คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องและแก้ไขคำฟ้องขอให้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดและพิพากษาให้เป็นบุคคลล้มละลาย
จำเลยให้การและแก้ไขคำให้การขอให้ยกฟ้อง
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของจำเลยเด็ดขาดตาม พระราชบัญญัติล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 14 ให้จำเลยใช้ค่าฤชาธรรมเนียมแทนโจทก์ โดยหักจากกองทรัพย์สินของจำเลย เฉพาะค่าทนายความให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์กำหนดตามที่เห็นสมควร
จำเลยอุทธรณ์ต่อศาลฎีกา
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาแผนกคดีล้มละลายวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงฟังได้เป็นยุติว่า เดิมบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนางลัดดาวัลย์ นายคมทวน นายสิงห์โต และจำเลย ต่อศาลแพ่งขอให้ชำระหนี้ตามสัญญายืม ตั๋วสัญญาใช้เงิน และสัญญาค้ำประกัน ระหว่างพิจารณา ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ยื่นคำร้องขอสวมสิทธิเป็นคู่ความแทนโจทก์ ศาลแพ่งอนุญาต ต่อมาวันที่ 28 พฤศจิกายน 2545 ศาลแพ่งมีคำพิพากษาให้จำเลยกับพวกร่วมกันชำระเงิน 10,000,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี นับแต่วันที่ 4 มีนาคม 2539 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จแก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ตามสำเนาคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ครั้นวันที่ 30 ธันวาคม 2548 โจทก์ซื้อสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารไทยธนาคาร
จำกัด (มหาชน) ซึ่งรวมหนี้ตามคำพิพากษาดังกล่าว และวันที่ 30 พฤศจิกายน 2550 ศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้โจทก์เข้าสวมสิทธิเป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา คำนวณภาระหนี้ตามคำพิพากษาถึงวันฟ้อง จำเลยคงค้างชำระต้นเงินและดอกเบี้ยรวม 35,126,027.40 บาท ตามรายการภาระหนี้ หลังฟ้องคดีนี้แล้ว เมื่อวันที่ 16 มกราคม 2556 มีการบังคับคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง โดยโจทก์นำเจ้าพนักงานบังคับคดียึดที่ดินโฉนดเลขที่ 128458 ตำบลอนุสาวรีย์ (หลุมไผ่) อำเภอบางเขน กรุงเทพมหานคร พร้อมสิ่งปลูกสร้าง ของจำเลยและนายสิงห์โต เจ้าพนักงานบังคับคดีประเมินราคาไว้รวม 2,707,060 บาท ตามสำเนารายงานการยึดอสังหาริมทรัพย์ คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของจำเลยข้อแรกว่า
โจทก์รับโอนสิทธิเรียกร้องในมูลหนี้ตามคำพิพากษาคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง โดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ จำเลยอุทธรณ์ว่า โจทก์ซื้อและรับโอนสินทรัพย์ด้อยคุณภาพจากธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เมื่อปี 2548 ซึ่งขณะนั้นศาลได้มีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เด็ดขาดแล้วตั้งแต่ปี 2545 การรับโอนหนี้ตามคำพิพากษาจึงตกเป็นโมฆะ เพราะบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เจ้าหนี้เดิมเป็นบุคคลล้มละลายไม่สามารถทำนิติกรรมได้ เป็นอำนาจของเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ที่จะกระทำการแทน เห็นว่า ศาลล้มละลายกลางมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด เด็ดขาดเมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2545 แต่ก่อนศาลล้มละลายกลางจะมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของบริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน
จำกัด เด็ดขาด ระหว่างพิจารณาคดีแพ่งหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 บริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด ได้โอนสิทธิเรียกร้องที่มีต่อจำเลยกับพวกตามมูลหนี้ในคดีแพ่งให้แก่ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) และศาลแพ่งมีคำสั่งอนุญาตให้ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) เข้าสวมสิทธิเป็นโจทก์แทนแล้ว บริษัทเงินทุนบางกอกเอเซี่ยน จำกัด จึงมิใช่โจทก์ผู้เป็นเจ้าหนี้ตามคำพิพากษา หากแต่เป็นธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ดังนั้น สิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาในคดีหมายเลขแดงที่ ง.456/2545 ของศาลแพ่ง จึงมิใช่ทรัพย์สินของลูกหนี้ในคดีล้มละลายที่เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์จะกระทำการแทนได้ ธนาคารไทยธนาคาร จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นสถาบันการเงินชอบที่จะโอนสิทธิเรียกร้องตามคำพิพากษาดังกล่าวอันเป็นสินทรัพย์ด้อยคุณภาพให้แก่โจทก์ซึ่งเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ได้ ตามพระราชกำหนดบริษัทบริหารสินทรัพย์
พ.ศ.2541 ส่วนที่โจทก์เคยตั้งเรื่องนำยึดทรัพย์ของจำเลยเมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2555 แต่เจ้าพนักงานบังคับคดีให้สอบถามเจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์ก่อนนั้น เป็นความรอบคอบของเจ้าพนักงานบังคับคดี ซึ่งภายหลังเจ้าพนักงานบังคับคดีได้ดำเนินการยึดทรัพย์ของจำเลยให้ตามที่โจทก์ขอ หาใช่การรับโอนสิทธิเรียกร้องของโจทก์เป็นโมฆะดังที่จำเลยกล่าวอ้างไม่ อุทธรณ์ในข้อนี้ของจำเลยฟังไม่ขึ้น
Result
พิพากษายืน ค่าฤชาธรรมเนียมในชั้นนี้ให้เป็นพับ