คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า ที่ดินโฉนดที่ 291 โจทก์และนายทำบิดาโจทก์ถือกรรมสิทธิ์ร่วมกัน นายทำตาย นางลิ้มมารดาจำเลยรับมรดกส่วนของนายทำ นางลิ้มตาย นางสาวดีน้องสาวโจทก์รับมรดกส่วนของนางลิ้มนางสาวดีตาย โจทก์ จำเลยเป็นผู้รับมรดกและทำสัญญาประนีประนอมกันคือ จำเลยยอมแบ่งที่ดินโฉนดที่ 505 ตามเขตที่โจทก์ปกครองให้โจทก์โจทก์ยอมให้จำเลยรับมรดกส่วนของนางสาวดีผู้เดียวเจ้าพนักงานแก้ทะเบียนให้แล้ว แต่จำเลยไม่ยอมแบ่งโฉนดที่ดิน 505 ให้โจทก์จึงขอให้ศาลพิพากษา1. ให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ หรือมิฉะนั้นให้จำเลยถอนชื่อจากโฉนดที่ 291 ในฐานที่จำเลยรับมรดกนางสาวดี2. ขอให้ที่นาส่วนของนางสาวดีเป็นมรดกของนางสาวดีตามสภาพเดิมต่อไป3. แล้วขอให้ศาลแบ่งที่นามรดกของนางสาวดีให้โจทก์ครึ่งหนึ่งเป็นเงิน 500 บาทจำเลยต่อสู้ว่า โจทก์นำเจ้าพนักงานไปรังวัดในเขตที่จำเลยปกครองจำเลยไม่ยอม โจทก์จึงเป็นฝ่ายผิดสัญญา
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์มีกรรมสิทธิ์ในที่นาโฉนดที่ 291 เฉพาะส่วนที่ซื้อจากนายพรมส่วนที่จำเลยรับมรดกจากนางสาวดี เป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลย ส่วนที่ดินโฉนดที่ 505 ให้ปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความ คือให้จำเลยจัดการโอนแบ่งแยกโฉนดที่ 505 ให้แก่โจทก์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนโจทก์ฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า ในการที่จะดูว่าโจทก์ฟ้องเรื่องอะไรและขอว่าอย่างไรนั้นจะต้องดูคำพรรณาในคำฟ้องกับคำขอท้ายฟ้องประกอบกันคดีนี้โจทก์ฟ้องและมีคำขอท้ายฟ้องดังกล่าวข้างต้น เมื่อพิเคราะหืแล้วเห็นว่า เป็นคำฟ้องเรื่องสัญญาประนีประนอมยอมความ ส่วนคำขอท้ายฟ้องนั้น โจทก์ขอให้จำเลยปฏิบัติตามสัญญาประนีประนอมยอมความอย่างหนึ่ง หรือมิฉะนั้นก็ให้จำเลยถอนชื่อออกจากโฉนดที่ 291ในฐานะเป็นผู้รับมรดกความนางสาวดีอีกอย่างหนึ่ง และเมื่อศาลพิพากษาให้ตามประการที่ 2 จึงขอต่อไปตามข้อ 2 และ 3 ซึ่งหมายความว่าถ้าศาลบังคับให้ตามสัญญาประนีประนอมยอมความแล้ว ก็เป็นอันว่าไม่มีเรื่องสำหรับมรดกนางสาวดี คดีเรื่องนี้ศาลล่างพิพากษาให้เช่นนี้แล้ว และจำเลยก็ไม่ได้ฟ้องแย้งในเรื่องที่ดินตามโฉนดที่ 291จึงไม่มีประเด็นจะต้องชี้เรื่องที่ดินโฉนดที่ 291 แต่ประการใดพิพากษาแก้ โดยตัดตอนที่ชี้ส่วนของโจทก์และส่วนของนางสาวดีอันตกเป็นมรดกแก่จำเลยในโฉนดที่ 291 เสีย นอกนั้นยืน