Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment, B.E. 2518 (ref. 99978)

พ.ศ. 2518 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายไม้ให้โจทก์แล้วจำเลยผิดสัญญาขอให้จำเลยชำระค่าปรับตามสัญญาเป็นค่าเสียหายให้โจทก์ ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น โจทก์ฟ้องจำเลยอีกว่าผิดสัญญาจะซื้อจะขายดังกล่าว ขอให้จำเลยคืนเงินมัดจำให้โจทก์ ทั้งสองคดีนี้จำเลยให้การต่อสู้ว่ามิได้เป็นฝ่ายผิดสัญญา ดังนี้ ฟ้องของโจกท์ในคดีแรกที่เรียกเบี้ยปรับและในคดีหลังที่เรียกเงินมัดจำนั้นมีประเด็นพิพาทอย่างเดียวกัน คือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ มูลเหตุที่จะฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาครั้งเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องรวมกันมาได้ในคดีแรก ฉะนั้น การฟ้องเรียกเงินมัดจำในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา 173(1)

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

คดีทั้งสองสำนวนนี้ศาลชั้นต้นรวมพิจารณาพิพากษาเข้าด้วยกัน คดีแรกโจทก์ฟ้องว่า จำเลยทำสัญญาจะขายไม้ยางท่อนให้โจกท์ โจทก์วางมัดจำสัญญาจะซื้อจะขายให้จำเลยเป็นเงิน ๕๐,๐๐๐ บาท และมีข้อตกลงว่าหากฝ่ายใดไม่ปฏิบัติตามสัญญา ผู้ผิดสัญญายอมให้อีกฝ่ายหนึ่งปรับเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท ต่อมาจำเลยบิดพลิ้วไม่ส่งไม้ให้โจทก์ตามสัญญา จึงขอให้บังคับจำเลยชำระค่าปรับเป็นค่าเสียหายให้โจทก์เป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท

จำเลยให้การว่า เมื่อทำสัญญากันแล้ว จำเลยก็ได้จัดเตรียมไม้ให้โจทก์มาตรวจรับมอบตามสัญญา โจทก์ที่ ๒ ไปตรวจสอบและรับรองว่าถูกต้อง ทั้งได้ชำระเงินค่าไม้บางส่วนเป็นเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาท รวมกับเงินมัดจำที่จ่ายในวันทำสัญญาจึงเป็นเงิน ๑๕๐,๐๐๐ บาท พอดีราคาไม้ตกลงมา โจทก์จึงแจ้งให้จำเลยงดส่งไม้ไว้ก่อน ต่อมาโจทก์ที่ ๒ ขอเลิกสัญญาและยอมให้จำเลยปรับ จำเลยยอมลดค่าปรับให้ คงปรับเพียง ๕๐,๐๐๐ บาท ซึ่งจำเลยได้คืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจกท์แล้ว จำเลยมิใช่เป็นฝ่ายผิดสัญญา สัญญาทำขึ้นระหว่าง โจทก์ที่ ๑ กับจำเลย โดยมิได้ประทับตราบริษัทโจทก์ที่ ๑ โจทก์ทั้งสองจึงไม่มีสิทธิฟ้อง คดีหลังโจทก์ฟ้องมีใจความตอนต้นทำนองเดียวกับคดีแรกและกล่าวต่อไปว่า จำเลยขอเงินโจทก์ล่วงหน้า ๑๐๐,๐๐๐ บาท อ้างว่าจะนำไปชำระค่าภาคหลวงและจะขนไม้ไปส่งให้โจกท์ แต่จำเลยก็ส่งไม้ให้ไม่ได้ จำเลยจึงขอคืนเงิน ๑๐๐,๐๐๐ บาทให้โจทก์ และรับจะส่งไม้ให้โจทก์ในภายหลัง แต่จำเลยก็ไม่จัดการอย่างไรจึงขอให้บังคับจำเลยคืนเงินมัดจำ ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ย

จำเลยให้การทำนองเดียวกับคดีแรกและให้การตัดฟ้องอีกว่า สัญญาที่โจทก์นำมาฟ้องในคดีหลังเป็นอย่างเดียวกับสัญญาที่โจทก์ฟ้องในคดีแรก มูลคดีเป็นมูลหนี้เดียวกัน จึงเป็นฟ้องซ้ำ ศาลชั้นต้นวินิจฉัยว่า เฉพาะโจทก์ที่ ๑ มีอำนาจฟ้อง ส่วนโจทก์ที่ ๒ ไม่มี สัญญาซื้อขายตามฟ้องสมบูรณ์มีผลบังคับตามกฎหมาย เงินค่าปรับกับเงินมัดจำเป็นคนละเรื่อง โจทก์จึงแยกฟ้องได้ไม่เป็นฟ้องซ้ำ จำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา ต้องคืนเงินมัดจะและเสียเงินค่าปรับ พิพากษาให้จำเลยชำระเงินค่าปรับจำนวน ๑๐๐,๐๐๐ บาท และเงินมัดจำ ๕๐,๐๐๐ บาทพร้อมด้วยดอกเบี้ยตามฟ้องให้แก่โจทก์ ฟ้องของโจทก์ที่ ๒ และคำขอของโจทก์ที่ ๑ ให้ยก

คำพิพากษาศาลล่าง

จำเลยทั้งสองสำนวนอุทธรณ์

ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน

ศาลฎีกาวินิจฉัย

จำเลยทั้งสองสำนวนฎีกา

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า โจทก์ที่ ๑ มีอำนาจฟ้อง และฟังข้อเท็จจริงว่าจำเลยเป็นฝ่ายผิดสัญญา แต่เห็นว่าเบี้ยปรับที่กำหนดไว้ในสัญญาสูงเกินส่วน จึงกำหนดให้จำเลยชดใช้ค่าเสียหายแก่โจทก์ที่ ๑ เพียง ๘๐,๐๐๐ บาท ส่วนที่จำเลยฎีกาว่าคดีหลังที่โจทก์ฟ้องเรียกเงินมัดจำคืนจากจำเลยเป็นฟ้องซ้ำหรือเป็นการดำเนินการบวนพิจารณาซ้อนนั้น

ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ฟ้องของโจทก์ในคดีแรกที่เรียกที่เรียกเบี้ยปรับและในคดีหลังที่เรียกเงินมัดจำนั้นมีประเด็นพิพาทอย่างเดียวกัน คือจำเลยผิดสัญญาหรือไม่ มูลเหตุที่จะฟ้องคดีทั้งสองก็เป็นกรณีที่จำเลยผิดสัญญาครั้งเดียวกัน ซึ่งโจทก์อาจฟ้องรวมกันมาได้ในคดีแรก ฉะนั้น การฟ้องเรียกเงินมัดจำในคดีหลังจึงเป็นฟ้องซ้อน ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง มาตรา ๑๗๓(๑) ฎีกาจำเลยในข้อนี้ฟังขึ้น

Result

พิพากษาแก้คำพิพากษาศาลอุทธรณ์ให้จำเลยชำระเบี้ยปรับในคดีแรกเป็นเงิน ๘๐,๐๐๐ บาทแก่โจทก์ที่ ๑ ให้ยกฟ้องโจทก์ในคดีหลังเสีย นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลอุทธรณ์ ค่าฤชาธรรมเนียมชั้นฎีกาให้เป็นพับ (สอน ไชยสุต ธานินทร์ กรัยวิเชียร ศิริ อติโพธิ)()ศาลจังหวัดนครราชสีมา - นายประดิษฐ์ เอกมณีศาลอุทธรณ์ - นายจินดา บุญศิริ

Matter details

Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 2629/2567

คำฟ้องหรือคำร้องขอใดจะเป็นฟ้องซ้อนตาม ป.วิ.พ. มาตรา 173 วรรคสอง (1) นั้นคู่ความในคดีแรกและคดีหลังต้องมีฐานะเป็นโจทก์ แม้ผู้คัดค้านที่ 2 จะเคยยื่นคำคัดค้านโดยขอให้ตั้งตนเป็นผู้จัดการมรดกของผู้ตาย ต่อมา…

Supreme Court Judgment No. 1460/2567

คำร้องขอให้เรียกบุคคลภายนอกเข้ามาเป็นจำเลยร่วมเพื่อการใช้สิทธิไล่เบี้ยหรือเพื่อใช้ค่าทดแทน หากตนเองต้องแพ้คดีตาม ป.วิ.พ. มาตรา 57 (3) นั้น ไม่ใช่คำฟ้องตาม ป.วิ.พ. มาตรา 1 (3) เพราะเป็นแต่คำร้องให้เรีย…

Supreme Court Judgment, B.E. 2565 (ref. 689123)

โจทก์บรรยายฟ้องเกี่ยวกับวันเวลาที่จำเลยกระทำความผิดอยู่ในช่วงเวลาเดียวกันทั้งสองสำนวน และเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องทั้งสองสำนวนก็เป็นจำนวนเดียวกันการกระทำความผิดเกี่ยวกับเมทแอมเฟตามีนของกลางตามฟ้องสำ…

Supreme Court Judgment No. 3748/2565

ผู้ร้องยื่นคำร้องอ้างว่า ผู้ร้องครอบครองที่ดินเฉพาะส่วน โดยแบ่งการครอบครองเป็นสัดส่วน พร้อมกับขอให้กันส่วนที่ดินเฉพาะส่วนซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ร้องออกจากที่ดินก่อนมีการขายทอดตลาด แม้ตามคำร้องจะใช้คำ…

Supreme Court Judgment No. 496/2563

โจทก์ฟ้องว่า จำเลยเป็นตัวแทนของบริษัท ศ. หลอกลวงผู้เสียหายซึ่งเป็นลูกค้าและทำสัญญาประกันชีวิตไว้กับบริษัท ศ. ว่าบริษัท ศ. มีนโยบายสมนาคุณให้แก่ลูกค้าพิเศษ มีโครงการรับฝากเงินแบบออมทรัพย์พิเศษจากลูกค้า…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up