Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 935/2541

พ.ศ. 2541 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์กับจำเลยที่ 1 ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินแปลงหนึ่งต่อมาจำเลยที่ 1 ได้ขอแบ่งแยกที่ดินแปลงดังกล่าวออกเป็นที่ดินอีกโฉนดหนึ่งเนื้อที่ 18 ตารางวาและจดทะเบียนภารจำยอมเป็นทางเดินให้แก่ที่ดินแปลงอื่น เมื่อทางภารจำยอมที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกไปจากที่ดินซึ่งโจทก์ทำสัญญาจะซื้อเป็นทางภารจำยอมที่มีมาแต่เดิม การแบ่งแยกทางภารจำยอมของจำเลยที่ 1 ออกจากที่ดินซึ่งจำเลยที่ 1 ต้องโอนขายแก่โจทก์ จึงมิใช่การฉ้อฉลโจทก์ โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมของจำเลยที่ 1 สัญญาจะซื้อจะขายที่มีการวางมัดจำเป็นการชำระหนี้บางส่วน การฟ้องร้องบังคับตามสัญญาไม่จำต้องใช้เอกสารเป็นหลักฐาน และไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้นำเอกสารมาแสดงตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94ศาลจึงสามารถรับฟังคำพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารได้ คำขอท้ายฟ้องของโจทก์ขอให้ศาลมีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมของจำเลยที่ 1 ก่อน แล้วจึงขอให้จำเลยที่ 1 ไปดำเนินการจดทะเบียนโอนที่ดินให้แก่โจทก์เมื่อศาลมีคำวินิจฉัยไม่ให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมแล้วศาลจึงไม่จำต้องบังคับให้จำเลยที่ 1 ไปจดทะเบียนโอนที่ดินพิพาทให้แก่โจทก์

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจากจำเลยที่ 1จำนวน 4 แปลง ได้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 27284, 27291, 27292และ 27293 ตำบลบางรักใหญ่ (บางไผ่) อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี โดยตกลงราคาซื้อขาย 3 แปลงแรก เป็นเงิน410,000 บาท แปลงที่ 4 เป็นเงิน 168,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 578,000 บาท จำเลยที่ 1 สัญญาโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินเมื่อโจทก์ส่งเงินครบในแต่ละแปลง ในวันทำสัญญาโจทก์ได้วางมัดจำเป็นเงิน 100,000 บาท ส่วนที่เหลือตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือนต่อมาโจทก์ได้ผ่อนชำระเงินรวม 36 งวด เป็นเงิน 180,000 บาทคงเหลือเงินค้างชำระ 298,400 บาท โจทก์และจำเลยที่ 1ได้นัดโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินตามสัญญาจะซื้อจะขายที่สำนักงานที่ดินในวันที่ 28 เมษายน 2536 ในวันดังกล่าวจำเลยที่ 1 จดทะเบียนโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์เพียง 3 แปลง

คือที่ดินโฉนดเลขที่ 27284, 27291, 27292 โจทก์ได้ชำระเงินแก่จำเลยเป็นแคชเชียร์เช็ค จำนวนเงิน 150,000 บาท และจำเลยที่ 1ได้รับเงินแล้ว ส่วนที่ดินตามโฉนดที่ดินเลขที่ 27293 จำเลยที่ 1ได้นัดให้โจทก์ไปรับโอนกรรมสิทธิ์ในวันที่ 29 เมษายน 2536เมื่อถึงวันนัด โจทก์ได้ไปยังสำนักงานที่ดินจึงได้ทราบว่าจำเลยที่ 1 ได้นำที่ดินดังกล่าวไปจดทะเบียนภารจำยอมบางส่วนในเรื่องทางเดิน ทางรถยนต์ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 70037ตำบลบางรักพัฒนา (บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรีซึ่งการจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าวไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ได้ทราบว่าในวันที่ 28 เมษายน 2536 จำเลยที่ 1 ได้ขอแบ่งแยกโฉนดที่ดินในนามเดิมของที่ดินโฉนดเลขที่ 27293 เป็นที่ดินโฉนดเลขที่ 78759เนื้อที่ 18 ตารางวา โดยที่ดินแปลงที่แบ่งแยกยังคงมีภารจำยอมโจทก์ทราบเรื่องในวันนั้นจึงไม่ยอมรับโอนที่ดินดังกล่าวและได้ทำหนังสือถึงหัวหน้าสำนักงานที่ดินว่า

จำเลยที่ 1ผิดสัญญาจะซื้อจะขาย ส่วนจำเลยที่ 2 เดิมเป็นเจ้าของที่ดินแปลงสามยทรัพย์โฉนดเลขที่ 70037 และเป็นผู้ตกลงจดทะเบียนภารจำยอมกับจำเลยที่ 1 จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 เป็นผู้รับโอนที่ดินโดยการซื้อจากจำเลยที่ 2 การกระทำของจำเลยทั้งห้าเป็นการฉ้อฉลโจทก์ ทำให้โจทก์เสียเปรียบไม่สามารถรับโอนที่ดินได้ครบถ้วนตามสัญญา โดยจำเลยที่ 1 ทราบดีอยู่แล้วว่าได้ทำสัญญาขายที่ดินให้แก่โจทก์แล้วกลับไปทำการจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่จำเลยที่ 2 โดยไม่มีค่าตอบแทน โจทก์ประสงค์ที่จะรับที่ดินเนื้อที่ครบถ้วน 1 งาน 20 ตารางวา โจทก์จึงได้นำเงินส่วนที่จะต้องชำระจำนวน 148,400 บาท ไปวางไว้ ณ สำนักงานบังคับคดีและวางทรัพย์ เพื่อให้จำเลยที่ 1 มารับเงิน

พร้อมกันนั้นโจทก์ได้มีหนังสือบอกกล่าวไปยังจำเลยที่ 1 แต่จำเลยที่ 1 เพิกเฉยขอให้มีคำสั่งเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 27293 และโฉนดเลขที่ 78759 อันเป็นภารยทรัพย์ซึ่งตกเป็นภารจำยอมของที่ดินโฉนดเลขที่ 70037 ตำบลบางรักใหญ่(บางไผ่) อำเภอบางบัวทอง จังหวัดนนทบุรี ให้จำเลยที่ 1ไปจดทะเบียนการโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 27293 และ โฉนดที่ดินเลขที่ 78759 ตำบลบางรักใหญ่ (บางไผ่) อำเภอบางบัวทองจังหวัดนนทบุรี ให้แก่โจทก์ ให้จำเลยที่ 1 เสียค่าฤชาธรรมเนียมและค่าอากรในการจดทะเบียนการโอนฝ่ายละครึ่งกับโจทก์ ส่วนค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายในการขายให้จำเลยที่ 1 เป็นผู้ชำระ หากจำเลยที่ 1 เพิกเฉยให้ถือเอาคำพิพากษาแทนการแสดงเจตนาในการโอนจำเลยที่ 1 ให้การว่า

จำเลยที่ 1 ไม่ได้เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขายที่ดิน ที่ดินโฉนดเลขที่ 27293 มีส่วนหนึ่งเป็นทางเกวียนที่ชาวบ้านที่อาศัยอยู่ทางด้านทิศใต้และทิศตะวันตกของโฉนดที่ดินใช้เป็นทางออกสู่ทางสาธารณะมานานเกิน 10 ปีขึ้นไปจำเป็นต้องเปิดเป็นทางภารจำยอม กว้าง 4 เมตร ยาว 9 เมตรดังนั้น ในการขายที่ดินให้แก่โจทก์จึงได้คิดหักตามอัตราส่วนของที่ดินที่เหลือ ส่วนค่าฤชาธรรมเนียม ค่าอากรในการจดทะเบียนโอนค่าภาษีหัก ณ ที่จ่ายได้ตกลงว่าโจทก์เป็นฝ่ายชำระทั้งสิ้นทั้งนี้เพราะโจทก์ซื้อที่ดินทั้ง 4 แปลง จากจำเลยที่ 1โดยขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน โดยจำเลยที่ 1 ไม่ได้คิดดอกเบี้ยจากโจทก์ จำเลยที่ 1 พร้อมที่จะโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินให้แก่โจทก์ตามข้อตกลงและตามสัญญา แต่โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาโดยอ้างว่าต้องการจะให้โอนใส่ชื่อบุตรโจทก์จึงต้องขอเวลาไปตามบุตรโจทก์มาลงชื่อ และโจทก์กลับอ้างว่าจำเลยที่ 1 เป็นฝ่ายผิดสัญญาและได้อายัดที่ดินพิพาทไว้

จำเลยที่ 1 มิได้ฉ้อฉลโจทก์โจทก์ไม่มีสิทธิบังคับให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมจำเลยที่ 2 ให้การว่า จำเลยที่ 2 เป็นเจ้าของโฉนดที่ดินเลขที่ 70037 และแปลงอื่นบริเวณใกล้เคียงกันหลายแปลงโดยจำเลยที่ 2 อยู่มาตั้งแต่เกิด จำเลยที่ 2 และครอบครัวกับเพื่อนบ้านอีกหลายครอบครัวอาศัยเส้นทางตามโฉนดที่ดิน 78759เนื้อที่ 18 ตารางวา เป็นทางเกวียนและเป็นทางเดินออกสู่ทางสาธารณะมาไม่น้อยกว่า 30 ปีจนปัจจุบัน ดังนั้นที่ดินตามโฉนดเลขที่ 78759 จึงเป็นทางภารจำยอม การที่จำเลยที่ 1จดทะเบียนภารจำยอมทางเดินรถยนต์บนโฉนดเลขที่ 27293 ให้แก่จำเลยที่ 2 จึงเป็นการชอบด้วยกฎหมาย โจทก์ทราบดีตั้งแต่แรกก่อนทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินว่า ที่ดินโฉนดเลขที่ 27293เป็นที่ดินที่มีภารจำยอมติดอยู่

แม้จะมีการจำหน่ายหรือตกติดไปในบังคับแห่งสิทธิอื่น โจทก์ย่อมไม่มีสิทธิที่จะกระทำการอันใดให้ภารจำยอมลดไปหรือเสื่อมความสะดวกตามกฎหมาย โจทก์ไม่มีสิทธิเพิกถอนภารจำยอมตามโฉนดเลขที่ 78759จำเลยที่ 3 ขาดนัดยื่นคำให้การและขาดนัดพิจารณาจำเลยที่ 4 ให้การว่า ขณะจำเลยที่ 1 จดทะเบียนภารจำยอมที่ดินโฉนดเลขที่ 27293 ให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 70037 นั้นโจทก์ยังชำระค่าที่ดินให้แก่จำเลยที่ 1 ไม่ครบ และโจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาจะซื้อจะขาย จำเลยที่ 1 ริบเงินโจทก์ได้และโจทก์ไม่ใช่บุคคลผู้อยู่ในฐานะอันจะให้จดทะเบียนสิทธิของตนได้อยู่ก่อน โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมจำเลยที่ 4 ได้รับโอนที่ดินโฉนดเลขที่ 70037 มาจากจำเลยที่ 2โดยสุจริตและเสียค่าตอบแทน และขณะรับโอนที่ดินมาได้มีการจดทะเบียนภารจำยอมเรียบร้อยแล้ว

โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนภารจำยอมจำเลยที่ 5 ให้การว่า หลังจากโจทก์ทำสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินทั้ง 4 โฉนดจากจำเลยที่ 1 แล้ว โจทก์เป็นฝ่ายผิดสัญญาไม่ชำระเงินค่าที่ดิน 3 งวด ติดต่อกันสัญญาจะซื้อจะขายที่ดินจึงเลิกกัน จำเลยที่ 1 จึงได้นำที่ดินโฉนดเลขที่ 27293มาจดทะเบียนภารจำยอมให้แก่ที่ดินโฉนดเลขที่ 70037 หลังจากจดทะเบียนภารจำยอมแล้ว โจทก์ได้มาขอต่อสัญญาจะซื้อจะขายกับจำเลยที่ 1 โจทก์ไม่มีสิทธิขอเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมจำเลยที่ 5 ได้รับโอนกรรมสิทธิ์ที่ดินโฉนดเลขที่ 70037โดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตจำเลยที่ 4 และที่ 5 ขาดนัดพิจารณาศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายืนโจทก์ฎีกา โดยผู้พิพากษาที่ได้นั่งพิจารณาคดีในศาลชั้นต้นรับรองว่ามีเหตุสมควรที่จะฎีกาในข้อเท็จจริงได้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า

"ปัญหาตามฎีกาโจทก์ในประเด็นแรกที่ว่าการที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกโฉนดที่ดินเลขที่ 27293เป็นโฉนดเลขที่ 78759 ตามคำฟ้อง และจดทะเบียนภารจำยอมในที่ดินแปลงดังกล่าวนั้น ถือเป็นการร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ฉ้อฉลโจทก์หรือไม่

ศาลฎีกาวินิจฉัย

โจทก์ฎีกาโต้แย้งว่า การที่จำเลยที่ 1นำเอาที่ดินที่มีภาระติดพันจะต้องโอนกรรมสิทธิ์ให้โจทก์ไปจดทะเบียนภารจำยอมให้จำเลยที่ 2 โดยไม่ได้บอกหรือแจ้งให้โจทก์ทราบทำให้โจทก์เสียเปรียบเป็นการกระทำโดยไม่สุจริตนอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ยังแบ่งแยกที่ดินที่มีภาระติดพันต้องโอนขายให้โจทก์ออกเป็นทางภารจำยอมจำนวน 18 ตารางวาตามโฉนดแปลงใหม่เลขที่ 78759 เพื่อให้ที่ดินโฉนดเลขที่ 27293ปลอดภารจำยอม เป็นการปิดบังไม่ให้โจทก์ทราบว่าที่ดินที่จะโอนให้โจทก์เนื้อที่ไม่ครบตามสัญญาและเป็นผลทำให้ที่ดินจำเลยที่ 2มีทางออกสู่ทางสาธารณะและมีราคาสูงขึ้นเพื่อสะดวกแก่การที่จำเลยที่ 2 จะขายที่ดินให้จำเลยที่ 3 ที่ 4 และที่ 5 การกระทำของจำเลยที่ 1 ก่อให้เกิดสิทธิแก่โจทก์ที่จะขอเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมดังกล่าว

เห็นว่า ที่ดินส่วนที่จำเลยที่ 1แบ่งแยกเป็นทางภารจำยอมนั้นเป็นทางที่นายดำรงค์ อยู่สุขพยานจำเลยที่ 1 ซึ่งเป็นกำนันตำบลท้องที่ที่ดินพิพาทตั้งอยู่เบิกความยืนยันว่า ทางที่จำเลยที่ 1 จดภารจำยอมให้จำเลยที่ 2เป็นทางเดียวกันกับทางที่ชาวบ้านใช้มา 30 ถึง 40 ปีแล้วปัจจุบันที่ดินที่ใช้เป็นทางเดินได้ลงหินลูกรังโดยใช้งบประมาณขององค์การบริหารส่วนจังหวัดถ้าปิดทางดังกล่าวราษฎรเสียหายมากนายบุญยัง เอี่ยมศรี ผู้ใหญ่บ้าน มีบ้านอยู่ด้านในใช้ทางพิพาทนี้เข้าออกเพราะไม่มีทางออกทางอื่น คำเบิกความของนายดำรงค์ตรงกับคำเบิกความของจำเลยที่ 1 ที่ว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมมาแต่เดิม ข้อเท็จจริงจึงฟังเป็นยุติว่า ทางภารจำยอมที่จำเลยที่ 1 แบ่งแยกออกไปเป็นทางภารจำยอมที่มีมาแต่เดิมการแบ่งแยกของจำเลยที่ 1 เป็นไปตามข้อเท็จจริงซึ่งหากโจทก์รับโอนที่ดินพิพาทไปโดยไม่มีการแบ่งแยกเป็นทางภารจำยอมภารจำยอมในทางพิพาทก็ยังคงมีอยู่หาได้สูญสิ้นลงแต่อย่างใดการแบ่งแยกทางภารจำยอมออกไปจากโฉนดที่ดินแปลงที่จำเลยที่ 1มีภาระผูกพันต้องโอนขายให้โจทก์จึงไม่ใช่การฉ้อฉลโจทก์แต่อย่างใดคดีจึงฟังไม่ได้ว่า

จำเลยที่ 1 ร่วมกับจำเลยที่ 2 ถึงที่ 5ฉ้อฉลโจทก์ ฎีกาโจทก์ฟังไม่ขึ้น ปัญหาต่อไปในประเด็นที่ว่าโจทก์มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมตามคำฟ้องหรือไม่ปัญหานี้เมื่อฟังว่า การจดทะเบียนภารจำยอมของจำเลยที่ 1มิใช่เป็นการฉ้อฉลโจทก์แล้ว โจทก์ก็ไม่มีสิทธิฟ้องเพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมของจำเลยที่ 1 ตามคำฟ้องได้ ฎีกาโจทก์ปัญหานี้ฟังไม่ขึ้นเช่นกัน ส่วนฎีกาโจทก์ที่โต้แย้งคำวินิจฉัยศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่ว่าคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 ที่รับฟังคำเบิกความของนายดำรงค์ว่า ทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมมาก่อนเป็นการรับฟังคำพยานบุคคลหักล้างพยานเอกสารนั้น เห็นว่าการรับฟังว่าทางพิพาทเป็นทางภารจำยอมอยู่ก่อน ไม่ได้เป็นการรับฟังหักล้างพยานเอกสารดังที่โจทก์ยกขึ้นฎีกา

เพราะเอกสารที่โจทก์อ้างเป็นเอกสารสัญญาจะซื้อจะขายที่มีการวางมัดจำในวันทำสัญญาเป็นการชำระหนี้บางส่วนแล้ว การฟ้องร้องตามสัญญาไม่ต้องการเอกสารเป็นหลักฐาน ทั้งการฟ้องร้องตามสัญญาไม่ใช่กรณีที่กฎหมายบังคับให้นำเอกสารมาแสดง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 94 แต่อย่างใด ฎีกาโจทก์ปัญหานี้ฟังไม่ขึ้น

ที่โจทก์ฎีกาว่าศาลอุทธรณ์ภาค 2 พิพากษายกฟ้องโจทก์ทุกข้อหาโดยไม่พิพากษาให้จำเลยที่ 1 โอนที่ดินทั้งสองแปลงที่มีเนื้อที่ครบตามสัญญาจะซื้อจะขายให้โจทก์ ดูประหนึ่งว่าสัญญาจะซื้อจะขายตามเอกสารหมาย จ.2 ไม่มีผลบังคับนั้น เห็นว่าคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ภาค 2 วินิจฉัยเป็นไปตามลำดับคำขอท้ายคำฟ้องของโจทก์แล้ว คำขอท้ายฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมก่อนแล้วจึงขอให้จดทะเบียนการโอนให้โจทก์ เมื่อศาลอุทธรณ์ภาค 2วินิจฉัยไม่เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอม ศาลอุทธรณ์ภาค 2จึงไม่จำต้องบังคับจำเลยที่ 1 ให้โอนที่ดินพิพาทให้โจทก์เพราะไม่ตรงตามความประสงค์ที่โจทก์ขอไว้ท้ายคำฟ้องส่วนฎีกาโจทก์โต้แย้งคำวินิจฉัยของศาลอุทธรณ์ภาค 2 เรื่องการรอนสิทธินั้น เห็นว่า เมื่อฟังว่าโจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องขอให้เพิกถอนการจดทะเบียนภารจำยอมแล้ว จึงไม่จำต้องวินิจฉัยปัญหาดังกล่าวเพราะไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป"

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ปราโมทย์ ชพานนท์ · เหล็ก ไทรวิจิตร · สกนธ์ กฤติยาวงศ์
Source
สำนักงานส่งเสริมงานตุลาการแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 5658/2552

ที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงที่จำเลยที่ 2 ได้มาเป็นทรัพย์สินซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์รวมระหว่างจำเลยที่ 2 กับโจทก์ โจทก์มีสิทธิในที่ดินพิพาททั้งสี่แปลงครึ่งหนึ่ง ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นของจำเลยที่ 2 และเป็นสินสมรสระ…

Supreme Court Judgment No. 3755/2540

ตามคำขอท้ายฟ้องโจทก์มิได้ขอให้เพิกถอนการโอนที่ดินและทาวน์เฮาส์ห้องพิพาทเพียงอย่างเดียว แต่มีคำขอให้โอนที่ดินพิพาทและทาวน์เฮาส์ห้องพิพาทให้แก่โจทก์ หากไม่สามารถโอนได้ให้ใช้เงิน 520,000 บาท แก่โจทก์ด้วย…

Supreme Court Judgment No. 3107/2568

แม้โจทก์มิใช่เจ้าหนี้ของจำเลยที่ 1 ในขณะที่จำเลยที่ 1 จดทะเบียนยกที่ดินให้จำเลยที่ 3 แต่เมื่อโจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องมาแล้วย่อมมีฐานะเป็นเจ้าหนี้เช่นกัน จึงต้องได้รับการคุ้มครองสิทธิเช่นเดียวกับเจ้าห…

Supreme Court Judgment No. 1241/2567

การที่โจทก์ทั้งสองฟ้องว่าการแสดงเจตนาจดทะเบียนหย่าระหว่างจำเลยทั้งสองทำขึ้นมีเจตนาลวงโดยสมรู้กันมิได้มีเจตนาหย่ากันจริงแต่จดทะเบียนหย่าเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกบังคับคดี การจดทะเบียนหย่าตกเป็นโมฆะ และเป็น…

Supreme Court Judgment No. 6656/2567

การกู้ยืมเงินตามสำเนาสัญญากู้ยืมเงินทั่วไป 2 ฉบับ ทำขึ้นในวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560 จำนวน 700,000 บาท และ 300,000 บาท ตามลำดับ โดยจำเลยได้รับเงินแล้วในวันทำสัญญาแล้ว 1,000,000 บาท ต่อมาวันที่ 10 พฤศจิกา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up