คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยกระทำผิดต่อกฎหมายหลายบท หลายกระทง คือก. เมื่อวันที่ 29 มกราคม 2518 เวลากลางคืนหลังเที่ยง จำเลยมีอาวุธปืนพกรูปร่างคล้ายไฟแช็ค ซึ่งมีเครื่องลั่นไกสำหรับส่งกระสุนปืนขนาด .22 แม๊กนั่มใช้ยิงได้จำนวน 1 กระบอก ไม่มีหมายเลขทะเบียนและกระสุนปืนขนาด .22แม๊กนั่ม จำนวน 3 นัด ไว้ในความครอบครองโดยไม่ได้รับอนุญาต และจำเลยพกพาอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนดังกล่าวไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรข. ตามวันเวลาดังกล่าว จำเลยใช้อาวุธปืนดังกล่าวยิงนายอนันต์ โพธิ์ทอง2 นัด โดยเจตนาฆ่าให้ตาย นายอนันต์ โพธิ์ทอง ได้ถึงแก่ความตายสมเจตนาของจำเลยเจ้าพนักงานจับจำเลยได้พร้อมด้วยอาวุธปืน กระสุนปืน และปลอกกระสุนปืนที่ใช้ยิงนายอนันต์
โพธิ์ทอง เป็นของกลาง ขอให้ลงโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371, 33 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิดดอกไม้เพลิงและสิ่งเทียมอาวุธปืน พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72 พระราชบัญญัติอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน วัตถุระเบิด ดอกไม้เพลิง และสิ่งเทียมอาวุธปืน(ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2517 มาตรา 3 และริบของกลางจำเลยให้การว่า ผู้ตายกับพวกอีกคนหนึ่งเป็นคนร้ายชิงทรัพย์จำเลยจำเลยต่อสู้ ผู้ตายใช้มีดแทง จำเลยจึงใช้ปืนยิงเพื่อป้องกันตัวและทรัพย์ ข้อหาฐานมีอาวุธปืน เครื่องกระสุนปืน และพกพาอาวุธปืนในทางสาธารณะ ขอรับสารภาพศาลชั้นต้นพิพากษาว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 288, 371 และพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯ พ.ศ. 2490 มาตรา 7, 72พระราชบัญญัติอาวุธปืน
ฯ (ฉบับที่ 5) พ.ศ. 2517 มาตรา 3 ลงโทษฐานฆ่าผู้อื่นตามมาตรา 288 จำคุก 20 ปี ลงโทษตามพระราชบัญญัติอาวุธปืนฯจำคุก 6 เดือน และฐานพกพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรปรับ 80 บาท ความผิดฐานฆ่าผู้อื่น จำเลยรับสารภาพชั้นสอบสวน ลดโทษให้1 ใน 3 ตามมาตรา 78 จำคุก 13 ปี 4 เดือน และลดรับสารภาพฐานมีอาวุธปืนและพาอาวุธไปในทางสาธารณะโดยไม่มีเหตุอันสมควรกึ่งหนึ่ง จำคุก 3 เดือนปรับ 40 บาท รวมโทษจำคุก 13 ปี 7 เดือน ปรับ 40 บาท ไม่ชำระค่าปรับให้กักขังแทนตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 29, 30 ของกลางริบจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรม จำเลยจึงยิงผู้ตายเพราะบันดาลโทสะ
พิพากษาแก้ว่า จำเลยมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288, 72 จำคุกจำเลย 9 ปี ชั้นสอบสวนจำเลยรับสารภาพ ลดโทษให้ 1 ใน 3 ตามมาตรา 78 คงจำคุก 6 ปี นอกจากที่แก้ให้คงเป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นโจทก์ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้ว่า ขณะที่ผู้ตายนั่งรับประทานกาแฟอยู่กับนายชนินทร์และนายสุขในร้านนางทองคำ จำเลยเข้าไปในร้าน ชวนผู้ตายไปนั่งคุยกับจำเลย จำเลยสั่งสุรา นางทองคำเจ้าของร้ายไม่ขายให้ เพราะเห็นว่าจำเลยเมาสุราแล้ว จำเลยส่งเสียงเอะอะว่า "ไม่มีเงินให้หรืออย่างไร" ผู้ตายห้ามจำเลยและบอกให้กลับบ้าน จำเลยไม่เชื่อฟังและไม่ยอมกลับ ผู้ตายจึงถีบจำเลยกระเด็นไปนอกร้านล้มลง ผู้ตายตามออกไปจับจำเลยลุกขึ้นและชกจำเลย
นายชนินทร์ออกไปห้ามผู้ตายกลับเข้าไปในร้าน จำเลยตามผู้ตายไป ผู้ตายชกจำเลยออกไปนอกร้านอีกผู้ตายชกจำเลยแต่ฝ่ายเดียว นายชนินทร์ออกไปห้ามผู้ตายกลับเข้าไปนั่งในร้าน ทันใดจำเลยซึ่งยืนอยู่นอกร้านตรงหน้าต่าง ใช้อาวุธปืนยิงผู้ตาย 2 นัด ผู้ตายถึงแก่ความตายในเวลาต่อมา ดังนี้ ตามพฤติการณ์ที่จำเลยเมาสุรา ส่งเสียงเอะอะ ผู้ตายห้ามและให้จำเลยกลับบ้าน จำเลยไม่เชื่อฟัง ผู้ตายก็ไม่มีสิทธิโดยชอบด้วยกฎหมายที่จะชกจำเลย ผู้ตายชกจำเลยแล้วกลับเขาไปในร้าน จำเลยตามผู้ตายไป และถูกผู้ตายชกอีก โดยไม่มีพฤติการณ์ที่แสดงว่าจำเลยประสงค์ที่จะต่อสู้กับผู้ตาย ผู้ตายชกจำเลยแต่ฝ่ายเดียวทั้งสองครั้ง กรณีไม่ใช่เป็นเรื่องที่จำเลยสมัครใจเข้าวิวาทต่อสู้กับผู้ตาย อันจะอ้างว่ากระทำโดยบันดาลโทสะไม่ได้ ผู้ตายชกจำเลยก่อน จำเลยมิได้ต่อสู้ มีผู้มาห้ามผู้ตายกลับไปนั่งที่ในร้านนางทองคำ จำเลยใช้อาวุธปืนยิงผู้ตายในทันทีนั้นเองถือได้ว่าจำเลยกระทำโดยบันดาลโทสะที่ถูกผู้ตายข่มเหงอย่างร้ายแรงด้วยเหตุอันไม่เป็นธรรมพิพากษายืน