คำฟ้องและคำให้การ
โจทก์มิได้ฟ้องร้องภายในกำหนด 1 ปี คดีของโจทก์ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ที่ 3 ในฐานะผู้ค้ำประกันจึงหลุดพ้นจากความรับผิด ขอให้ยกฟ้องศาลชั้นต้นพิจารณาแล้ววินิจฉัยว่า โจทก์นำคดีมาฟ้องเมื่อพ้นกำหนด 1 ปี นับแต่โจทก์รู้ว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม สิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 1 ขาดอายุความ จำเลยที่ 2 ที่ 3ผู้ค้ำประกันไม่ต้องรับผิดชำระหนี้ให้โจทก์ พิพากษายกฟ้องโจทก์อุทธรณ์ศาลอุทธรณ์พิพากษาแก้เป็นว่า ให้จำเลยที่ 3 ใช้เงินจำนวน40,819.40 บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของต้นเงินจำนวนดังกล่าวตั้งแต่วันที่ 2 มิถุนายน 2523 เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ และให้จำเลยที่ 3 ใช้เงินจำนวน 396,894.81 บาทให้โจทก์พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปีของต้นเงินจำนวน181,480.24 บาท นับจากวันถัดจากวันฟ้องคือวันที่ 1 เมษายน 2530เป็นต้นไปจนกว่าจะชำระเสร็จ นอกจากที่แก้คงให้เป็นไปตามคำพิพากษาศาลชั้นต้นจำเลยที่ 3 ฎีกาศาลฎีกาวินิจฉัยว่า "
ศาลฎีกาวินิจฉัย
พิเคราะห์แล้ว ข้อเท็จจริงในเบื้องต้นฟังได้ว่า เดิมนายติ่ง แซ่เจี่ย จำเลยที่ 1 ซึ่งโจทก์ได้ขอถอนฟ้องไปแล้วได้ทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกับโจทก์ วงเงิน 40,000 บาทดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 14 ต่อปี คิดดอกเบี้ยทบต้น โดยมีจำเลยที่ 2เป็นผู้ค้ำประกันยอมรับผิดอย่างลูกหนี้ร่วมปรากฏตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีเอกสารหมาย จ.18 และสัญญาค้ำประกันหมาย จ.19และเมื่อครบกำหนดอายุสัญญาแล้วจำเลยที่ 1 ได้ต่อสัญญาไปอีก 6 เดือน โดยจำเลยที่ 2 เป็นผู้ค้ำประกันตามเอกสารหมาย จ.20หลังจากทำสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีแล้ว จำเลยที่ 1 ได้เดินสะพัดทางบัญชีโดยถอนเงินและนำเงินเข้าฝากในบัญชีเรื่อยมา ปรากฏตามบัญชีกระแสรายวันหมาย จ.21 นอกจากนั้นจำเลยที่ 1 ได้นำตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 6 ฉบับ ซึ่งมีจำเลยที่ 3 เป็นผู้รับอาวัลไปขายลดแก่โจทก์ โดยยอมเสียดอกเบี้ยอัตราร้อยละ 15 ต่อปี
ปรากฏตามหนังสือรับรองการขายตั๋วสัญญาใช้เงินเอกสารหมาย จ.28 ถึง จ.33 เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามตั๋วสัญญาใช้เงินแต่ละฉบับ จำเลยที่ 1 และจำเลยที่ 3 ไม่ชำระเงินให้โจทก์ตามสัญญา โจทก์จึงทวงถาม ต่อมาวันที่ 2 มิถุนายน 2523 จำเลยที่ 1 ได้ทำหนังสือสัญญารับสภาพหนี้ต่อโจทก์ โดยยอมชำระหนี้เบิกเงินเกินบัญชีจำนวน 40,819.40 บาท และหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงิน 6 ฉบับ เป็นเงิน 226,060.71 บาท พร้อมดอกเบี้ยในอัตราร้อยละ 15 ต่อปี ของยอดเงินที่ค้างชำระตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน 2523 ตกลงผ่อนชำระเป็นรายเดือน เดือนละไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท เริ่มผ่อนชำระตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2523เป็นต้นไปหากผิดนัดงวดใดงวดหนึ่งให้ถือว่าผิดนัดทั้งหมด
ปรากฏตามหนังสือรับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.34 ในการทำหนังสือรับสภาพหนี้ดังกล่าว จำเลยที่ 2 และที่ 3 เป็นผู้ค้ำประกันแต่จำเลยที่ 3 ลงชื่อเป็นผู้ค้ำประกันแต่เพียงผู้เดียว หลังจากทำสัญญารับสภาพหนี้แล้วได้มีการผ่อนชำระหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินรวม 16ครั้ง เป็นเงิน 58,000 บาทตามเอกสารหมาย ล.1 ถึง ล.16 จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2527 แต่การชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจำเลยที่ 3 ให้น้องชายนำเงินไปชำระเมื่อวันที่ 8มิถุนายน 2527 ปัญหาที่จะต้องวินิจฉัยตามฎีกาของจำเลยที่ 3 มีว่าการที่จำเลยที่ 3 ผ่อนชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.34แก่โจทก์ เป็นเหตุให้อายุความสำหรับสิทธิเรียกร้องของโจทก์ที่มีต่อจำเลยที่ 3 ต้องตั้งต้นนับใหม่และมีอายุความ 1 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 1754 หรือไม่
เมื่อได้ความว่าได้มีการผ่อนชำระหนี้ตามสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.34 ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2527 ตาม หลักฐานใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.16 โดยจำเลยที่ 3 ให้น้องชายเป็นผู้นำเงินไปผ่อนชำระ และปรากฏว่าจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมเมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2527 การผ่อนชำระหนี้ครั้งสุดท้ายจึงมีขึ้นหลังจากจำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรมเพียง 1เดือน ดังนั้นการที่น้องชายจำเลยที่ 3 นำเงินไปผ่อนชำระหนี้และโจทก์ได้รับชำระหนี้ไว้ ตามใบรับฝากเงินเอกสารหมาย ล.16 จึงถือได้ว่าน้องชายเป็นตัวแทนในการชำระหนี้ของจำเลยที่ 3 และเป็นการผ่อนชำระหนี้ภายในกำหนด 1 ปี นับแต่จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม การผ่อนชำระหนี้ของจำเลยที่ 3 จึงเป็นการรับสภาพหนี้ต่อเจ้าหนี้ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 193/14 (มาตรา 172 เดิม)เป็นเหตุให้อายุความสะดุดหยุดลง
ต้องเริ่มนับอายุความกันใหม่ตามอายุความแห่งมูลหนี้เดิมนับแต่เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงนั้นสิ้นสุดลง สำหรับมูลกรณีตามฟ้องเมื่อได้ความว่าจำเลยที่ 3 ผ่อนชำระหนี้โจทก์ครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ 8 มิถุนายน2527 อายุความใหม่จึงต้องเริ่มนับแต่วันดังกล่าว ซึ่งในเรื่องสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีกฎหมายมิได้กำหนดไว้ว่ามีอายุความเท่าไร จึงต้องถือกำหนดอายุความทั่วไปตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา 164(หรือมาตรา 193/30 ใหม่) คือ มีกำหนดสิบปี ส่วนมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินจำนวน 6 ฉบับตามฟ้องเห็นว่า โจทก์ฟ้องจำเลยที่ 3ให้รับผิดชำระเงินในฐานะที่จำเลยที่ 3 เป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงิน อายุความที่ผู้ทรงตั๋วสัญญาใช้เงินจะฟ้องผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินจึงมีกำหนดสามปีนับแต่วันที่ตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องแต่ละฉบับถึงกำหนดจ่ายเงินตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา 1001 ประกอบด้วยมาตรา 940 และมาตรา 985 ดังนั้นเมื่อได้ความว่า
จำนวนหนี้ตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีและมูลหนี้ตามตั๋วสัญญาใช้เงินตามฟ้องทั้ง 6 ฉบับ จำเลยที่ 3 ได้ผ่อนชำระให้โจทก์ตามสัญญารับสภาพหนี้เอกสารหมาย จ.34 เมื่อวันที่ 8 มิถุนายน 2527และโจทก์ฟ้องคดีนี้เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2530 โจทก์จึงฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินตามสัญญาเบิกเงินเกินบัญชีภายในกำหนดอายุความสิบปี และฟ้องให้จำเลยที่ 3 รับผิดชำระเงินในฐานะที่จำเลยที่ 3เป็นผู้รับอาวัลตั๋วสัญญาใช้เงินภายในกำหนดสามปีนับแต่เมื่อเหตุที่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลงสิ้นสุดลง ฟ้องโจทก์จึงไม่ขาดอายุความและเห็นว่าจำเลยที่ 3 ให้การโดยชัดแจ้งว่า โจทก์มิได้ฟ้องคดีภายใน1 ปี นับแต่วันที่จำเลยที่ 1 ถึงแก่กรรม คดีโจทก์จึงขาดอายุความและโจทก์อุทธรณ์ว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความ ดังนั้น การที่ศาลอุทธรณ์หยิบยกเรื่องอายุความขึ้นวินิจฉัยจึงมิใช่เป็นการวินิจฉัยนอกฟ้องนอกประเด็นดังที่จำเลยที่ 3 ฎีกา ที่ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่าฟ้องโจทก์ไม่ขาดอายุความนั้น ศาลฎีกาเห็นพ้องด้วยในผลฎีกาจำเลยที่ 3 ฟังไม่ขึ้น"
Result
พิพากษายืน