Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 929/2544

พ.ศ. 2544 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทั้งที่เห็นอยู่แล้วว่ามีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกกำลังจะแล่นสวนทางโดยจำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไปแต่กลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงขับชนกับรถยนต์บรรทุกด้วยความประมาทซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด ๆนั้น แม้จะไม่บรรยายว่าสัญญาณใด ๆ นั้นคืออะไรก็หาทำให้ฟ้องเคลือบคลุมไม่และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า ด้วยความประมาทนั้น ทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหายโจทก์ร่วมได้รับอันตรายสาหัสจึงไม่จำเป็นต้องระบุข้อความว่าอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 แล้ว

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า เมื่อวันที่ 4 สิงหาคม 2537 เวลากลางวัน จำเลยขับรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-8764 นครสวรรค์ ไปตามถนนสายอุตรดิตถ์-เขื่อนสิริกิติ์ มุ่งหน้าไปทางเขื่อนสิริกิติ์ ขณะอยู่ระหว่างหลักกิโลเมตรที่ 1 กับที่ 2 ตำบลท่าเสา อำเภอเมืองอุตรดิตถ์ จังหวัดอุตรดิตถ์ จำเลยเห็นอยู่แล้วว่าข้างหน้ามีรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคกำลังแล่นไปทิศทางเดียวกัน และในทางเดินรถสวนมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกหมายเลขทะเบียน 80-5630 แพร่ กำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครน จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยไม่ให้สัญญาณใด ๆ แทนที่จะรอให้รถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกดังกล่าวแล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อนด้วยความประมาทของจำเลยดังกล่าว เป็นเหตุให้รถที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกคันดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งสองคัน

นายสัมฤทธิ์คำมา ผู้ขับและนายมนตรี วิเศษ ผู้โดยสารรถยนต์บรรทุกดังกล่าว นายชัยชาญ บุญก่อแก้ว และนายสมพร นุชนาถ ผู้โดยสารรถจำเลยได้รับอันตรายสาหัสป่วยเจ็บด้วยอาการทุกขเวทนาและประกอบกรณียกิจตามปกติไม่ได้เกินกว่ายี่สิบวัน ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 พระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43, 157จำเลยให้การปฏิเสธระหว่างพิจารณา นายสัมฤทธิ์ คำมา ผู้เสียหาย ยื่นคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์

คำพิพากษาศาลล่าง

ศาลชั้นต้นอนุญาตศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 300 และพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4),157 เป็นการกระทำกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ให้ลงโทษบทที่มีโทษหนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 90 ฐานกระทำโดยประมาทเป็นเหตุให้ผู้อื่นได้รับอันตรายสาหัส จำคุก 2 ปีจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 6 พิพากษายืนจำเลยฎีกา โดยผู้พิพากษาซึ่งพิจารณาและลงชื่อในคำพิพากษาศาลชั้นต้นอนุญาตให้ฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "ปัญหาต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยประการแรกว่าฟ้องโจทก์เคลือบคลุม และโจทก์ฟ้องขอให้ลงโทษจำเลยตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 มาตรา 43(4), 157 โดยไม่ได้บรรยายถ้อยคำอันเป็นองค์ประกอบความผิดลงในฟ้อง จึงเป็นฟ้องที่ไม่ชอบนั้น

เห็นว่า โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยขับรถแซงรถเครนของการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเข้าไปในทางเดินรถสวนโดยที่เห็นอยู่แล้วว่าในช่องทางดังกล่าวมีรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกคันหมายเลขทะเบียน80-5630 แพร่ กำลังจะแล่นสวนทางกับรถเครนดังกล่าวโดยที่จำเลยควรใช้ความระมัดระวังขับรถตามรถเครนไปจนกระทั่งรถจักรยานยนต์และรถยนต์บรรทุกที่แล่นสวนทางผ่านพ้นไปก่อน เมื่อถนนช่องเดินรถนั้นว่างปลอดภัยแล้ว จึงขับรถแซงรถเครนขึ้นไป แต่จำเลยกลับมิได้กระทำเช่นนั้น จึงทำให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกนั้นด้วยความประมาท ซึ่งเพียงพอให้จำเลยเข้าใจได้แล้ว ที่โจทก์บรรยายฟ้องด้วยว่า จำเลยกลับเร่งความเร็วรถแซงรถเครนเข้าไปในทางเดินรถสวนทางโดยไม่ได้ให้สัญญาณใด

ๆ นั้น เป็นการขยายความให้เห็นชัดเจนถึงพฤติการณ์การกระทำโดยประมาทของจำเลย แม้โจทก์จะไม่บรรยายว่า สัญญาณใด ๆ นั้น คืออะไรก็หาทำให้ฟ้องโจทก์เคลือบคลุมดังที่จำเลยฎีกาไม่ และเมื่อโจทก์บรรยายฟ้องแล้วว่า จำเลยขับรถโดยประมาทดังกล่าวและบรรยายฟ้องด้วยว่า ด้วยความประมาทนั้น เป็นเหตุให้รถคันที่จำเลยขับชนกับรถยนต์บรรทุกของโจทก์ร่วมทำให้รถยนต์บรรทุกทั้งสองคันเสียหายโจทก์ร่วม นายมนตรี นายชัยชาญและนายสมพรได้รับอันตรายสาหัส จึงไม่จำเป็นต้องบรรยายฟ้องโดยระบุข้อความว่าอันอาจเกิดอันตรายแก่บุคคลหรือทรัพย์สินไว้ด้วยอีก คำบรรยายฟ้องของโจทก์ถือว่าครบองค์ประกอบความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522มาตรา 43(4), 157 แล้ว

ฎีกาของจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นอนึ่ง ศาลอุทธรณ์ภาค 6 วินิจฉัยว่า โจทก์ร่วมมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก พ.ศ. 2522 ทั้งโจทก์ร่วมมีส่วนประมาทด้วยเช่นกัน จึงมิใช่ผู้เสียหายในข้อหาความผิดตามความประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 300 ไม่อาจเข้าร่วมเป็นโจทก์ในคดีนี้ได้โดยไม่มีคู่ความฝ่ายใดฎีกา ปัญหานี้จึงยุติไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6 แต่โดยเหตุที่ศาลอุทธรณ์ภาค 6 มิได้ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม ศาลฎีกาจึงเห็นสมควรแก้ไขเสียให้ถูกต้อง เพราะเป็นปัญหาข้อกฎหมายที่เกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 195 วรรคสอง ประกอบด้วยมาตรา 225"

Result

พิพากษาแก้เป็นว่า ให้ลงโทษจำคุกจำเลย 1 ปี และปรับ 6,000 บาทโทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ 2 ปี โดยให้จำเลยไปรายงานตัวต่อพนักงานคุมประพฤติมีกำหนด 3 เดือนต่อครั้ง ภายในระยะเวลา 1 ปี 6 เดือน และกระทำกิจกรรมบริการสังคมหรือสาธารณประโยชน์ตามที่พนักงานคุมประพฤติและจำเลยเห็นสมควรเป็นเวลา 12 ชั่วโมง ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 หากไม่ชำระค่าปรับให้บังคับตามมาตรา 29, 30 ยกคำร้องขอเข้าร่วมเป็นโจทก์ของโจทก์ร่วม นอกจากที่แก้ให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 6

Matter details

Panel of judges
วัฒนชัย โชติชูตระกูล · ชวลิต ศรีสง่า · วิธวิทย์ หิรัญรุจิพงศ์
Source
เนติบัณฑิตยสภาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2429/2548

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า จำเลยขับรถด้วยความประมาท เป็นเหตุให้ผู้เสียหายที่ 1 ได้รับอันตรายสาหัส และผู้เสียหายที่ 2 ถึงที่ 4 ได้รับอันตรายแก่กาย โดยโจทก์มิได้บรรยายฟ้องให้เห็นว่าจำเลยขับรถโดยไม่คำนึงถึง…

Supreme Court Judgment No. 6746/2537

คำพิพากษาศาลชั้นต้นจะถึงที่สุดก็ต่อเมื่อไม่มีคู่ความฝ่ายใดอุทธรณ์ คดีนี้แม้โจทก์จะเป็นผู้อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยให้หนักขึ้นและไม่รอการลงโทษจำคุกแก่จำเลยก็ตาม คำพิพากษาศาลชั้นต้นสำหรับจำเลยก็ยังไม่ถึงที…

Supreme Court Judgment No. 3706/2563

ในคดีอาญาทั่วไป คดีต้องห้ามฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริงตาม ป.วิ.อ. มาตรา 218 วรรคหนึ่ง ไม่มีบทบัญญัติให้การฎีกาจะกระทำได้ต่อเมื่อได้รับอนุญาตจากศาลฎีกา การฎีกาจึงอยู่ในบังคับตามบทบัญญัติแห่ง ป.วิ.อ. มาตรา 2…

Supreme Court Judgment No. 12008/2554

ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ.2534 มาตรา 121 ซึ่งเป็นกฎหมายที่ใช้บังคับอยู่ในขณะจำเลยยื่นอุทธรณ์ กำหนดว่า จำเลยจะอุทธรณ์ปัญหาข้อเท็จจริงว่าจำเลยมิได้กระทำ…

Supreme Court Judgment No. 4926/2552

ความผิดตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก พ.ศ.2522 มาตรา 11, 43 (4), 148, 157 และ พ.ร.บ.รถยนต์ พ.ศ.2522 มาตรา 12 วรรคหนึ่ง, 60 มีโทษจำคุกตั้งแต่ 1 เดือนลงมา จึงมีอายุความเพียง 1 ปี ตาม ป.อ. มาตรา 95 (5) คดีนี้เหตุเ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up