Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 916/2551

พ.ศ. 2551 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน คิดเป็นเงิน 240,000 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน ที่ดินที่โจทก์ทั้งสี่แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท เมื่อราคาทรัพย์สินหรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.พ. มาตรา 248 วรรคหนึ่ง ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยร่วมกับ ห. เข้าครอบครองทำประโยชน์ที่ดินพิพาทมาตั้งแต่แรกและต่อมา ห. ได้ยกที่ดินพิพาทในส่วนของ ห. ให้แก่จำเลยแล้วก็ดี จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองในที่ดินพิพาทแล้วก็ดี และแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่าจำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นก็ตามแต่จำเลยก็ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเป็นการยึดถือเพื่อตนแล้วก็ดี เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่ ห. ถึงแก่ความตายเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่า จำเลยไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่ ห. ถึงแก่ความตาย ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตาม ป.พ.พ. มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง จึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ที่ 1 ที่ 3 และนางประยงค์มารดา โจทก์ที่ 4 เป็นบุตรนางแจ๋ว กับนายเหล็ง นายเหล็งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองที่ดินตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 7 หมู่ที่ 1 ตำบลโพธิ์เหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี เนื้อที่ 2 งาน 50 ตารางวา นายเหล็งถึงแก่ความตายเมื่อวันที่ 26 เมษายน 2521 ที่ดินดังกล่าวตกเป็นมรดกแก่โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 นางประยงค์และจำเลยคนละหนึ่งส่วน โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 และนางประยงค์ร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ที่ดินดังกล่าว จำเลยไม่เคยยุ่งเกี่ยว จนกระทั่งประมาณ 8 ถึง 9 ปี ที่ผ่านไปจำเลยขอปลูกบ้านอยู่อาศัยในที่ดินรวมเนื้อที่ประมาณ 40 ถึง 50 ตารางวา ต่อมาโจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 และนางประยงค์ขอรังวัดเพื่อออกโฉนดที่ดินแปลงดังกล่าว แต่จำเลยคัดค้านอ้างว่ามีส่วนในที่ดิน

โจทก์ทั้งสี่จึงฟ้องขับไล่จำเลย ขณะนั้นนางประยงค์ถึงแก่ความตายแล้ว

ระหว่างพิจารณาโจทก์ทั้งสี่ถอนฟ้องเนื่องจากเห็นว่าจำเลยเป็นทายาทคนหนึ่งด้วย และไปขอรังวัดใหม่เพื่อกันส่วนที่ดินที่จำเลยครอบครองให้แก่จำเลย แต่จำเลยคัดค้านการรังวัดและบุกรุกเข้าไปถางที่ดินส่วนของโจทก์ทั้งสี่ตั้งแต่กลางเดือนกุมภาพันธ์ 2542 ขอให้ศาลพิพากษาห้ามจำเลยคัดค้านการรังวัดออกโฉนดที่ดินเฉพาะส่วนของโจทก์ทั้งสี่เนื้อที่สี่ในห้าส่วน จำนวน 2 งาน และให้ความยินยอมในการรังวัดออกโฉนด หากจำเลยไม่ปฏิบัติตามให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนา การแบ่งต้วทรัพย์ หากตกลงกันไม่ได้ให้ประมูลราคาระหว่างคู่ความหรือขายทอดตลาดนำเงินมาแบ่งกันตามส่วน

จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การว่า เดิมนายเหล็งและจำเลยร่วมกันครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท หลังจากนายเหล็งตาย จำเลยรับมรดกและเข้าครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนเองทั้งแปลงแต่เพียงผู้เดียวมาจนถึงปัจจุปันเป็นเวลากว่า 10 ปี จำเลยจึงได้กรรมสิทธิ์ที่ดินพิพาทโดยการครอบครอง โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 และนายประยงค์ไม่เคยเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาท

โจทก์ทั้งสี่เคยฟ้องจำเลยในเรื่องเดียวกันนี้แล้วถอนฟ้อง แต่จำเลยคัดค้าน ศาลมีคำสั่งจำหน่ายคดีเนื่องจากโจทก์ไม่ชำระค่าขึ้นศาล ตามคดีหมายเลขแดงที่ 1004/2541 ของศาลชั้นต้นคดีนี้จึงฟ้องซ้ำกับคดีดังกล่าว

โจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกินกว่าหนึ่งปีนับแต่เจ้ามรดกถึงแก่ความตาย จึงขาดอายุความ ขอให้ยกฟ้อง

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่าโจทก์ทั้งสี่มีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทตามแบบแจ้งการครอบครอง (ส.ค.1) เลขที่ 7 หมู่ที่ 1 ตำบลบางโพธิ์เหนือ อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ร่วมกับจำเลย โดยมีสิทธิคนละ 1 ส่วน ห้ามจำเลยคัดค้านการออกโฉนดที่ดินดังกล่าวของโจทก์ทั้งสี่ ให้จำเลยแบ่งที่ดินแก่โจทก์ทั้งสี่โดยให้โจทก์ทั้งสี่ได้รับคนละหนึ่งส่วนในห้าส่วน วิธีการแบ่งแยกให้ดำเนินการตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1364

จำเลยอุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์ภาค 1 พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "คดีนี้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องขอให้บังคับจำเลยแบ่งที่ดินทรัพย์มรดกแก่โจทก์ทั้งสี่คนละ 1 ส่วน รวม 4 ส่วน ใน 5 ส่วน คิดเป็นเงิน 240,000 บาท แม้โจทก์ทั้งสี่ฟ้องรวมกันมา การอุทธรณ์ฎีกาก็ต้องถือทุนทรัพย์ของโจทก์แต่ละคนแยกกัน เพราะเป็นเรื่องโจทก์แต่ละคนใช้สิทธิเฉพาะของตน เมื่อที่ดินพิพาท 4 ส่วน ที่โจทก์ทั้งสี่ตีราคาเป็นทุนทรัพย์รวมกันมานั้นมีราคา 240,000 บาท ที่ดินแต่ละส่วนที่โจทก์ทั้งสี่แต่ละคนฟ้องขอแบ่งจึงมีราคาไม่เกิน 200,000 บาท ส่วนราคาทรัพย์สินหรือจำนวนทุนทรัพย์ที่พิพาทกันในชั้นฎีการะหว่างจำเลยกับโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนก็ต้องแยกจากกันเช่นกัน เมื่อราคาทรัพย์หรือทุนทรัพย์ที่พิพาทในชั้นฎีการะหว่างจำเลยและโจทก์ทั้งสี่แต่ละคนไม่เกิน 200,000 บาท จึงต้องห้ามจำเลยฎีกาในข้อเท็จจริงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 248 วรรคหนึ่ง

ที่จำเลยฎีกาว่าจำเลยมีสิทธิครอบครองที่ดินพิพาทเนื่องจากจำเลยร่วมกับนายเหล็งเข้าครอบครองทำประโยชน์ในที่ดินพิพาทมาตั้งแต่แรกและต่อมานายเหล็งได้ยกที่ดินพิพาทในส่วนของนายเหล็งให้แก่จำเลยแล้วก็ดี จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทเพื่อตนจนได้สิทธิครอบครองที่ดินพิพาทแล้วก็ดี และแม้ข้อเท็จจริงจะรับฟังว่า จำเลยครอบครองที่ดินพิพาทแทนทายาทอื่นก็ตาม แต่จำเลยก็ได้แสดงเจตนาเปลี่ยนแปลงการยึดถือที่ดินพิพาทเป็นการยึดถือเพื่อตนแล้วก็ดี เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่านายเหล็งเป็นผู้มีสิทธิครอบครองในที่ดินพิพาททั้งแปลง โดยนายเหล็งไม่ได้ยกที่ดินพิพาทให้แก่บุคคลใดก่อนที่จะถึงแก่ความตาย

เมื่อนายเหล็งถึงแก่ความตาย ที่ดินพิพาทจึงเป็นทรัพย์มรดกแก่โจทก์ที่ 1 ถึง ที่ 3 นางประยงค์โดยมีโจทก์ที่ 4 เป็นทายาทรับมรดกแทนที่ และจำเลย ฎีกาของจำเลยในส่วนนี้จึงเป็นฎีกาในข้อเท็จจริง ซึ่งต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าว ส่วนที่จำเลยฎีกาว่า ฟ้องโจทก์ทั้งสี่ขาดอายุความเนื่องจากโจทก์ทั้งสี่ฟ้องคดีเกินกว่า 1 ปี นับแต่นายเหล็งถึงแก่ความตายนั้น เห็นว่าฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าวเป็นการโต้แย้งคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ภาค 1 ที่วินิจฉัยว่าจำเลยไม่ได้เข้าครอบครองที่ดินพิพาทภายใน 1 ปี นับแต่นายเหล็งถึงแก่ความตายฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 วรรคหนึ่ง เป็นการโต้แย้งดุลพินิจในการรับฟังพยานหลักฐานของศาลอุทธรณ์ภาค 1 อันเป็นการโต้เถียงข้อเท็จจริงเพื่อนำไปสู่ปัญหาข้อกฎหมาย ซึ่งถือได้ว่าเป็นฎีกาในข้อเท็จจริงเช่นเดียวกัน ฎีกาของจำเลยในประเด็นดังกล่าวจึงต้องห้ามตามบทบัญญัติดังกล่าวเช่นกัน ที่ศาลชั้นต้นมีคำสั่งรับฎีกาของจำเลยจึงเป็นการไม่ชอบ ศาลฎีกาไม่รับวินิจฉัย"

Result

พิพากษายกฎีกาจำเลยง

Matter details

Panel of judges
อร่าม เสนามนตรี · เปรมใจ กิติคุณไพโรจน์ · นพวรรณ อินทรัมพรรย์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5689/2552

คดีนี้โจทก์ฟ้องขอให้เพิกถอนนิติกรรมการโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินระหว่างจำเลยที่ 1 บิดาโจทก์กับจำเลยที่ 2 โดยอ้างว่าที่ดินเป็นสินสมรสระหว่างจำเลยที่ 1 กับ อ. มารดาโจทก์ซึ่งถึงแก่กรรมไปแล้ว จึงเป็นการเรียกให้ไ…

Supreme Court Judgment No. 5210/2545

โจทก์และจำเลยทั้งสองเป็นอิสลามศาสนิกอยู่ในจังหวัดนราธิวาส โจทก์ฟ้องขอแบ่งที่ดินอ้างว่าเป็นทรัพย์มรดกของ จ. บิดาโจทก์และจำเลยทั้งสอง แต่จำเลยทั้งสองต่อสู้ว่าที่ดินดังกล่าวมิใช่ทรัพย์มรดกของ จ. แต่เป็นข…

Supreme Court Judgment No. 1041/2541

โจทก์ทั้งห้าฟ้องขอให้บังคับจำเลยจดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินส่วนที่เป็นมรดกเนื้อที่ 119.45 ตารางวา ราคา 1,000,000 บาท ให้แก่โจทก์ทั้งห้าแม้จะฟ้องรวมกันมาโดยมิได้ระบุส่วนที่โจทก์แต่ละคนจะได้รับในคำฟ้อง…

Supreme Court Judgment No. 660/2490

ในกรณีที่เป็นผัวเมียตามกฎหมายเก่า เมื่อไม่ปรากฏว่าทั้งสองฝ่ายมีสินเดิม ก็ต้องแบ่งสินสมรสให้แก่สามี 2 ส่วน ภรรยา 1 ส่วน ศาลชั้นต้นฟังว่า จำเลยปกครองมฤดกแทนโจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ยกฟ้องในข้อที่ไม่มีทรัพย์…

Supreme Court Judgment No. 1020/2567

ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 247 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า "การฎีกาคำพิพากษาหรือคำสั่งของศาลอุทธรณ์ ให้กระทำได้เมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา" และวรรคสอง บัญญัติว่า "การขออนุญาตฎีกา ให้ยื่นคำร้องพร้อมกับคำฟ้องฎีกาต่อศาล…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up