คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำอนาจาร น.ส. บุญธรรม และลักเข็มขัดเงิน ๑ สาย ราคา ๗๐ บาท กับสร้อยลูกประคำ ๑ เส้น ราคา ๕๐๐ บาท ของ น.ส. บุญธรรมไป ขอให้ลงโทษ จำเลยต่อสู้ว่าจำเลยจักษุพิการไม่อาจกระทำผิดดังฟ้องโจทก์ได้ ศาลชั้นต้นเชื่อว่าจำเลยกระทำอนาจารแต่ไม่เชื่อว่าจำเลยลักทรัพย์ พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ก.ม. อาญา ม. ๒๔๖ จำคุก ๓ เดือน และปรับ ๕๐ บาท โทษจำคุกให้รอการลงโทษไว้ภายใน ๕ ปี ยกข้อหาฐานลักทรัพย์ โจทก์(ฝ่ายเดียว) อุทธรณ์ขอให้ลงโทษจำเลยฐานลักทรัพย์ด้วย ศาลอุทธรณ์เชื่อว่าจำเลยลักทรัพย์ของน.ส. บุญธรรม ตามฟ้องไปจริง จำเลยต้องมีความผิดฐานลักทรัพย์อีกกะทงหนึ่ง แต่ศาลอุทธรณ์เห็นว่าความผิดฐานนี้ต่อเนื่องกับความผิดฐานกระทำอนาจาร พิพากษาว่าจำเลยมีความผิดตาม ก.ม. อาญา ม. ๒๘๘ กะทงหนึ่ง และผิดตาม ม. ๒๔๖ อีกกะทงหนึ่ง แต่รวมกะทงลงโทษจำเลยให้จำคุกจำเลย ๑ ปี ให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ ๕๗๐ บาท แก่ผู้เสียหายด้วย
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ขอให้ลงโทษตามศาลชั้นต้น
ศาลฎีกาเห็นว่าข้อที่ต้องวินิจฉัยในชั้นนี้คงมีว่า จำเลยได้ลักทรัพย์ของ น.ส. บุญธรรม ไปจริงหรือไม่ ส่วนข้อหาฐานกระทำอนาจารยุติเพียงศาลชั้นต้นแล้ว และศาลฎีกาเชื่อว่าจำเลยเคยลักทรัพย์ไปตามฟ้องจริง คดีควรฟังว่าจำเลยได้กระทำผิดฐานลักทรัพย์อีกกะทงหนึ่ง แต่ที่ศาลอุทธรณ์พิพากษารวมกะทงลงโทษจำเลยโดยเอาโทษฐานกระทำอนาจารซึ่งถึงที่สุดแล้วมารวมเข้าด้วยหาเป็นการชอบไม่
Result
พิพากษาแก้ศาลอุทธรณ์ จำเลยมีความผิดฐานลักทรัพย์ ตาม ก.ม.อาญา ม.๒๘๘ อีกกะทงหนึ่งให้จำคุก จำเลย ๖ เดือน ให้จำเลยคืนหรือให้ราคาทรัพย์ ๕๗๐ บาท แก่ผู้เสียหายด้วย ส่วนโทษฐานกระทำอนาจารคงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้น