คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์ฟ้องว่าโจทก์กับจำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วย ก.ม. จำเลยจงใจละทิ้งโจทก์ และบังอาจกล่าวคำหมิ่นประมาทโจทก์และบิดามารดาโจกท์หลายครั้งว่าโจทก์มีชู้โดยมิเป็นความจริง ขอให้ศาลพิพากษาให้หย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน จำเลยต่อสู้ว่ามิได้ละทิ้งโจทก์ จำเลยมิได้มีภรรยาใหม่ หญิงนั้นอยู่กับจำเลยในฐานเป็นนางบำเรอจำเลยไม่เคยหมิ่นประมาทโจทก์หรือบุพการีโจทก์
คำพิพากษาศาลล่าง
ศาลชั้นต้นพิพากษาให้โจทก์จำเลยหย่าขาดจากการเป็นสามีภรรยากัน
จำเลยอุทธรณ์
ศาลอุทธรณ์พิพากษายืน
ศาลฎีกาวินิจฉัย
จำเลยฎีกา ศาลฎีกาฟังว่าโจทก์จำเลยเป็นสามีภรรยากันโดยชอบด้วย ก.ม. ต่อมาจำเลยเอาเงิน ๑๕๐๐๐ บาทไปจากโจทก์แล้วไปอยู่บ้านจำเลยไม่ได้ไปมาหาสู่และเลี้ยงดูส่งเสียโจทก์เป็นเวลาถึง ๓ ปี ทั้งจำเลยประกอบพิธีแต่งงานใหม่ การกระทำของจำเลยดังกล่าวแสดงออกหน้าโดยแจ้งชัดว่าจำเลยได้สละละทิ้งโจทก์เด็ดขาดไปแล้ว
อนึ่งถ้าจำเลยไม่รับรองต่อภรรยาคนใหม่ว่าเลิกกับโจทก์เด็ดขาด ภรรยาคนใหม่และผู้ปกครองคงจะไม่ประกอบพิธีให้อย่างครึกโครม หากเป็นการที่จำเลยตั้งใจกล่าวเท็จแก่ฝ่ายภรรยาคนใหม่ให้หลงเข้าใจผิด ก็เป็นการกระทำที่เย้ยหยันแก่โจทก์ให้ได้รับความอัปยศอดสูเป็นอย่างยิ่ง และการที่ภรรยาคนใหม่อยู่กินกับจำเลยยังบ้านเรือนจำเลยก็เป็นปฏิปักษ์ต่อการที่จำเลยและโจทก์เป็นสามีภรรยากันอย่างร้ายแรง ซึ่งในระยะนี้จะเห็นได้ชัดว่าจำเลยได้ตัดสินใจเลิกกับโจทก์อย่างแน่นอน โดยไม่มีปัญหาอันใดแล้ว โจทก์มีเหตุผลหลายประการ ที่จะฟ้องหย่าได้ แม้ภายหลังจะปรากฎว่าภรรยาคนใหม่ ได้ละทิ้งจำเลยไปเสียแล้วก็หาใช่เป็นความดีของจำเลยที่จะนำมาแก้ตัวต่อโจทก์ไม่
Result
พิพากษายืน