหนี้แทนนางทิพย์สุดาจนครบถ้วนและโจทก์พอใจ อีกทั้งโจทก์ได้สละสิทธิในอันที่จะเรียกร้องเอาจากจำเลยที่ 2 แล้ว โจทก์จึงไม่มีสิทธิเรียกร้องให้จำเลยที่ 2 ชำระหนี้ได้ จำนวนเงิน 14,456.25 บาทขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงินจำนวน 400,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 8 สิงหาคม 2526 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2529 และร่วมกันชำระเงิน 200,000 บาท
พร้อมด้วยดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17.5 ต่อปีนับแต่วันที่ 20 มกราคม 2527 ถึงวันที่ 1 มกราคม 2529 และนับต่อวันที่ 2 มกราคม 2529 เป็นต้นไปให้คิดดอกเบี้ยจากต้นเงิน600,000 บาทในอัตราร้อยละ 17 ต่อปี เป็นต้นไปจนถึง(ที่ถูกน่าจะเป็นและนับตั้งแต่วันที่ 15 มีนาคม 2533 เป็นต้นไป)วันที่ 15 มีนาคม 2533 คิดดอกเบี้ยได้จำนวนเท่าใดให้นำเงินจำนวน 705,230.97 บาท หักออก หากยังเหลืออยู่ให้นำไปหักออกจากต้นเงินจำนวน 600,000 บาท จากนั้นให้คิดดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 17 ต่อปี จากยอดเงินคงเหลือต่อไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์จำเลย ทั้ง สอง อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยทั้งสองร่วมกันชำระเงิน545,082.64 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 17 ต่อปีนับแต่วันที่ 15 มีนาคม 2533 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่โจทก์โดยให้น้ำยอดหนี้ที่โจทก์ได้รับชำระตามคำพิพากษาในคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ 17202/2527 และ 1950/2528 ของศาลชั้นต้นมาหักออกจำเลย
ทั้ง สอง ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "สำหรับปัญหาที่จำเลยทั้งสองฎีกาว่าการชำระหนี้บางส่วนแทนนางทิพย์สุดา โดยบุคคลภายนอกและโจทก์สละสิทธิไม่ติดใจเรียกร้องในหนี้ส่วนที่ยังเหลือจากนางทิพย์สุดาอีก ซึ่งจำเลยทั้งสองอ้างว่าการสละสิทธิของโจทก์ดังกล่าวเป็นการปลดหนี้มีผลให้ผู้ค้ำประกันหลุดพ้น และนางทิพย์สุดาเป็นผู้ค้ำประกันที่ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วม ย่อมมีผลให้จำเลยทั้งสองหลุดพ้นจากหนี้ด้วยนั้น เห็นว่า ที่ผู้ค้ำประกันยอมผูกพันตนต่อเจ้าหนี้ยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมนั้น มีผลเป็นการสละสิทธิบางประการที่ผู้ค้ำประกันอาจยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ตามบทบัญญัติแห่งกฎหมายว่าด้วยลักษณะค้ำประกันเท่านั้น หน้าที่ความรับผิดของลูกหนี้ชั้นต้นที่มีต่อเจ้าหนี้ก็ดี
ต่อผู้ค้ำประกันในฐานะพิเศษดังกล่าวก็ดี ยังคงมีอยู่ตามเดิม เหตุหลุดพ้นจากหนี้ที่ค้ำประกันของผู้ค้ำประกันจะเป็นผลให้จำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นหลุดพ้นไปด้วยนั้นย่อมเป็นไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 685 คือ จะหลุดพ้นเฉพาะในส่วนที่ผู้ค้ำประกันได้ชำระหนี้ ในส่วนหนี้ที่ยังเหลือนั้นจำเลยที่ 1 ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ดังนี้ ที่บุคคลภายนอกชำระหนี้แทนนางทิพย์สุดาไปเท่าใดจึงถือได้ว่าเป็นการชำระหนี้โดยนางทิพย์สุดาผู้ค้ำประกันและมีผลให้จำเลยที่ 1 หลุดพ้นเพียงเท่าจำนวนนั้น หนี้ส่วนที่นางทิพย์สุดายังมิได้ชำระ แม้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้จะไม่ติดใจเรียกร้องจากนางทิพย์สุดา ไม่ว่าจะในรูปปลดหนี้หรือประนีประนอมยอมความหนี้ส่วนดังกล่าวยังคงเป็นส่วนที่ยังมิได้มีการชำระจำเลยที่ 1ในฐานะลูกหนี้ชั้นต้นยังคงต้องรับผิดต่อเจ้าหนี้ที่ศาลล่างทั้งสองพิพากษาต้องตรงกันให้จำเลยที่ 1 รับผิดนั้นศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผล
ฎีกาจำเลยที่ 1 ฟังไม่ขึ้นแต่สำหรับจำเลยที่ 2 นั้น เป็นการค้ำประกันหนี้รายเดียวย่อมมีผลเป็นผู้ค้ำประกันร่วมกับนางทิพย์สุดา จึงมีความรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมกันกับนางทิพย์สุดาทั้งนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 682 วรรคสอง เมื่อนางทิพย์สุดาโดยบุคคลภายนอกได้ชำระหนี้ที่ตนค้ำประกันเต็มจำนวนตามที่โจทก์เรียกร้องแล้วดังปรากฏตามคำขอรับชำระหนี้เอกสารหมายล.1 และการ์ดบัญชีเอกสารหมาย จ.19 ตามรายการลงวันที่15 มีนาคม 2533 ทำให้โจทก์ซึ่งเป็นเจ้าหนี้สละสิทธิต่อนางทิพย์สุดามีผลให้หนี้ระงับสำหรับนางทิพย์สุดา ย่อมมีผลให้หนี้สำหรับจำเลยที่ 2 ระงับไปด้วยตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 340 และมาตรา 293 จำเลยที่ 2 จึงหลุดพ้นไปด้วยที่ศาลล่างทั้งสองยังคงให้จำเลยที่ 2 รับผิดนั้นไม่ต้องด้วยความเห็นของศาลฎีกา ฎีกาจำเลยที่ 2 ฟังขึ้น"
Result
พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ยกฟ้องสำหรับจำเลยที่ 2 สำหรับจำเลยที่ 1ให้บังคับคดีตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์