Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1066/2504

พ.ศ. 2504 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

ล. เป็นบิดา ฉ.เป็นมารดาของภ.พ.และอ. เมื่อ ล. ตาย ตึกพิพาทก็ตกเป็นมรดกแก่ฉ.ภ.พ.และอ. ผลที่สุดเมื่อฉ. ตายอีก ก็ตกเป็นมรดกแก่ภ.พ.และอ. พ.และอ.มอบให้ภ. เป็นผู้จัดการภ.มอบอำนาจให้ส. เป็นผู้จัดการแทนอีกทอดหนึ่งหนังสือมอบอำนาจจะเขียนว่าตึกพิพาทเป็นมรดกของล.หรือฉ. ก็หามีความหมายผิดกันไม่ และการที่เจ้าของกรรมสิทธิ์มอบอำนาจทั่วไปแก่ ส. นี้ก็ไม่ใช่เรื่องผู้จัดการมรดก ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1715 และ1358 ไม่ต้องกับรูปคดีนี้เมื่อทำสัญญาเช่าก็เขียนชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ว่าเป็นเจ้าของบริษัทจำเลยที่ 2 เมื่อนำสืบก็รับว่ามีคนภายนอกถือหุ้นอยู่ด้วยไม่เกินร้อยละสิบ ที่ตั้งทำการของจำเลยที่ 2 ก็คือตึกรายพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เป็นผู้เช่าไปเป็นเหตุผลเพียงพอให้โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วย โจทก์ระบุชัดในคำฟ้องเรียกบริษัทเป็นจำเลยที่ 2 โดยบรรยายด้วยว่าเป็นนิติบุคคล คำขอให้ขับไล่จำเลยย่อมหมายถึงจำเลยทั้งสองโจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกรายพิพาทในขณะที่ฟ้องขับไล่ ไม่จำต้องบรรยายฟ้องโดยละเอียดถึงความเป็นมาแห่งตึกนี้คำฟ้องระบุชื่อจำเลยทั้งสองไว้ในตอนต้นแล้ว ตอนต่อๆไปแม้จะใช้คำว่าจำเลยก็มีความหมายว่าจำเลยทั้งสอง

Provisions the court ruled on

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า ตึกรายพิพาทเป็นของพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลพระองค์เจ้าเฉลิมพลฑิฆัมพร และพระองค์เจ้าอนุสรมงคลการ ซึ่งมอบอำนาจให้พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลจัดการผลประโยชน์ มีสิทธิฟ้องร้องและตั้งตัวแทน พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ยุคลมอบอำนาจให้นายสง่า ณ ระนองดูแลจัดการผลประโยชน์ และมีอำนาจฟ้องคดีได้ จำเลยที่ 2 เป็นนิติบุคคลและจำเลยที่ 2 ในฐานะส่วนตัวและฐานะตัวแทนของจำเลยที่ 2 ได้เช่าตึกของโจทก์เพื่อประกอบการค้า 3 ปี ครบกำหนดแล้วโจทก์บอกเลิกการเช่า จำเลยเพิกเฉยเสียทำให้เสียหาย ขอให้บังคับจำเลยชำระเงิน และให้จำเลยออกจากตึกนี้จำเลยที่ 1 ให้การว่าฟ้องโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย สำเนาสัญญาเช่าท้ายฟ้องไม่ถูกต้องจำเลยที่ 1 เช่าเพื่ออาศัยอยู่เองส่วนหนึ่งนอกนั้นให้เช่าช่วงและมีข้อตกลงว่าผู้ให้เช่ายอมให้เช่าช่วงบางส่วนได้

จำเลยที่ 1 และผู้เช่าช่วงได้รับความคุ้มครองตามพระราชบัญญัติควบคุมค่าเช่าฯ จำเลยที่ 1 ไม่เคยเช่าตึกพิพาทแทนจำเลยที่ 2 โจทก์ไม่เคยบอกกล่าวเลิกสัญญาเช่ากับจำเลยที่ 1 การอยู่ไม่เป็นละเมิด คงเรียกได้แต่ค่าเช่าซึ่งสูงมากแล้ว หนังสือมอบอำนาจท้ายฟ้องจะถูกต้องหรือไม่ ไม่ทราบและไม่รับรองจำเลยที่ 2 ให้การปฏิเสธว่า จำเลยที่ 1 มิได้ทำสัญญาเช่าตึกพิพาทในฐานะตัวแทนจำเลยที่ 2 จำเลยที่ 2 มิใช่คู่สัญญากับโจทก์ ๆ ไม่มีอำนาจฟ้องจำเลยที่ 2 โจทก์เป็นเจ้าของตึกพิพาทหรือไม่ เอกสารท้ายฟ้องถูกต้องชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ไม่รับรองฟ้องโจทก์เคลือบคลุมไม่ทราบว่าตึกพิพาทเป็นของผู้ใดแน่ คำบรรยายฟ้องใช้คำว่าจำเลยก็ไม่ชัดว่าทั้งสองคนหรือคนใด

จำเลยที่ 2 ไม่ต้องรับผิดชำระค่าเช่าค่าเสียหายศาลชั้นต้นกำหนดประเด็น 7 ข้อ พิจารณาแล้วพิพากษาให้จำเลยที่ 1 ชำระค่าเสียหาย ขับไล่จำเลยทั้งสองออกจากตึกพิพาทกับให้ใช้ค่าเสียหายนับแต่วันฟ้องจำเลยทั้งสองอุทธรณ์ให้ยกฟ้องศาลอุทธรณ์พิพากษายืนจำเลยทั้งสองฎีกา โดยติดใจฎีกาเพียง 5 ประเด็นศาลฎีกาพิจารณาแล้วเห็นว่า ประเด็นข้อแรกที่จำเลยค้านว่าหนังสือมอบอำนาจหมายเลข 1 ระบุว่าพระองค์เจ้าเฉลิมพลฯ และพระองค์เจ้าอนุสรณ์ฯ ผู้มีส่วนรับพระมรดกของสมเด็จฯ กรมหลวงลพบุรีฯร่วมกับพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ฯ ได้ตกลงมอบพระมรดกรายนี้ให้พระองค์เจ้าภาณุพันธ์ฯ เป็นผู้จัดการ ฯลฯ จำเลยถือว่ามิใช่ให้มีอำนาจในพระมรดกพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตรฯ

ส่วนหนังสือมอบอำนาจหมายเลข 2 ระบุว่าพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ฯ ได้แต่งตั้งนายสง่า ณ ระนอง มีอำนาจทำการแทน ก็อ้างถึงทรัพย์สินกองมรดกสมเด็จฯกรมหลวงลพบุรีฯ นายสง่าจึงไม่มีอำนาจฟ้อง และควรฟังว่ามรดกของพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตรฯ มีผู้จัดการมรดก 3 คน คือพระโอรสทั้งสามที่กล่าวนั้น ซึ่งจะต้องร่วมกันฟ้องตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1715 หรือเห็นชอบด้วยตามมาตรา 1358 นั้น เห็นว่าสมเด็จฯ กรมหลวงลพบุรีฯ กับพระองค์เจ้าหญิงเฉลิมเขตรฯ เป็นพระชนกและชนนีของพระองค์เจ้าภาณุพันธ์ฯ พระองค์เจ้าเฉลิมพลฯ และพระองค์เจ้าอนุสรฯ หนังสือมอบอำนาจจะเขียนพระนามพระชนกหรือพระชนนีก็หามีความหมายผิดกันไม่ เพราะผลที่สุดตึกพิพาทนี้ได้ตกเป็นมรดกแก่พระโอรสทั้งสามนี้ และเจ้าของกรรมสิทธิ์ได้มอบอำนาจทั่วไปแก่นายสง่าซึ่งจำเลยมิได้นำสืบโต้แย้งต้นฉบับหนังสือนี้ และคดีนี้ไม่ใช่เรื่องผู้จัดการมรดกแต่เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ 2 มาตรา ที่จำเลยอ้างนั้น

ไม่ตรงกับรูปคดีนี้ประเด็นข้อ 2 เป็นเรื่องของจำเลยที่ 2 ว่าได้ถูกฟ้องเป็นคู่ความด้วยหรือไม่นั้น เมื่อทำสัญญาเช่าก็เขียนชื่อจำเลยที่ 1 ไว้ว่าเป็นเจ้าของบริษัทจำเลยที่ 2 และเมื่อนำสืบก็รับว่ามีคนภายนอกถือหุ้นอยู่ด้วยไม่เกินร้อยละสิบ ที่ตั้งทำการของจำเลยที่ 2 ก็คือตึกรายพิพาทซึ่งจำเลยที่ 1 เช่าไป เป็นเหตุผลเพียงพอที่จะให้โจทก์ถือว่าควรจะฟ้องจำเลยที่ 2 ด้วยได้โจทก์จึงได้ระบุชัดในคำฟ้องเรียกบริษัทห้างขายยาอังกฤษตรางูเป็นจำเลยที่ 2 โดยบรรยายฟ้องด้วยว่าเป็นนิติบุคคล ดังนี้ คำขอให้ขับไล่จำเลยย่อมหมายถึงจำเลยทั้งสอง อย่างไรก็ตาม จำเลยที่ 2 ได้อยู่ในตึกพิพาทโดยไม่มีข้อต่อสู้ ไม่ได้นำสืบต่อสู้ ศาลจึงพิพากษาขับไล่จำเลยประเด็นข้อ 3 เห็นว่า

โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ตึกพิพาทในขณะฟ้องความไม่จำต้องบรรยายโดยละเอียดถึงความเป็นมาแห่งทรัพย์มรดกรายนี้ และคำฟ้องก็ระบุชื่อจำเลยทั้งสองไว้ในตอนต้นแล้ว ตอนต่อ ๆ ไปแม้ใช้คำว่าจำเลย ก็เข้าใจได้ว่าจำเลยทั้งสองซึ่งโจทก์ถือว่าเป็นผู้เช่าร่วมกันอยู่ จำเลยไม่หลงต่อสู้ประเด็นข้อ 4 ข้อที่ว่า สำเนาสัญญาเช่าท้ายฟ้องไม่ตรงกับต้นฉบับ โจทก์ไม่มีอำนาจฟ้องตามสัญญาเช่าที่ส่งอ้างต่อศาล นั้นคู่ความได้รับกันแล้วว่าต้นฉบับที่โจทก์ส่งอ้างต่อศาลถูกต้องตรงกับคู่ฉบับซึ่งอยู่ที่จำเลยที่ 1 แม้โจทก์คัดสำเนาติดท้ายฟ้องจะพลั้งเผลอตกหล่นไปบ้างก็ไม่ขาดข้อความสำคัญ อันเป็นพยานหลักฐานได้ประเด็นสุดท้าย เป็นเรื่องการบอกกล่าวเลิกการเช่า ฟังได้แล้วว่าโจทก์ส่งคำบอกกล่าวแก่จำเลยแล้ว

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
สุทธิวาทนฤพุฒิ · เจริญ ฤทธิศาสตร์ · สนิท สุมาวงศ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1163/2539

โจทก์ทั้งสองฟ้องว่า ป. และ น. อยู่กินฉันสามีภริยากันตั้งแต่ปี 2470 และต่อมาปี 2520 จึงได้จดทะเบียนสมรสกัน จำเลยที่ 2 มิได้ให้การปฏิเสธในข้อนี้ ถือว่ายอมรับข้อเท็จจริงดังกล่าวป. และ น. เป็นสามีภริยากัน…

Supreme Court Judgment No. 6658/2539

โจทก์บรรยายฟ้องเพียงว่า โจทก์เป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ร่วมกับจำเลยทั้งสาม และขอให้ศาลบังคับเพื่อให้แบ่งกรรมสิทธิ์รวมตาม ป.พ.พ. มาตรา1364 เป็นการบรรยายฟ้องถึงกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินส่วนของโจทก์ และขอให้ศาลบั…

Supreme Court Judgment No. 9489/2558

โจทก์บรรยายฟ้องว่า จำเลยประมาทเลินเล่อขับรถบรรทุกชนท้ายรถโดยสาร ทำให้รถโดยสารที่โจทก์ครอบครองและใช้ประโยชน์อยู่ได้รับความเสียหาย เป็นการกระทำละเมิดต่อโจทก์ จำเลยจำต้องใช้ค่าสินไหมทดแทนเพื่อการนั้น และ…

Supreme Court Judgment No. 1570/2556

การฟ้องคดีล้มละลายเป็นการฟ้องเพื่อประโยชน์แก่เจ้าหนี้ทั่วไป เมื่อศาลมีคำสั่งพิทักษ์ทรัพย์ของลูกหนี้เด็ดขาดแล้ว พ.ร.บ.ล้มละลาย พ.ศ.2483 มาตรา 22 (3) บัญญัติให้เจ้าพนักงานพิทักษ์ทรัพย์แต่ผู้เดียวที่มีอำ…

Supreme Court Judgment No. 3801/2555

สัญญาเช่ามีคำมั่นว่าก่อนครบสัญญาเช่า โจทก์และจำเลยจะปรับเปลี่ยนค่าเช่าหรือระยะเวลาเช่าในอัตราที่เป็นธรรม ดังที่ปฏิบัติมาเป็นปกติประเพณี ข้อความดังกล่าวไม่มีรายละเอียดชัดเจนเกี่ยวกับค่าเช่าหรือระยะเวลา…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up