คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ร่วมยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นอนุญาตให้เข้าร่วมเป็นโจทก์เฉพาะความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่น ตามมาตรา 288, 83 จำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตาย ตามมาตรา 199, 83 ส่วนความผิดอื่นฐานให้การปฏิเสธ
ศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ว พิพากษาว่าจำเลยที่ 1 มีความผิดฐานฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และจำเลยทั้งสองมีความผิดฐานร่วมกันซ่อนเร้น ย้ายศพเพื่อปิดบังการตายหรือเหตุแห่งการตายตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 จำคุกจำเลยที่ 1 รวม 2 ข้อหามีกำหนด 33 ปี 10 เดือน ส่วนจำเลยที่ 2 ลงโทษจำคุกตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 ข้อหาเดียวมีกำหนด 6 เดือน โจทก์ โจทก์ร่วมและจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ โดยโจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้อง จำเลยที่ 1 อุทธรณ์ว่า กระทำผิดโดยบันดาลโทสะ ส่วนจำเลยที่ 2 อุทธรณ์ว่าโทษจำคุกสูงเกินไปและขอให้รอการลงโทษ ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้อง ส่วนโจทก์และจำเลยทั้งสองไม่ฎีกา ดังนี้ คดีสำหรับจำเลยที่ 1 ในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 และจำเลยทั้งสองในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบ 83 จึงยุติไปตามคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 6 ดังกล่าว คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของโจทก์ร่วมในชั้นนี้แต่เพียงว่า จำเลยที่ 2 กระทำความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า คดีนี้ศาลชั้นต้นลงโทษจำคุกจำเลยที่ 2 เฉพาะในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 199 ประกอบมาตรา 83 เพียงข้อเดียว ข้อหาอื่นนอกจากนี้ให้ยก โจทก์และโจทก์ร่วมอุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ตามฟ้อง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืน จึงมีผลเท่ากับศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ภาค 6 ต่างพิพากษาให้ยกฟ้องโจทก์สำหรับจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 ดังกล่าว โดยอาศัยข้อเท็จจริง
โจทก์ร่วมฎีกาขอให้ลงโทษจำเลยที่ 2 ในความผิดฐานร่วมกันฆ่าผู้อื่นตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบมาตรา 83 อีกไม่ได้ เพราะต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 เว้นแต่ผู้พิพากษาซึ่งพิจารณา หรือลงชื่อในคำพิพากษาหรือทำความเห็นแย้งในศาลชั้นต้นหรือศาลอุทธรณ์ภาค 6
พิเคราะห์แล้วเห็นว่าข้อความที่ตัดสินนั้นเป็นปัญหาสำคัญอันควรสู่ศาลสูงสุดและอนุญาตให้ฎีกา หรืออธิบดีกรมอัยการลงลายมือชื่อรับรองในฎีกาว่ามีเหตุอันควรที่ศาลสูงสุดจะได้วินิจฉัย ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 แต่โจทก์ร่วมฎีกาโดยไม่ปรากฏว่ามีผู้อนุญาตหรือรับรองให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 221 ฎีกาของโจทก์ร่วมจึงต้องห้ามมิให้ฎีกาตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 220 ที่ศาลชั้นต้นสั่งรับฎีกาของโจทก์ร่วมมานั้นไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัยให้
Result
พิพากษายกฎีกาของโจทก์ร่วม