คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นอาจำเลยได้โอนที่ดินโฉนด 8263 ให้แก่จำเลยโดยเสน่หา โดยจำเลยสัญญาจะอุปการะเลี้ยงดูให้สิ่งจำเป็นเลี้ยงชีวิตตลอดชีวิตของโจทก์ และจะเป็นผู้ทำศพเมื่อโจทก์วายชนม์ และโจทก์ได้ฝากโฉนดที่ดินที่ 8578 ไว้กับจำเลยอีกแปลงหนึ่ง ต่อมาจำเลยประพฤติเนรคุณโจทก์ จึงขอให้บังคับจำเลยโอนและคืนโฉนดให้โจทก์จำเลยให้การต่อสู้และฟ้องแย้งศาลชั้นต้นพิพากษาให้ถอนคืนการให้ที่ดินโฉนดที่ 8263 ให้ที่ดินแปลงนี้กลับเป็นของโจทก์ตามเดิม กับพิพากษาว่าที่ดินโฉนดที่8578 เฉพาะส่วนของโจทก์ตกเป็นกรรมสิทธิ์ของจำเลยแล้วโดยทางครอบครองห้ามโจทก์และบริวารเข้าเกี่ยวข้องต่อไปโจทก์และจำเลยอุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยฎีกาศาลฎีกาเห็นว่า
ภารติดพันตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1429 นั้น แสดงว่าผู้รับประโยชน์มีสิทธิได้รับชำระหนี้เป็นคราว ๆจากทรัพย์สินนั้นหรือได้ใช้และรับประโยชน์จากทรัพย์นั้นตามที่ระบุไว้ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าภารติดพันดังกล่าวนั้น เป็นภาระที่เกี่ยวกับตัวทรัพย์นั้น ๆ เห็นว่า การให้สิ่งที่มีค่าภารติดพันตามมาตรา 535(2) ก็จะต้องเป็นกรณีที่มีภาระเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยกให้ตามคำบรรยายฟ้องของโจทก์ไม่มีข้อความใดแสดงว่ามีภาระเกี่ยวกับทรัพย์สินที่ยกให้ ฉะนั้น จึงมิใช่เป็นการให้สิ่งที่มีค่าภารติดพันตามมาตรา 535(2) ฎีกาจำเลยข้อนี้ฟังไม่ขึ้นส่วนที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยไม่ได้ประพฤติเนรคุณต่อโจทก์นั้นเห็นว่า ที่ศาลชั้นต้นและศาลอุทธรณ์ฟังว่า จำเลยได้บอกปัดไม่ยอมให้สิ่งของจำเลยเลี้ยงชีวิตแก่โจทก์ในเวลาที่โจทก์ยากไร้ ทั้ง ๆ ที่จำเลยยังสามารถให้ได้และขับไล่โจทก์ออกจากบ้านเป็นการประพฤติเนรคุณต่อโจทก์ โจทก์ถอนคืนการให้เพราะเหตุเนรคุณได้ชอบด้วยรูปคดีแล้ว ฎีกาจำเลยข้อนี้ก็ฟังไม่ขึ้นพิพากษายืน ให้ยกฎีกาจำเลย