Loading...
Kotmai Kotmai
Secondary Logo Secondary Logo
Kotmai Kotmai
Kotmai Kotmai
Home
Secondary Logo Secondary Logo
Forgot password?
สลับบัญชีตัวอย่าง โหมดสาธิต · ไม่ต้องใช้รหัสผ่าน

Supreme Court Judgment No. 1220/2540

พ.ศ. 2540 ศาลฎีกา

Legal principle (summary)

โจทก์นำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยแสดงความจำนงต่อ จำเลยทั้งสองว่าจะใช้ของที่นำเข้ามานั้นในการผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุเพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี เพื่อขอคืนเงินอากรขาเข้า ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)พ.ศ. 2482 และโจทก์มิได้ชำระอากรขาเข้าเพราะได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารแทนการชำระภาษีอากรที่จะต้องเสีย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ตรี แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว ดังนี้ การคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระแล้วหรือการคืนประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินค่าภาษีอากรนั้น มาตรา 19 ทวิ บัญญัติไว้เพียงกรณีเดียวคือ เมื่อได้พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมศุลกากรมอบหมายว่าของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศนั้น ได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขตามมาตรา 19 ทวิ (ก)-(จ) ด้วยเมื่อปรากฏว่าโจทก์มิได้ส่งของที่ผลิตด้วยเส้นด้ายใยยาวสังเคราะห์ทำด้วยโปลีเอสเตอร์และผ้าทอโปลีเอสเตอร์ใยสั้นที่ได้นำเข้า ออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปีจึงไม่อาจขอคืนเงินค่าภาษีอากรที่ได้ชำระหรือขอคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามมาตรา 19 ทวิ แม้ว่าของที่โจทก์นำเข้าทั้งที่ยังมีสภาพเป็นวัตถุดิบและที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วอยู่ในขั้นเตรียมการเพื่อส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดขณะที่เก็บไว้ในโรงงานของโจทก์ก็ตาม แต่ไม่มีบทกฎหมายใดที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าภาษีอากรที่ได้ชำระแล้วหรือเรียกหนังสือค้ำประกันคืนจากจำเลยในก่อนนี้ได้ ตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 เป็นบทบัญญัติในหมวด 10 ว่าด้วยการเก็บของในคลังสินค้าซึ่งบัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรในอันที่จะยกเว้นค่าภาษีที่จะต้องเสียหรือคืนค่าภาษีที่ได้เสียแล้วสำหรับของที่เก็บในคลังเก็บสินค้า หรือที่ยื่นใบขนเพื่อเก็บในคลังสินค้าหรือที่ยื่นใบขนเพื่อรับมอบไปจากคลังสินค้าแล้วเกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยอุบัติเหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงเสียได้ ในขณะที่อยู่บนเรือหรือในเวลาย้ายถอนขนขึ้น ในเวลารับเข้าเก็บในคลังสินค้า หรือเวลาที่เก็บอยู่ในคลังสินค้า แต่โรงงานของโจทก์ซึ่งเป็นสถานที่เก็บของที่นำเข้าดังกล่าว มิได้เป็นคลังสินค้า ฉะนั้น แม้เพลิงจะได้ไหม้ของที่โจทก์นำเข้าทั้งที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วและที่ยังอยู่ในสภาพเป็นวัตถุดิบที่เก็บรักษาในอาคารโรงงานของโจทก์จนเสียหายไปทั้งหมด ไม่ว่าการที่เกิดเพลิงไหม้เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรืออุบัติเหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงเสียได้ อธิบดีกรมศุลกากรก็ไม่มีอำนาจที่จะยกเว้นค่าภาษีที่จะต้องเสียหรือคืนค่าภาษีที่ได้เสียแล้วสำหรับของนั้นให้แก่โจทก์ ที่โจทก์อุทธรณ์ว่า ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ว่า การที่โจทก์ไม่สามารถผลิตสินค้าและส่งสินค้าออกภายในกำหนด 1 ปี มิใช่ความผิดของโจทก์ มิใช่ความผิดของโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชอบในค่าภาษีอากรตามฟ้องและสมควรได้รับอากรขาเข้าคืน ตามพระราชบัญญัติศุลกากร มาตรา 19 ทวิ หรือไม่เป็นการไม่ชอบนั้นเมื่อปรากฏว่าศาลภาษีอากรกลางได้วินิจฉัยว่า การที่ของที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ทั้งที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วและที่ยังอยู่ในสภาพเป็นวัตถุดิบซึ่งโจทก์เก็บรักษาไว้ที่โรงงานของโจทก์ถูกเพลิงไหม้เสียหายหมด ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งสินค้าที่ผลิตหรือประกอบหรือผสมหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้า ออกไปยังเมืองต่างประเทศ แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัย โจทก์ก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับค่าภาษีอากรที่ได้ชำระไว้แล้วคืนจากจำเลยทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ไม่สามารถผลิตและส่งสินค้าที่ผลิตด้วยของที่นำเข้าไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปีแม้จะมิใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าภาษีอากรที่ได้เสียไปแล้วคืน จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแล้ว

Provisions the court ruled on

ป.วิ.พ. Section 55 พ.ร.บ.จัดตั้งศาลภาษีอากรและวิธีพิจารณาคดีภาษีอากร พ.ศ.2528 Section 17 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 95 พ.ร.บ.ศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ.2482 Section 19 พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2469 Section 59

คำฟ้องและคำให้การ

โจทก์ฟ้องว่า โจทก์เป็นนิติบุคคลประเภทบริษัทจำกัด จำเลยที่ 2 เป็นกรมในรัฐบาล จำเลยที่ 1 เป็นอธิบดีกรมศุลกากรจำเลยที่ 2 จำเลยทั้งสองเรียกเก็บเงินตามหนังสือค้ำประกันของธนาคารเพื่อเป็นการรับชำระค่าอากรขาเข้าค่าภาษีและเบี้ยปรับเงินเพิ่มมิชอบด้วย ทำให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ขอให้บังคับจำเลยทั้งสองคืนต้นเงินจำนวน 17,800,772.87 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี นับแต่วันที่ 23 มิถุนายน 2537 อันเป็นวันที่จำเลยทั้งสองเรียกเก็บเงินไปจากธนาคารทั้งสองจนถึงวันฟ้องคิดเป็นดอกเบี้ย 815,665.50 บาท รวมเป็นต้นเงินและดอกเบี้ยทั้งสิ้น 18,616,438.37 บาท และชำระดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ7.5 ต่อปีของต้นเงิน 17,800,772.87 บาท

นับถัดจากวันฟ้องเป็นต้นไปจนกว่าจะชำระต้นเงินเสร็จแก่โจทก์จำเลยทั้งสองให้การว่า ระหว่างเดือนพฤศจิกายน 2533 ถึงเดือนตุลาคม 2534 โจทก์ได้นำสินค้าประเภทเส้นด้ายใยยาวสังเคราะห์ทำด้วยโปลีเอสเตอร์และผ้าทอโปลีเอสเตอร์ใยสั้นเข้ามาในประเทศจำนวน 15 ครั้ง ซึ่งโจทก์มีหน้าที่ต้องชำระค่าอากรขาเข้าและภาษีเป็นเงินทั้งสิ้น 11,908,585 บาท หลังจากที่โจทก์ได้นำสินค้าตามที่โจทก์อ้างเข้ามาในประเทศโดยจะปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ในพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9) พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ นั้นปรากฏว่าโจทก์มิได้ปฏิบัติตาม จำเลยที่ 2 จึงใช้สิทธิตามกฎหมายบังคับให้ธนาคารกรุงเทพจำกัด (มหาชน) และธนาคารกรุงศรีอธยุธยาจำกัด (มหาชน) ในฐานะผู้ค้ำประกันชำระอากรขาเข้าและภาษีตามสัญญาค้ำประกันที่ได้ให้ไว้แก่จำเลยที่ 2 นอกจากนี้โจทก์มีพฤติการณ์ไม่นำพาที่จะนำสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศผลิตเป็นสินค้าเพื่อส่งออก

แสดงถึงพฤติการณ์ของโจทก์ที่จะไม่ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ให้ไว้แก่จำเลยที่ 2 การที่ไฟฟ้าช็อตและลัดวงจรเป็นเหตุให้เกิดเพลิงไหม้ที่โรงงานของโจทก์มีสาเหตุมาจากความประมาทเลินเล่อของโจทก์ที่ไม่ดูแลรักษาตรวจสอบสายไฟฟ้าและวงจรไฟฟ้าว่ามีความชำรุดบกพร่องหรือไม่ มิใช่เหตุสุดวิสัยที่โจทก์จะอ้างเป็นเหตุให้โจทก์หลุดพ้นจากการปฏิบัติตามเงื่อนไขของกฎหมายในการที่จะนำมาซึ่งสิทธิที่จะขอคืนอากรขาเข้าและภาษีอากรจากจำเลยที่ 2 นอกจากนี้การขอคืนอากรขาเข้าในกรณีที่ไม่เป็นตามเงื่อนไขที่กำหนดไว้ในพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)พ.ศ. 2482 มาตรา 19 ทวิ จะมีได้เฉพาะที่เป็นไปตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 95 เท่านั้น กล่าวคือ เป็นกรณีที่สินค้าสูญหายหรือถูกทำลายโดยอุบัติเหตุอันมิอาจจะหลีกเลี่ยงเสียได้ในขณะที่อยู่บนเรือก็ดี หรือในเวลาย้ายถอนขนขึ้นก็ดีในเวลารับเข้าเก็บในคลังสินค้าหรือเวลาที่อยู่ในคลังสินค้าซึ่งอธิบดีกรมศุลกากรอาจยกเว้นค่าภาษีที่จะต้องเสีย หรือคืนค่าภาษีที่ได้เสียแล้วสำหรับของนั้นได้

การขอคืนอากรขาเข้าและภาษีกรณีอื่นไม่อาจกระทำได้เลย เนื่องจากไม่มีกฎหมายให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรไว้ ดังนั้น ข้ออ้างของโจทก์ที่ว่าอุบัติเหตุไฟฟ้าช็อตและลัดวงจรทำให้เกิดเพลิงไหม้โรงงานสินค้าที่นำเข้ามาในประเทศดังกล่าวได้รับความเสียหายทั้งหมด นอกจากจะมิใช่เหตุสุดวิสัยตามที่โจทก์อ้างแล้ว ยังมิใช่กรณีที่สามารถขอคืนอากรขาเข้าและภาษีตามพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 มาตรา 95ทั้งจำเลยไม่รับรองว่าวัตถุดิบที่โจทก์นำเข้ามาในประเทศนั้นจะถูกเพลิงไหม้เสียหายจนหมดสิ้น ขอให้ยกฟ้องศาลภาษีอากรกลางพิพากษายกฟ้องโจทก์โจทก์อุทธรณ์ต่อศาลฎีกาศาลฎีกาแผนกคดีภาษีอากรวินิจฉัยว่า ข้อเท็จจริงที่โจทก์จำเลยมิได้โต้เถียงกันฟังได้ในเบื้องต้นว่า

เมื่อระหว่างวันที่ 4 พฤศจิกายน 2533 ถึงวันที่ 29 กันยายน 2534 โจทก์ได้นำเส้นด้ายใยยาวสังเคราะห์ทำด้วยโปลีเอสเตอร์และผ้าทอโปลีเอสเตอร์ใยสั้นเข้ามาในราชอาณาจักรทางเรือที่ท่าเรือกรุงเทพ ตามใบขนสินค้าขาเข้าและแบบแสดงรายการการค้าเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 2, 11,19, 28, 26, 42, 48, 56, 64, 73, 81, 90, 99, 110, และ 119 โดยโจทก์แสดงความจำนงต่อจำเลยที่ 2 ว่าของที่นำเข้าจะใช้ในการผลิตสินค้าผ้าลูกไม้ปักฉลุเพื่อส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี นับแต่วันที่นำของเข้ามาในราชอาณาจักรตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขในมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร (ฉบับที่ 9)พ.ศ. 2482 และจำเลยที่ 2 ได้อนุญาตให้โจทก์วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารกรุงเทพ

จำกัด (มหาชน) สาขาสามยอด และธนาคารกรุงศรีอยุธยา จำกัด (มหาชน) สำนักงานใหญ่ แทนการชำระค่าภาษีอากร โจทก์ได้นำของที่นำเข้าซึ่งใช้ในการผลิตไปเก็บไว้ที่โรงงานของโจทก์ซึ่งอยู่เลขที่ 49/1 หมู่ที่ 11 ตำบลอ้อมน้อยอำเภอกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร โดยโรงงานของโจทก์มิได้เป็นคลังสินค้าตามนิยามคำว่า คลังสินค้า ในมาตรา 2 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร พ.ศ. 2469 เมื่อวันที่ 10 ตุลาคม 2534เพลิงได้ไหม้อาคารโรงงานดังกล่าวของโจทก์ เป็นเหตุให้ของที่โจทก์นำเข้าดังกล่าว ทั้งที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วและที่ยังอยู่ในสภาพที่เป็นวัตถุดิบ ซึ่งโจทก์เก็บไว้ในอาคารโรงงานถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมด โจทก์จึงไม่สามารถส่งผ้าลูกไม้ปักฉลุที่ผลิตด้วยของที่นำเข้าไปยังเมืองต่างประเทศภายใน 1 ปี

นับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิตเข้ามาในราชอาณาจักร จำเลยที่ 2จึงเรียกเก็บค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มสำหรับของที่โจทก์นำเข้าทั้ง 15 รายการ ดังกล่าวจากธนาคารผู้ค้ำประกันและได้รับชำระค่าภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่มเป็นเงิน17,800,772.87 บาท ตามใบเสร็จรับเงินเอกสารหมาย ล.1 แผ่นที่ 1,10, 18, 27, 35, 41, 47, 54, 63, 72, 80, 89, 98, 106 และ 115

ศาลฎีกาวินิจฉัย

มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าโจทก์ชอบที่จะขอคืนเงินภาษีอากร เบี้ยปรับและเงินเพิ่ม สำหรับของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรดังกล่าวคืนจากจำเลยทั้งสองหรือไม่ เห็นว่า

ที่โจทก์อุทธรณ์ว่าของที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรสำหรับใช้ในการผลิตเพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศได้ถูกเพลิงไหม้ไปทั้งหมด การส่งออกซึ่งของที่ผลิตด้วยของที่นำเข้าเป็นการพ้นวิสัย โจทก์จึงไม่มีหน้าที่ต้องเสียภาษีอากรสำหรับของที่นำเข้านั้น เห็นว่า กรณีเป็นเรื่องที่โจทก์นำของเข้ามาในราชอาณาจักรโดยแสดงความจำนงต่อจำเลยทั้งสองว่าจะใช้ของที่นำเข้ามานั้นในการผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุเพื่อการส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปี เพื่อขอคืนเงินอากรขาเข้า ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร และโจทก์มิได้ชำระอากรขาเข้า เพราะได้รับอนุญาตจากจำเลยที่ 1 ให้วางหนังสือค้ำประกันของธนาคารแทนการชำระภาษีอากรที่จะต้องเสีย ตามที่บัญญัติไว้ในมาตรา 19 ตรี

แห่งพระราชบัญญัติดังกล่าว สำหรับการคืนเงินภาษีอากรที่ได้ชำระแล้ว หรือการคืนประกันโดยถือเสมือนว่าเป็นการคืนเงินค่าภาษีอากรนั้นมาตรา 19 ทวิ แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร บัญญัติไว้เพียงกรณีเดียวคือ เมื่อได้พิสูจน์ให้เป็นที่พอใจอธิบดีกรมศุลกากรหรือผู้ที่อธิบดีกรมศุลกากรมอบหมายว่าของที่ส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศนั้น ได้ผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักร ทั้งจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขดังต่อไปนี้(ก) ของที่นำเข้ามานั้นมิใช่ของที่กฎกระทรวงห้ามคืนเงินอากร(ข) ปริมาณของที่นำเข้าซึ่งใช้ในการผลิตหรือผสมหรือประกอบหรือบรรจุ เป็นของที่ส่งออก ให้ถือตามหลักเกณฑ์ที่อธิบดีกรมศุลกากรเห็นชอบหรือประกาศกำหนด(ค) ของนั้นได้ส่งออกไปทางท่าเรือที่สำหรับการส่งออกซึ่งของที่ขอคืนอากรขาเข้า(ง) ของนั้นได้ส่งออกไปภายในหนึ่งปีนับแต่วันที่นำของซึ่งใช้ในการผลิตหรือผสมหรือประกอบเป็นของที่ส่งออก หรือใช้บรรจุของที่ส่งออกเข้ามาในราชอาณาจักร และ(จ)

ต้องขอคืนเงินอากรภายในหกเดือนนับแต่วันที่ของนั้นส่งออกไปข้อเท็จจริงได้ความว่า โจทก์มิได้ส่งของที่ผลิตด้วยเส้นด้ายใยยาวสังเคราะห์ทำด้วยโปลีเอสเตอร์และผ้าทอโปลีเอสเตอร์ใยสั้นที่ได้นำเข้าออกไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปีจึงไม่อาจขอคืนเงินค่าภาษีอากรที่ได้ชำระหรือขอคืนหนังสือค้ำประกันของธนาคารตามมาตรา 19 ทวิ ที่โจทก์อ้างว่าของที่โจทก์นำเข้าทั้งที่ยังมีสภาพเป็นวัตถุดิบและที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วอยู่ในขั้นเตรียมการเพื่อส่งออกไปยังเมืองต่างประเทศได้ถูกเพลิงไหม้เสียหายทั้งหมดขณะที่เก็บไว้ในโรงงานของโจทก์นั้น ก็ไม่มีบทกฎหมายใดที่ให้สิทธิแก่โจทก์ที่จะฟ้องเรียกค่าภาษีอากรที่ได้ชำระแล้ว หรือเรียกหนังสือค้ำประกันคืนจากจำเลยที่โจทก์อ้างว่าอธิบดีกรมศุลกากรอาจยกเว้นค่าภาษีที่จะต้องเสียหรือคืนค่าภาษีที่ได้เสียแล้วแก่โจทก์ตามมาตรา 95 แห่งพระราชบัญญัติศุลกากร

พ.ศ. 2469 นั้น เห็นว่า มาตรา 95 ดังกล่าวเป็นบทบัญญัติในหมวด 10 ว่าด้วยการเก็บของในคลังสินค้า ซึ่งบัญญัติให้อำนาจอธิบดีกรมศุลกากรในอันที่จะยกเว้นค่าภาษีที่จะต้องเสียหรือคืนค่าภาษีทีได้เสียแล้วสำหรับของที่เก็บในคลังสินค้าหรือที่ยื่นใบขนเพื่อเก็บในคลังสินค้า หรือที่ยื่นใบขนเพื่อรับมอบไปจากคลังสินค้าแล้วเกิดการสูญหายหรือถูกทำลายโดยอุบัติเหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงเสียได้ ในขณะที่อยู่บนเรือหรือในเวลาย้ายถอนขนขึ้น ในเวลารับเข้าเก็บในคลังสินค้า หรือเวลาที่เก็บอยู่ในคลังสินค้า แต่โรงงานของโจทก์ซึ่งเป็นสถานที่เก็บของที่นำเข้าดังกล่าว มิได้เป็นคลังสินค้า ฉะนั้น แม้เพลิงจะได้ไหม้ของที่โจทก์นำเข้าทั้งที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วและที่ยังอยู่ในสภาพเป็นวัตถุดิบที่เก็บรักษาในอาคารโรงงานของโจทก์จนเสียหายไปทั้งหมด

ไม่ว่าการที่เกิดเพลิงไหม้เป็นเพราะเหตุสุดวิสัยหรืออุบัติเหตุอันมิอาจหลีกเลี่ยงเสียได้อธิบดีกรมศุลกากรก็ไม่มีอำนาจที่จะยกเว้นภาษีที่จะต้องเสียหรือคืนค่าภาษีที่ได้เสียแล้ว สำหรับของนั้นให้แก่โจทก์ ที่จำเลยที่ 2 เรียกเก็บเงินตามหนังสือค้ำประกันจากธนาคาร ผู้ค้ำประกันและไม่คืนค่าภาษีอากร เบี้ยปรับ และเงินเพิ่มให้แก่โจทก์จึงชอบแล้วที่โจทก์อุทธรณ์ข้อต่อไปว่า ศาลภาษีอากรกลางไม่ได้วินิจฉัยประเด็นข้อพิพาทที่กำหนดไว้ว่า การที่โจทก์ไม่สามารถผลิตสินค้าและส่งสินค้าออกภายในกำหนด 1 ปี มิใช่ความผิดของโจทก์ จึงไม่ต้องรับผิดชอบในค่าภาษีอากรตามฟ้องและสมควรได้รับอากรขาเข้าคืนตามพระราชบัญญัติศุลกากรฯ มาตรา 19 ทวิ หรือไม่ เป็นการไม่ชอบนั้น

เห็นว่า คำวินิจฉัยของศาลภาษีอากรกลางที่ว่า การที่ของที่โจทก์นำเข้ามาในราชอาณาจักรตามฟ้อง ทั้งที่นำมาผลิตเป็นสินค้าแล้วและที่ยังอยู่ในสภาพเป็นวัตถุดิบซึ่งโจทก์เก็บรักษาไว้ที่โรงงานของโจทก์ถูกเพลิงไหม้เสียหายหมด ทำให้โจทก์ไม่สามารถส่งสินค้าที่ผลิตหรือประกอบหรือผสมหรือบรรจุด้วยของที่นำเข้าออกไปยังเมืองต่างประเทศ แม้จะเป็นเหตุสุดวิสัยโจทก์ก็ไม่มีสิทธิตามกฎหมายที่จะได้รับค่าภาษีอากรที่ได้ชำระไว้แล้วคืนจากจำเลยทั้งสอง เป็นการวินิจฉัยว่าการที่โจทก์ไม่สามารถผลิตและส่งสินค้าที่ผลิตด้วยของที่นำเข้าไปยังเมืองต่างประเทศภายในกำหนด 1 ปีแม้จะมิใช่ความผิดของโจทก์ โจทก์ก็ไม่มีสิทธิได้รับค่าภาษีอากรที่ได้เสียไปแล้วคืน จึงเป็นการวินิจฉัยในประเด็นข้อพิพาทแล้ว

Result

พิพากษายืน

Matter details

Panel of judges
ชลอ บุณยเนตร · สุนพ กีรติยุติ · สถิตย์ สิทธิลักษณ์
Source
กองผู้ช่วยผู้พิพากษาศาลฎีกาแผนก
Facing a similar situation?
Describe your situation for a free initial check, or consult a lawyer who will look at your own facts.

Judgments on the same provisions

Supreme Court Judgment No. 1397/2559

โจทก์ทำสัญญาให้ผู้ซื้อชำระค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมและค่าภาษีในการซื้อขายอสังหาริมทรัพย์ สำหรับค่าธรรมเนียมจดทะเบียนสิทธิและนิติกรรมเป็นกรณีที่คู่สัญญาตกลงกันเป็นอย่างอื่น และค่าธรรมเนียมด…

Supreme Court Judgment No. 19074/2555

การที่โจทก์ยื่นคำร้องขอคืนภาษีเงินได้นิติบุคคล เจ้าพนักงานประเมินต้องตรวจสอบบัญชีเอกสารหลักฐานต่าง ๆ ก่อนว่า ในรอบระยะเวลาบัญชีนั้นโจทก์เสียภาษีถูกต้องหรือไม่ ซึ่งตัวแทนโจทก์ไม่ได้ส่งมอบบัญชีและเอกสาร…

Supreme Court Judgment No. 8561/2552

จำเลยมีหนังสือเตือนให้โจทก์นำเงินภาษีอากรค้างไปชำระเนื่องจากศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดมิให้ถือจำนวนเงินตามเช็คชำระราคาที่ดินที่เรียกเก็บไม่ได้ 2,254,000 บาท เป็นเงินได้พึงประเมินของโจทก์ในปีภาษี 2534…

Supreme Court Judgment No. 2084/2548

จำเลยที่ 1 ได้ยื่นฟ้องคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ขอให้เพิกถอนการประเมินของเจ้าพนักงานประเมินและคำวินิจฉัยของคณะกรรมการพิจารณาอุทธรณ์ต่อศาลภาษีอากรกลาง อันเป็นการดำเนินการตาม ป.รัษฎากรฯ มาตรา 30 (2) แล้ว…

Supreme Court Judgment No. 2420/2545

จำเลยนำสินค้าจากต่างประเทศเข้ามาเพื่อผลิตส่งออก โดยยื่นใบขนสินค้าและแบบแสดงรายการการค้าเพื่อใช้สิทธิขอคืนภาษีอากร แต่จำเลยปฏิบัติผิดเงื่อนไข จึงมีหน้าที่ต้องเสียภาษีตามที่กฎหมายบัญญัติ และมีหน้าที่ประ…

Judgments are provided for research. Every case turns on its own facts and this is not legal advice for your matter; the authoritative version is the Supreme Court's.

Contact Us
Choose a channel

Welcome 👋
Fill in your details so our team can follow up