คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องจำเลยรับสารภาพฟังได้ว่าจำเลยรับราชการเป็นหัวหน้าแผนกคลัง กรมอัยการ มีหน้าที่ปกครองรักษาเงินรับและจ่ายเงินของทางราชการกรมอัยการและมีหน้าที่เขียนเช็คธนาคารแห่งประเทศไทยเพื่อเบิกเงินของกรมอัยการมาจ่าย จำเลยใช้ตำแหน่งหน้าที่ในทางทุจริตเขียนเช็คปลอมโดยเติมจำนวนที่เบิก เบิกเกินกว่าที่ต้องเบิกจริง แล้วจำเลยเอาเงินส่วนเบิกมาเกินนั้นเป็นประโยชน์ส่วนตัวทั้งจำเลยยังได้เบียดบังเอาเงินต่าง ๆ ที่จำเลยรักษาตามหน้าที่มาเป็นประโยชน์ส่วนตนและบอกให้เจ้าหน้าที่ลงบัญชีลงรายการเท็จศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลทั้งสองว่า จำเลยมีความผิดตามกฎหมายที่โจทก์ฟ้อง คือ กฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 131, 222, 223, 224, 225, 227, 229, 230, 304, 319 แก้ไขเพิ่มเติม
พ.ศ. 2477 (ฉบับที่ 2) มาตรา 3 ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 147, 151, 157, 161, 264, 265,266, 268, 341 แต่ให้ลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญาอันเป็นกฎหมายในส่วนที่เป็นคุณแก่จำเลย จำคุกจำเลย 8 ปี ตามมาตรา 147 อันเป็นกระทงที่หนักที่สุดตามมาตรา 147 อันเป็นกระทงที่หนักที่สุดตามมาตรา 91 จำเลยรับลดกึ่งตามมาตรา 78 คงจำคุก 4 ปี กับให้จำเลยคืนหรือใช้ราคาทรัพย์ที่ยังขาด 464,286.53 บาท แก่กรมอัยการข้อกฎหมายที่จำเลยฎีกาว่าโจทก์ฟ้องว่าจำเลยกระทำผิดตามกฎหมายลักษณะอาญา มาตรา 229 กับ 230 ไม่มีการสืบพยานตามกฎหมายขอให้ยกฟ้อง นั้น
ศาลฎีกาวินิจฉัย
ศาลฎีกาวินิจฉัยว่า ในความผิดฐานเจ้าพนักงานปลอมหนังสือ กฎหมายลักษณะอาญามาตรา 229 และ 230 กำหนดโทษจำคุกตั้งแต่ 5 ปี ขึ้นไปจนถึง 10 ปีก็จริงแต่ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 161 กำหนดโทษว่า ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 10 ปี ซึ่งไม่มีกำหนดอัตราโทษอย่างต่ำ เมื่อกฎหมายที่ใช้อยู่ในขณะศาลทำการพิจารณาเป็นเช่นนี้ ในการวินิจฉัยกรณีตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 จึงต้องถือเอาตามนั้น แม้จะไม่ได้ระบุว่ามาตราใดตรงกับมาตราของกฎหมายเดินมาตราไหน แต่ก็อาจเห็นจากบทบัญญัติของกฎหมายเก่าและใหม่ได้อยู่ในตัวแล้ว ศาลฎีกาโดยมติที่ประชุมใหญ่เห็นว่า การที่ศาลจะต้องฟังพยานโจทก์หรือไม่ เป็นเรื่องเกี่ยวกับกฎหมายวิธีพิจารณา ที่ศาลชั้นต้นสั่งไม่ให้สืบพยาน จึงเป็นการชอบด้วยประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 176 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติม(ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2499 มาตรา 11 แล้ว
ที่จำเลยฎีกาว่า จำเลยมีเหตุบรรเทาโทษตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 78 โดยบิดาจำเลยได้นำเงินส่วนตัวมอบให้กรมอัยการหมดสิ้นแล้ว และว่าการที่ศาลมิให้จำเลยสืบพยาน ทำให้ศาลไม่ทราบถึงข้อที่ควรคำนึงตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 56 นั้น ปรากฏตามรายงานกระบวนพิจารณาลงวันที่ 20 พ.ค. 2501 ว่า จำเลยแถลงว่าจำเลยไม่สามารถชำระเงินแก่เจ้าทุกข์ได้ตามที่เคยแถลงไว้ จำเลยขอให้ศาลพิพากษาคดีไป การที่จำเลยบิดเบือนข้อเท็จจริงให้เป็นปัญหาข้อกฎหมายเช่นนี้
ศาลฎีกาเห็นว่า เป็นฎีกาในปัญหาข้อเท็จจริง ต้องห้ามตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 218 จึงไม่รับวินิจฉัย