คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่า จำเลยทั้งสองกู้เงินโจทก์ไปแล้วไม่ชำระ จึงขอให้บังคับจำเลยทั้งสองชำระหนี้เงินกู้ดังกล่าวแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า มิได้กู้เงินโจทก์ตามฟ้อง ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระหนี้เงินกู้ตามฟ้องแก่โจทก์ ให้ยกฟ้องจำเลยที่ 2จำเลยที่ 1 ยื่นคำร้องขออุทธรณ์อย่างคนอนาถา ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตถ้าจำเลยประสงค์จะอุทธรณ์ก็ให้นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายใน 15 วันต่อมาจำเลยไม่นำค่าธรรมเนียมมาชำระภายในกำหนด ศาลชั้นต้นจึงมีคำสั่งไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยจำเลยทั้งสองยื่นคำร้องขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งกลับคำสั่งศาลชั้นต้นโดยให้ดำเนินการไต่สวนอนาถาแล้วมีคำสั่งรับอุทธรณ์ของจำเลยไว้พิจารณาต่อไปศาลอุทธรณ์สั่งยกคำร้องของจำเลยจำเลยทั้งสองฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า
คดีนี้ ศาลชั้นต้นสั่งไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างคนอนาถา ตั้งแต่วันที่ 13 สิงหาคม 2522 จำเลยเซ็นทราบคำสั่งศาลเมื่อวันที่ 14 สิงหาคม 2522 หากจำเลยจะอุทธรณ์คำสั่งนั้นก็ต้องยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งภายในกำหนดเจ็ดวันนับแต่วันทราบคำสั่ง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 156 วรรคท้าย แต่จำเลยเพิ่งยื่นคำร้องอุทธรณ์คำสั่งเมื่อวันที่ 10 กันยายน 2522 ซึ่งเกินกำหนดอุทธรณ์ตามกฎหมายแล้ว คำสั่งของศาลชั้นต้นที่ไม่อนุญาตให้จำเลยอุทธรณ์อย่างอนาถาจึงถึงที่สุดแล้วจำเลยไม่มีสิทธิอุทธรณ์หรือฎีกาคำสั่งนั้นอีกได้ส่วนที่ศาลอุทธรณ์มีคำสั่งยืนตามคำปฏิเสธของศาลชั้นต้นที่ไม่รับอุทธรณ์ของจำเลยนั้น คำสั่งของศาลอุทธรณ์ก็ย่อมเป็นที่สุดตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่งมาตรา 236 อีกเช่นกัน ฎีกาของจำเลยจึงต้องห้ามตามกฎหมายทั้ง 2 กรณีดังกล่าวแล้วให้ยกฎีกาของจำเลยเสีย