คำฟ้องและคำให้การ
ผู้ร้องทั้งสามเป็นฝ่ายกล่าวอ้างในคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามร่วมกันครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและโดยเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของติดต่อกันเป็นเวลาเกินกว่า 10 ปี ต่อเนื่องกับการครอบครองยึดถือเพื่อตนของบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนที่นางสาวบุญมีผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมในที่ดินพิพาทบอกยกที่ดินพิพาทให้ตั้งแต่ประมาณปี 2500 ที่ดินพิพาทจึงตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ ผู้คัดค้านโต้แย้งว่า นางสาวบุญมีให้บิดามารดาของผู้ร้องแต่ละคนอาศัยอยู่ในที่ดินพิพาทโดยไม่มีค่าตอบแทนตั้งแต่ประมาณปี 2500 หลังจากนั้นบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนตลอดจนผู้ร้องทั้งสามไม่เคยบอกกล่าวหรือแสดงเจตนาแก่นางสาวบุญมีหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะเปลี่ยนลักษณะการครอบครอง โดยจะไม่ครอบครองแทนอีกต่อไป
ดังนี้ ภาระการพิสูจน์จึงตกแก่ผู้ร้องทั้งสาม ซึ่งตามที่ผู้ร้องทั้งสามกล่าวอ้างในคำร้องขอถึงจุดเริ่มต้นอันเป็นเหตุให้มีการเข้าครอบครองยึดถือที่ดินพิพาทเพื่อตนว่าเป็นเพราะนางสาวบุญมีบอกยกที่ดินพิพาทให้บิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนนั้น ผู้ร้องทั้งสามกลับนำสืบแตกต่างไปว่าได้รับคำบอกเล่าจากบิดามารดาของตนว่าร่วมกันตกลงซื้อขายที่ดินพิพาทด้วยวาจากับฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตผู้เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์รวมโดยได้รับมอบโฉนดที่ดินให้ยึดถือไว้ ซึ่งตามที่ผู้ร้องที่ 3 เบิกความตอบทนายผู้ร้องทั้งสามถามติงว่า หลังจากนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมี และนายวิชิตขายที่ดินพิพาทให้บิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแล้ว
ผู้ร้องที่ 3 ไม่ทราบว่าบุคคลทั้งสามหายไปไหน แต่กลับปรากฏจากคำเบิกความของนางชัชซึ่งเป็นพยานผู้ร้องทั้งสามเองว่าในปี 2512 นางชัชยังเคยเห็นนางสาวบุญมีอยู่ที่บ้านนางสาวบุญมีในบริเวณที่ดินพิพาทและยังเคยเห็นนายวิชิตออกเรือไปหาปลา อันเป็นข้อเท็จจริงที่แตกต่างขัดแย้งกันอย่างชัดแจ้ง กรณีจึงไม่อาจรับฟังข้อเท็จจริงเป็นอย่างหนึ่งอย่างใดได้แน่ชัด นอกจากนี้ปรากฏจากคำเบิกความของผู้ร้องที่ 3 ที่ตอบทนายผู้คัดค้านถามค้านได้ความตรงกันว่า ผู้ร้องที่ 2 และผู้ร้องที่ 3 ได้รับคำบอกเล่าจากบิดามารดาของตนว่าในการซื้อขายที่ดินพิพาทฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิตส่งมอบโฉนดที่ดินให้ไว้โดยแจ้งว่าจะมาจดทะเบียนโอนให้ในภายหลัง ซึ่งหากข้อนำสืบของผู้ร้องทั้งสามในส่วนนี้เป็นเรื่องแท้จริงข้อตกลงระหว่างฝ่ายบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามกับฝ่ายนางสาวบุญช่วย
นางสาวบุญมีและนายวิชิตที่ประสงค์จะมีการทำสัญญาซื้อขายที่ดินพิพาทตามแบบของกฎหมายโดยจะไปจดทะเบียนโอนกันที่สำนักงานที่ดินในภายหลังก็มีลักษณะเป็นสัญญาจะซื้อขาย กรรมสิทธิ์ในที่ดินพิพาทยังไม่โอนมายังผู้ซื้อจนกว่าจะได้จดทะเบียนโอนตามแบบของกฎหมาย แม้ฝ่ายบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทแล้วก็ถือว่าเป็นการครอบครองแทนฝ่ายนางสาวบุญช่วย นางสาวบุญมีและนายวิชิต ผู้จะขายเรื่อยมา การที่ผู้ร้องทั้งสามเข้าครอบครองที่ดินพิพาทสืบต่อจากบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนจึงเป็นการครอบครองแทนเช่นกัน เมื่อไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าบิดามารดาของผู้ร้องทั้งสามแต่ละคนหรือผู้ร้องทั้งสามได้บอกกล่าวเปลี่ยนลักษณะการยึดถือที่ดินพิพาทแก่ฝ่ายนางสาวบุญช่วย
นางสาวบุญมีและนายวิชิตหรือผู้คัดค้านซึ่งเป็นทายาทว่าจะไม่ยึดถือแทนอีกต่อไป แม้ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทมาเกิน 10 ปี ก็ไม่ได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ ดังนี้ พยานหลักฐานที่ผู้ร้องทั้งสามนำสืบจึงรับฟังไม่ได้ตามภาระการพิสูจน์ ข้อเท็จจริงต้องฟังว่า ที่ดินพิพาทไม่ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามโดยการครอบครองตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1382
ศาลฎีกาวินิจฉัย
อนึ่ง คดีนี้ผู้ร้องทั้งสามบรรยายคำร้องขอว่า ผู้ร้องทั้งสามครอบครองที่ดินพิพาทโดยความสงบและเปิดเผยด้วยเจตนาเป็นเจ้าของสืบต่อจากบิดามารดาที่ถึงแก่ความตายแล้วร่วมกันเป็นเวลานานกว่า 20 ปี และมีคำขอให้ศาลมีคำสั่งว่าที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องทั้งสามร่วมกันโดยการครอบครองปรปักษ์ กรณีมิใช่คำร้องขอที่ประสงค์ขอให้ศาลมีคำสั่งว่า ที่ดินพิพาทตกเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องแต่ละคนโดยการครอบครองปรปักษ์ตามเนื้อที่ที่แยกกันครอบครองเป็นส่วนสัด จึงย่อมจะคิดแยกทุนทรัพย์ที่ดินตามที่ผู้ร้องแต่ละคนครอบครองอยู่ไม่ได้ ทุนทรัพย์ในคดีนี้ต้องถือตามราคาที่ดินพิพาททั้งแปลงที่คู่ความตีราคา 560,000 บาท ฎีกาของผู้คัดค้านจึงไม่ต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงที่ศาลอุทธรณ์ภาค 7 พิพากษามานั้น ศาลฎีกาไม่เห็นพ้องด้วย ฎีกาของผู้คัดค้านฟังขึ้น
Result
พิพากษากลับ ให้ยกคำร้องขอของผู้ร้องทั้งสาม ค่าฤชาธรรมเนียมทั้งสามศาลให้เป็นพับ