พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 พ.ศ. 2529
5 sections · Posted 7 Aug 1986 · Last amended by พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. 2522 (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2539
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศว่า โดยที่เป็นการสมควรกำหนดให้รัฐวิสาหกิจบางประเภทเป็นหน่วยงานของรัฐตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา เพื่อให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์รับเรื่องร้องทุกข์เกี่ยวกับรัฐวิสาหกิจดังกล่าว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา ๑๕๙ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และมาตรา ๔ แห่งพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตราพระราชกฤษฎีกาขึ้นไว้ ดังต่อไปนี้
ภูมิพลอดุลยเดช ป.ร. ให้ไว้ ณ วันที่ ๒๖ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๒๙ เป็นปีที่ ๔๑ ในรัชกาลปัจจุบัน
ผู้รับสนองพระบรมราชโองการ พลเอก ป. ติณสูลานนท์ นายกรัฐมนตรี
Supplementary provisions, notes and transitional provisions of amending acts
พระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ (ฉบับที่ ๒) พ.ศ. ๒๕๓๙
มาตรา ๒ พระราชกฤษฎีกานี้ให้ใช้บังคับเมื่อพ้นกำหนดเก้าสิบวัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป
มาตรา ๕ ให้ใช้บทบัญญัติแห่งพระราชกฤษฎีกานี้แก่การร้องทุกข์ที่มูลกรณีเกิดขึ้นหลังจากวันที่พระราชกฤษฎีกานี้ใช้บังคับ
มาตรา ๖ ให้นายกรัฐมนตรีรักษาการตามพระราชกฤษฎีกานี้
หมายเหตุ :- เหตุผลในการประกาศใช้พระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ คือ เนื่องจากตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกาได้บัญญัติให้คณะกรรมการวินิจฉัยร้องทุกข์มีอำนาจหน้าที่รับพิจารณาเรื่องร้องทุกข์ที่เกี่ยวกับ “รัฐวิสาหกิจ” ได้เมื่อมีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดให้รัฐวิสาหกิจเป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามมาตรา ๔
และโดยที่ปรากฏว่า นับแต่ได้มีการตราพระราชกฤษฎีกากำหนดหน่วยงานของรัฐตามพระราชบัญญัติคณะกรรมการกฤษฎีกา พ.ศ. ๒๕๒๒ พ.ศ. ๒๕๒๙ ได้มีการจัดตั้งรัฐวิสาหกิจตามกฎหมายเฉพาะเพิ่มขึ้น จากที่เคยกำหนดไว้เดิมเป็นจำนวนมาก สมควรแก้ไขเพิ่มเติมพระราชกฤษฎีกาดังกล่าวโดยกำหนดให้รัฐวิสาหกิจที่จัดตั้งขึ้นตามกฎหมายเฉพาะเป็น
“หน่วยงานของรัฐ” ตามกฎหมายว่าด้วยคณะกรรมการกฤษฎีกา โดยไม่จำต้องกำหนดหรือแก้ไขเพิ่มเติมรายชื่อในบัญชีท้ายพระราชกฤษฎีกา ทั้งนี้ เพื่อให้สอดคล้องกับการพัฒนาระบบคณะกรรมการกฤษฎีกาและเพื่อให้ทันต่อการเจริญเติบโตของหน่วยงานของรัฐ จึงจำเป็นต้องตราพระราชกฤษฎีกานี้