Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 9221/2547

พ.ศ. 2547 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

จำเลยใช้กระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำสำหรับซุกซ่อนธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ใช้สำหรับซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษ ของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือ เครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตาม พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษฯ มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดตาม ป.อ. มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและสั่งคืนแก่เจ้าของ

Provisions the court ruled on

ป.อ. Section 32 ป.อ. Section 33 ป.วิ.อ. Section 195 ป.วิ.อ. Section 225 พ.ร.บ.ยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 Section 102

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยทั้งสองตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 4, 7, 8, 15, 66, 67, 102 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32, 33, 49, 58, 83 ริบเมทแอมเฟตามีนกับกระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำของกลาง และบวกโทษจำคุกของจำเลยที่ 2 ที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2499/2543 ของศาลแขวงพระโขนงเข้ากับโทษของจำเลยที่ 2 ในคดีนี้ จำเลยที่ 1 ให้การรับสารภาพ จำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธ แต่รับว่าเป็นบุคคลคนเดียวกับจำเลยในคดีที่ขอให้บวกโทษ

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยทั้งสองมีความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 15 วรรคสอง, 66 วรรคสอง ประกอบประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 83 จำคุกจำเลยทั้งสองตลอดชีวิต คำให้การรับสารภาพของจำเลยที่ 1 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษ ลดโทษให้กึ่งหนึ่งตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงจำคุก 25 ปี คำรับสารภาพชั้นจับกุมและทางนำสืบของจำเลยที่ 2 เป็นประโยชน์แก่การพิจารณา มีเหตุบรรเทาโทษลดโทษให้หนึ่งในสามตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 78 ประกอบมาตรา 53 คงลงโทษจำคุก 33 ปี 4 เดือน ให้นำโทษจำคุกที่รอการลงโทษไว้ในคดีอาญาหมายเลขแดงที่ 2499/2543 ของศาลแขวงพระโขนงมาบวกกับโทษคดีนี้ เป็นจำคุก 33 ปี 4 เดือน 15 วัน ริบเมทแอมเฟตามีนและกระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำ 1 ใบ ของกลาง

จำเลยทั้งสองอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน จำเลยที่ 2 ฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัย

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ข้อเท็จจริงฟังยุติตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์โดยจำเลยที่ 2 มิได้ฎีกาโต้แย้งว่า วัตถุเม็ดของกลางจำนวน 19,856 เม็ด ที่บรรจุอยู่ในถุงกระดาษสีน้ำตาลขนาด 12 คูณ 17 นิ้ว พันตำรวจตรีหญิงสุนันท์ได้ตรวจพิสูจน์แล้วปรากฏว่าเมทแอมเฟตามีนอันเป็นยาเสพติดให้โทษในประเภท 1 น้ำหนัก 1,910.700 กรัม ตามรายงานการตรวจพิสูจน์เอกสารหมาย จ.2 และจำเลยที่ 1 มีเมทแอมเฟตามีนของกลางดังกล่าวไว้ในครอบครองเพื่อจำหน่าย ปัญหาที่ต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 2 มีว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิดกับจำเลยที่ 1 หรือไม่ โจทก์มีพันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยเป็นพยานเบิกความว่า หลังจากที่ทราบจากสายลับว่า จำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ลูกค้าที่หลังอู่รถยนต์โดยสารประจำทางสาย 4 ริมทางรถไฟแขวงคลองเตย

เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร พันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยกับพวกรวม 8 คน จึงไปซุ่มดูบริเวณที่เกิดเหตุนานประมาณ 10 นาที ก็เห็นจำเลยที่ 1 หิ้วถุงกระดาษเดินผ่านมา พันตำรวจตรีสมเกียรติกับพวกเดินตามเพื่อตรวจค้น เมื่อจำเลยที่ 1 เดินเลี้ยวซ้ายไปถึงบริเวณมุมบ้านเลขที่ 23/10 พันตำรวจตรีสมเกียรติกับพวกตามไปทัน พบจำเลยที่ 2 ยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 โดยจำเลยที่ 2 หิ้วถุงใบเดียวกับที่จำเลยที่ 1 หิ้วมา พันตำรวจตรีสมเกียรติกับพวกจึงขอตรวจค้นตัวจำเลยทั้งสองพบเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ในถุงกระดาษ และพบเงินสดจำนวน 40,000 บาท อยู่ในกระเป๋าผ้าร่มสีดำที่จำเลยที่ 1 สะพายอยู่ จำเลยที่ 2 รับว่ารับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 เพื่อนำไปจำหน่ายต่อ

เห็นว่า ขณะเกิดเหตุเป็นเวลากลางวัน เจ้าพนักงานตำรวจตรวจค้นจับกุมจำเลยที่ 2 ได้ในขณะที่จำเลยที่ 2 หิ้วถุงกระดาษซึ่งมีเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ภายใน โดยก่อนหน้านั้นจำเลยที่ 1 หิ้วถุงกระดาษดังกล่าวและเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 เพราะสืบทราบมาว่าจำเลยที่ 1 จะนำเมทแอมเฟตามีนส่งให้แก่ลูกค้า เมื่อถูกจับจำเลยที่ 1 ก็รับว่าได้นำเมทแอมเฟตามีนมาส่งให้แก่ลูกค้า ส่วนจำเลยที่ 2 รับว่า ตนได้รับเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ตามบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 คำเบิกความของพยานโจทก์ทั้งสองมีเหตุผลและสอดคล้องต้องกันอย่างสมจริง และคำเบิกความมีลักษณะเป็นกลาง มิได้มุ่งร้ายจนเห็นได้ชัดว่าจงใจจะให้จำเลยทั้งสองต้องรับผิด

ประกอบกับจำเลยทั้งสองให้การรับสารภาพในขณะถูกจับกุม เพราะยังไม่มีเวลาคิดปรุงแต่งคำพูดของตนเพื่อให้พ้นผิดเนื่องจากถูกจับได้พร้อมเมทแอมเฟตามีนของกลาง พยานหลักฐานของโจทก์จึงมีน้ำหนักมั่นคง รับฟังได้โดยปราศจากข้อระแวงสงสัยว่า จำเลยที่ 2 ร่วมกระทำความผิด กับจำเลยที่ 1 ที่จำเลยที่ 2 ฎีกาว่า พันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยไม่เห็นจำเลยที่ 1 ส่งถุงเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 ทั้ง ๆ ที่พยานโจทก์ทั้งสองติดตามจำเลยที่ 1 อย่างกระชั้นชิด และขณะที่เจ้าพนักงานตำรวจเข้าไปหาจำเลยทั้งสอง จำเลยที่ 2 มองเห็นเจ้าพนักงานตำรวจ จำเลยที่ 2 ต้องหลบหนีไปแล้วพยานหลักฐานของโจทก์จึงมีความสงสัยตามสมควร ต้องยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้จำเลยที่ 2 นั้น

เห็นว่า ถึงแม้เจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 อย่างกระชั้นชิดแต่เนื่องจากตอนที่จำเลยที่ 1 ส่งถุงเมทแอมเฟตามีนให้แก่จำเลยที่ 2 นั้นเป็นช่วงเลี้ยวหัวมุมทางเดิน เจ้าพนักงานตำรวจจึงเห็นตอนที่จำเลยที่ 2 หิ้วถุงเมทแอมเฟตามีนแล้ว ส่วนที่จำเลยที่ 2 ไม่หลบหนีนั้น อาจเป็นเพราะเจ้าพนักงานตำรวจติดตามจำเลยที่ 1 ในระยะห่างเพียงประมาณ 5 เมตร จำเลยที่ 2 เห็นโดยกะทันหันย่อมหลบหนีไม่ทัน ประกอบกับความตื่นตระหนกและคาดไม่ถึงจนถึงกับยอมรับสารภาพเพราะตนหิ้วถุงเมทแอมเฟตามีนของกลางอยู่ พยานหลักฐานของโจทก์ไม่มีพิรุธหรือข้อระแวงสงสัยแต่ประการใด ส่วนจำเลยที่ 2 ฎีกาว่า จำเลยที่ 1 โยนถุงเมทแอมเฟตามีนเข้าไปในบ้านที่จำเลยที่ 2 อาศัยอยู่ในขณะที่จำเลยที่ 2 นอนหลับอยู่ภายในบ้านนั้น

เห็นว่า ถึงแม้จำเลยที่ 1 เบิกความว่า จำเลยที่ 2 มิได้ร่วมกระทำความผิดจำเลยที่ 1 โยนถุงเมทแอมเฟตามีนเข้าไปในบ้านเอง แต่นอกจากโจทก์มีคำเบิกความของพันตำรวจตรีสมเกียรติและดาบตำรวจธวัชชัยซึ่งยืนยันว่าจำเลยที่ 2 หิ้วถุงเมทแอมเฟตามีนยืนอยู่กับจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์ยังมีบันทึกการจับกุมเอกสารหมาย จ.1 ซึ่งจำเลยทั้งสองลงลายมือชื่อยอมรับว่าจำเลยที่ 2 รับถุงเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยที่ 1 ทั้งจำเลยที่ 2 มิได้ถามค้านพยานโจทก์ให้เห็นเป็นอย่างอื่น ข้อต่อสู้ของจำเลยที่ 2 จึงไม่มีน้ำหนักพอที่จะหักล้างพยานหลักฐานของโจทก์ ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้น และที่จำเลยที่ 2 ฎีกาขอให้ลงโทษสถานเบานั้น เห็นว่า เมทแอมเฟตามีนของกลางมีจำนวน 19,856 เม็ด มีปริมาณคำนวณเป็นสารบริสุทธิ์ได้ถึง 203.897 กรัม นับว่ามีจำนวนมากอันเป็นอันตรายแก่สังคมโดยรวมอย่างร้ายแรง ที่ศาลอุทธรณ์วางโทษมาแล้วนั้นนับว่าเหมาะแก่พฤติการณ์ในการกระทำความผิดแล้ว ไม่มีเหตุที่ศาลฎีกาจะเปลี่ยนแปลงแก้ไข ฎีกาข้อนี้ของจำเลยที่ 2 ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน

อนึ่งในระหว่างการพิจารณาได้มีพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ (ฉบับที่ 5) พ.ศ.2545 มาตรา 8 และมาตรา 19 ยกเลิกความในมาตรา 15 และมาตรา 66 แห่งพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 และให้ใช้ข้อความใหม่แทน แต่กฎหมายที่แก้ไขใหม่ตามมาตรา 66 วรรคสาม ไม่เป็นคุณแก่จำเลยทั้งสอง จึงต้องใช้กฎหมายซึ่งใช้ในขณะกระทำความผิดบังคับ

อนึ่ง จำเลยใช้กระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำสำหรับซุกซ่อนธนบัตรที่ได้จากการจำหน่ายเมทแอมเฟตามีนไม่ได้ใช้สำหรับซุกซ่อนยาเสพติดให้โทษของกลางดังกล่าวจึงไม่ใช่เครื่องมือเครื่องใช้ หรือวัตถุอื่นซึ่งได้ใช้ในการกระทำความผิดตามพระราชบัญญัติยาเสพติดให้โทษ พ.ศ.2522 มาตรา 102 และไม่ใช่ทรัพย์สินที่กฎหมายบัญญัติว่า ผู้ใดทำหรือมีไว้เป็นความผิดหรือได้มาโดยกระทำความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 32 และ 33 (2) จึงไม่อาจริบได้ ปัญหาดังกล่าวเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อย แม้ไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ศาลฎีกาก็มีอำนาจหยิบยกขึ้นวินิจฉัยและสั่งคืนแก่เจ้าของ"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้คืนกระเป๋าสะพายผ้าร่มสีดำของกลางแก่เจ้าของนอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์

Matter details

Panel of judges
ธีระวัฒน์ ภัทรานวัช · รุ่งโรจน์ รื่นเริงวงศ์ · ปราโมทย์ พิพัทธ์ปราโมทย์
Source
สำนักวิชาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 3937/2554

โจทก์มิได้นำสืบถึงรายการการใช้โทรศัพท์ระหว่างสายลับกับโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลาง ข้อเท็จจริงยังรับฟังไม่ได้ว่าโทรศัพท์เคลื่อนที่ของกลางเป็นเครื่องมือเครื่องใช้ ยานพาหนะหรือวัตถุอื่นใดซึ่งจำเลยได้ใช้ในก…

Supreme Court Judgment No. 8688/2550

โจทก์ขอให้ศาลสั่งริบรถยนต์ของกลางโดยอ้างว่าจำเลยทั้งสองใช้ซุกซ่อนเมทแอมเฟตามีนและใช้เป็นพาหนะในการขนส่งเมทแอมเฟตามีนเพื่อจำหน่าย ขอให้ริบรถจักรยานยนต์ของกลางโดยอ้างว่าเป็นยานพาหนะที่ได้ใช้ในการติดต่อซ…

Supreme Court Judgment No. 897/2544

เมื่อปรากฏว่าธนบัตรของกลางจำนวน 240 บาทที่เจ้าพนักงานตำรวจนำมาใช้ล่อซื้อเมทแอมเฟตามีนจากจำเลยทั้งสามเป็นเงินที่เจ้าพนักงานตำรวจตระเตรียมมา หาใช่เป็นของจำเลยทั้งสามไม่ จึงริบไม่ได้ต้องคืนแก่เจ้าของ ส่ว…

Supreme Court Judgment No. 22722/2555

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยมียาสูบซึ่งผลิตในต่างประเทศโดยมิได้ปิดแสตมป์ยาสูบหลายยี่ห้อ รวม 861 ซอง โดยมิได้บรรยายฟ้องว่าจำเลยขายหรือมีไว้เพื่อขายซึ่งยาสูบที่มิได้ปิดแสตมป์ยาสูบดังกล่าว แม้ในฟ้องจะระบุฐาน…

Supreme Court Judgment No. 4093/2555

ความผิดตาม พ.ร.บ.ภาพยนต์และวีดิทัศน์ พ.ศ.2551 มาตรา 38 วรรคหนึ่ง, 79 และมาตรา 54 วรรคหนึ่ง, 82 สาระสำคัญของการกระทำความผิดอยู่ที่จำเลยประกอบกิจการโดยไม่ได้รับใบอนุญาตจากนายทะเบียน ดังนั้น แผ่นวีซีดีภา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up